การทำให้คนในสังคมกลับมาเห็นคุณค่าของศีลธรรมเป็นเรื่องที่ต้องรีบดำเนินการ ไม่ต่างจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่กระทบทุกประเทศอยู่ในขณะนี้ ไทยเองเป็นประเทศเล็กๆ ที่พึ่งการส่งออกเป็นสำคัญจึงถูกกระทบอย่างเลี่ยงไม่ได้
ในทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ ยังดีที่มีตลาดอย่างจีนและอินเดียที่มีขนาดใหญ่มากและเพิ่งเปิดประเทศทั้งคู่ตามลำดับ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาไม่พังทะลาย
ในด้านการค้าต้องพูดถึงจีนกับอินเดีย แต่ในแง่ของจิตวิญญานและศาสนาพุทธ ต้องพูดถึงอินเดียประเทศเดียว
อินเดียเป็นหลักของจิตวิญญานของโลก เพราะมันสมองของโลกอยู่ที่อินเดีย ซึ่งผมเคยเขียนถึงความฉลาดของคนอินเดียมาแล้วในหลายบันทึก
กลับมาที่ประเทศไทย ศีลธรรมกำลังตกต่ำ กระแสทุนนิยมมีเงินนำหน้ายังคงเฟื่องฟู คนอยากจะรวยก่อนที่จะเข้าถึงรัตนตรัย เมื่อยังไม่รวยก็ยังไม่เข้าวัด
ตัวเล่นสำคัญของสังคมได้แก่ พระ ฆราวาส และสถานที่ดำเนินการฟื้นฟูจิตใจอยุ่ที่วัดและบ้าน
เช้านี้ เขียนได้แค่นี้ครับ........เดี๋ยวค่อยต่อในช่วงต่อไป
334 พระ- ฆราวาส วัด- ครอบครัว จะช่วยสังคมได้อย่างไร
คิดให้ถูก คิดให้เป็น
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
Panda · 12 ก.ค. 2552
มุทิตา พานิช · 12 ก.ค. 2552
แดง · 12 ก.ค. 2552
NuiErnik · 12 ก.ค. 2552
จิราภรณ์ เอ้ เกชยันต์ · 12 ก.ค. 2552
ข้าน้อยอยู่ในแวดวงดงขมิ้นมาทั้งปริยัติทั้งปฏิบัติก็พอเอาตัวรอดได้
มองว่า..พระต้องรู้วิธีการนำเสนอให้เข้ากับยุคสมัย
แต่พระสงฆ์ไทยโดยมากนำเสนอแบบวัตถุมากกว่าธรรมะ
..การบริหารขับเคลื่อนของคณะสงฆ์ไทยถึงเวลาที่จะปรับปรุงแก้ไขได้แล้วหรือยังละ..
...(อาจจะเป็นความเห็นที่ถูกและผิดแล้วแต่มุมที่มองขอรับอาจารย์)
ท่าน ธรรมฐิต
นมัสการครับ
ผมมองว่าเป็นปัญหาใหญ่สำหรับสังคมไทย
คนขาดแบบอย่างที่ดี ที่ถูก ที่ตรง
เพียงทองยังคงเป้นทอง เกลือยังคงเป็นเกลือ การเรียนรู้ทางปัญญาเกิดขึ้นแน่นอนครับ
การได้รู้ ได้สัมผัสกับสิ่งที่แท้ จะทำให้รู้ว่าที่เหลือไม่ใช่
การปรับปรุงคณะสงฆ์ ผมเห็นว่าจำเป็นครับ แต่ปรับไปให้เป็นของแท้ดั่งเดิม มิใช่ปรับให้เข้ายุคสมัย สิ่งที่ต้องปรับคือความรู้ครับแต่ไม่ใช่วินัยและการปฏิบัติซึ่งยังคงมีค่าอยู่
เดี๋ยวว่างค่อยสนทนาต่อครับ
นมัสการครับ
การได้รู้ ได้สัมผัสกับสิ่งที่แท้ จะทำให้รู้ว่าที่เหลือไม่ใช่
ขอรับอาจารย์
ข้าน้อยมองว่าคณะสงฆ์ไทยยึดรูปแบบพิธีรีตรองมากเกินไปเลยทำให้เด็กสมัยใหม่ไม่อยากเข้าวัด การปรับให้เข้ากับยุคสมัยไม่ใช่ว่าจะทิ้งของเดิมแต่นำมาประยุกษ์ให้เข้ากับสถานการณ์ แบบอินแทรนนะขอรับ..(ข้อนี้มหาปเทสสี่น่าจะช่วยได้เยอะ)
..ในความคิดเห็นของอาจารย์ๆมองยังไงที่พระ(อย่างข้าน้อย)
เปิดบล๊อกสนทนาทางอินเทอร์เน็ต..
...ขอตัวไปวิจัยลมหายใจเข้าออกก่อนนะขอรับ..จะมาหาความรู้จากอาจารย์ใหม่ขอรับ...
นมัสการครับ
ผมมองความรู้ที่นำมาเผยแพร่ในบล๊อคมากกว่าตัวบุคคลครับ
วิถีอินเดียหนึ่งที่น่าสนใจคือ คนอินเดียสนใจภูมิปัญญามากกว่ารูปลักษณ์ภายนอก หน้าตาหรือตำแหน่ง การปุจฉา วิสชชนาจึงอย่ในทุกลมหายใจของคนอินเดีย จึงช่างคิด ช่างเจรจา
อย่างไรก็ดี ขอชื่นชมพระที่ร่วมสมัย เผยแพร่ความรู้ในบล๊อครับ
ถ้าเป็นนักขาย ที่ใดมีลูกค้า ต้องไปครับ ช่วยสังคมได้แน่นอนครับ
ผมรู้สึกว่าสังคมยังมีความหวัง เพราะยังมีพระที่แท้อยู่ ทำให้ชัดเจนและรู้ว่า มนุษย์ ถ้าตั้งใจจริง(สร้างสมบารมีมาดี) ก็ยังสามารถพัฒนาจิตไปสู่ความหลุดพ้นได้ทุกเมื่อครับ
นมัสการและเจริญสุขนะครับ
สวัสดีค่ะ อ.พลเดช
เพิ่งได้รับความรู้ใหม่ๆ แบบนี้นี่เอง
ขอบคุณค่ะ
ครูจิ๋ว ครับ
วิธีการดั่งเดิมแต่ได้ผลครับ
ที่ใดมีความรู้ มีผู้รู้ ต้องไปค้นหาที่นั่นครับ
วันที่ผมไปบรรยายให้พระท่านฟัง
ท่านยกประเด็นว่า เข้าใจดีเรื่องที่ชาวอินเดีย-ซึ่งต่อไปนี้ผมจะใช้คำว่าภารตะ - สอนให้ตั้งคำถามมากกว่าการหาคำตอบ แต่จะทำอย่างไรให้คนรู้จักตั้งคำถามให้เป็น
ผมเรียนท่านไปว่า การคิดนอกกรอบ การเผชิญความทุกข์ ความลำบาก ความไม่สะดวกทำให้เกิดคำถามได้
ยกตัวอย่างเราเคยนั่งสอนเด็กๆ ในห้องเรียนติดแอร์ สะดวกสบายทุกอย่าง หากเราจะให้เกิดการคิดนอกกรอบ ให้เกิดคำถาม อาจจะเปลี่ยนแปลงวิธีการสอน อาจออกไปเรียนในสนามหญ้า...จะเกิดคำถามทันที ซึ่งครูต้องตอบทุกคำถามที่เกิดขึ้น
ปัญหาของเด็กไทยคือตั้งคำถามไม่เป็น ปุจฉาไม่เป็น คิดแย้งไม่เป็น
แย้งในที่นี่ไม่ใช่เพราะอยากจะโต้แย้งหรือชวนทะเลาะ แต่อยากรู้ในมุมมองอื่น
เจริญสุบนะครับ