พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. ๒๕๔๒(แก้ไขเพิ่มเติม 2545) มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้ ให้คำจำกัดความคำว่า "การศึกษา" หมายความว่า กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงาม ของบุคคลและสังคมโดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม สังคม การเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และกำหนดแนวทางในการจัดการศึกษา ไว้ใน หมวด 4 มาตรา ๒๒ ว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถ เรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ และมาตรา ๒๔ การจัดกระบวนการเรียนรู้ (๒) ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา
สำหรับโรงเรียนเทศบาล 7 (ศิรินาวินวิทยา) ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดกลาง สังกัดสำนักการศึกษา เทศบาลนครลำปาง จัดการศึกษาทั้งสิ้น 3 ระดับคือ ระดับอนุบาล ระดับประถม และระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และเป็นโรงเรียนต้นแบบของเทศบาลนครลำปาง ในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษเรียนร่วม จากการจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนที่ผ่านมาพบว่า นักเรียนมีความแตกต่างกันทั้งด้านความพร้อมและสติปัญญา ดังนั้น ครูจำเป็นต้องใช้กลวิธีและเทคนิคที่หลากหลายเพื่อกระตุ้นสมองของนักเรียน ไม่มีวิธีหรือเทคนิคของใครสมบูรณ์ที่สุด การเรียนรู้มีหลายรูปแบบโดยพบว่าห้องเรียนหนึ่งๆ มักจะมีผู้ถนัดการเรียนรู้อยู่ 4 รูปแบบ คือ นักทฤษฎี นักวิเคราะห์ นักปฏิบัติ และนักกิจกรรม ครูจึงจำเป็นต้องจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมและเอื้อต่อผู้เรียนทั้ง 4 แบบอย่าง
แนวทางในการแก้ไขปัญหาความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยใช้เทคนิคในจัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน ซึ่งทางโรงเรียนได้นำมาใช้อีกรูปแบบหนึ่งได้แก่ หลักการจัดการเรียนการสอน แบบ Brain Based Learning คือ การใช้ความรู้ความเข้าใจที่เกี่ยวข้องกับ สมองเป็นเครื่องมือ ในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้และกระบวนการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างศักยภาพสูงสุดในการเรียนรู้ของมนุษย์ โดยเชื่อว่าโอกาสทองของการเรียนรู้อยู่ระหว่างแรกเกิด – 10 ปี โดยRegate และ Geoffrey Caine ซึ่งเป็นนักวิจัยเกี่ยวกับการเรียนโดยใช้ความรู้เกี่ยวกับสมองเป็นหลัก ได้เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอน 12 ข้อ ดังต่อไปนี้
1. สมองเป็นกระบวนการคู่ขนาน
2. สมองกับการเรียนรู้
3. การเรียนรู้มีมาแต่กำเนิด
4. รูปแบบการเรียนรู้ของบุคคล
5. ความสนใจมีความสำคัญต่อการเรียนรู้
6. สมองมีหน้าที่สร้างกระบวนการเรียนรู้
7. การเรียนรู้ในสิ่งที่สนใจสามารถรับรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
8. การเรียนรู้เกิดขึ้นได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการทั้งในแบบที่มีจุดมุ่งหมายและไม่ได้ตั้งใจ
9. การเรียนรู้ที่เกิดจากกระบวนการสร้างความเข้าใจ
10. การเรียนรู้เกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
11. การเรียนรู้คือการส่งเสริมให้ผู้เรียนเผชิญกับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นการเรียนรู้
12. สมองของบุคคลมีความเท่าเทียมกัน
จากแนวทางดังกล่าวโรงเรียนจึงได้จัดกิจกรรมและสิ่งแวดล้อมให้เหมะสมดังนี้
1. จัดสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นความสนใจ กระตุ้นการเรียนรู้
เช่น อุปกรณ์ที่มีสี รูปทรง สิ่งที่ผู้เรียนออกแบบกันเองเพื่อให้ผู้เรียนรู้สึกมีส่วนร่วมและมีความ
เป็นเจ้าของ
2. สถานที่สำหรับการเรียนรู้เป็นกลุ่มร่วมกัน เช่นที่ว่างๆ ซุ้มไม้ โต๊ะหินอ่อน
3. จัดให้มีการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน
4. ทุกส่วนของโรงเรียนจัดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ เช่น บริเวณเฉลียง ทางเชื่อมระหว่างตึก
สวนหย่อมภายในโรงเรียน
5. สถานที่หลากหลายที่มีรูปทรง สี แสง ช่อง รู
6. จัดให้มีการเรียนรู้จากของจริง ประสบการณ์ตรงโดยผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5
(การได้เห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การชิมรส การสัมผัส)
7. จัดให้เด็กได้ฟังเพลงคลาสสิค ฟังนิทาน หนังสือ
8. ของเล่นมีรูปทรง สีอย่างหลากหลาย