เป็นที่ประจักษ์ให้ได้เห็นว่าสภาพของนักเรียนไทยในปัจจุบัน การประพฤติตัวไม่เหมาะสม การก่อเรื่องตบตี ข่มขืน หรือทะเลาะวิวาทใช้อาวุธจนเสียชีวิต ใช้วิธีการรุนแรงในการแก้ปัญหา พฤติกรรมการลอกเลียนแบบเหล่านี้ปรากฏตามหน้าสื่อบ่อยครั้ง ทั้งที่ผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษาพยายามพัฒนา ปรับปรุง ปฏิรูปการศึกษาเพื่อให้ทันยุคสมัย สอดคล้องกับสภาพภาวะปัจจุบัน
คุณธรรมจริยธรรม ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และความมีวินัยเป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในของแต่ละบุคคล ต้องเรียนรู้จากการปลูกฝังและซึมซับจากแบบอย่างที่ดี ตลอดจนการเสนอแนะอธิบายในสิ่งที่ไม่ดีคอยให้คำตอบกับข้อขัดแย้งต่างๆในสังคมที่คิดว่าเยาวชนไม่สามารถจะรู้อย่างลึกซึ้งได้ ผู้ที่เกี่ยวข้องและใกล้ชิดกับเด็กเป็นกลุ่มบุคคลที่ความสำคัญยิ่งที่จะปลูกฝังค่านิยมเหล่านี้ให้เด็กได้เจริญเติบโตเป็นคนไทยที่มีคุณธรรมจริยธรรม ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และความมีวินัยโดยเฉพาะครอบครัว โรงเรียน ตลอดจนสื่อต่างๆ
สภาพปัญหาเหล่านี้นี้น่าจะเป็นข้อมูลย้อนกลับไปสู่กระบวนการดำเนินการนโยบายของรัฐบาลเพื่อปรับปรุงให้สอดคล้องกับเป้าประสงค์ของนโยบาย ในประเด็นนโยบาย คือ
1 ปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ โดยปฏิรูปโครงสร้างและการบริหารจัดการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและระดมทรัพยากรเพื่อการปรับปรุงการบริหารจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงระดับอุดมศึกษา พัฒนาครู พัฒนาระบบการคัดเลือกเข้าสู่มหาวิทยาลัยพัฒนาหลักสูตร รวมทั้งปรับหลักสูตรวิชาแกนหลักรวมถึงวิชาประวัติศาสตร์ปรับปรุงสื่อการเรียนการสอน พัฒนาทักษะในการคิดวิเคราะห์ปรับบทบาทการศึกษานอกโรงเรียนเป็นสำนักงานการศึกษาตลอดชีวิตและจัดให้มีศูนย์การศึกษาตลอดชีวิตเพื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมในแต่ละ พื้นที่ตลอดจนส่งเสริมการกระจายอำนาจให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาเพื่อนำไปสู่เป้าหมายคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นคุณธรรมนำความรู้อย่างแท้จริง (โดยมีคอบครัวควรปลูกฝังและเป็นแบบอย่างหลัก ตลอดจนโรงเรียนโดยเฉพาะครูหรือบุคลากรทางการศึกษา ปรับปรุงเนื้อหาการเรียน แนวกิจกรรมการเรียนการสอน ให้เด็กได้ทราบถึงข้อดีและผลของการมีคุณลักษณะดังกล่าว)
2 ส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ โดยมุ่งเน้นในระดับอาชีวศึกษา และอุดมศึกษา เพื่อให้สนองตอบความต้องการด้านบุคลากรของภาคเศรษฐกิจ(เน้นให้นักเรียนนักศึกษามีคุณธรรมจริยธรรม ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และความมีวินัยต่อตัวเองและสังคม)
3 พัฒนาครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ได้ครูดี ครูเก่ง มีคุณธรรม มีคุณภาพ (โดยให้ครูเป็นแบบอย่างที่ดี ยึดถือในความถูกต้องมีความยุติธรรมคุณธรรมจริยธรรม ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และความมีวินัยตลอดจนมีมาตรการลงโทษกับครูที่ชัดเจนตาม พรบ.ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา)และมีวิทยฐานะสูงขึ้น ลดภาระงานครูที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนตามโครงการคืนครูให้นักเรียน มีการดูแลคุณภาพชีวิตของครูด้วยการปรับโครงสร้างหนี้และจัดตั้ง
4. ส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชนใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศเชิงสร้างสรรค์อย่างชาญฉลาด เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้(ปลูกฝังค่านิยมที่ดีในการใช้ให้นักเรียนรู้ทั้งด้านคุณและโทษของเทคโนโลยี สื่อต่างๆควรกลั่นกรองเรื่องราวที่จะนำเสนอต่อสาธารณะชนว่าผลดีมากกว่าผลเสียหรือไม่)
5. เร่งรัดการลงทุนด้านการศึกษาและการเรียนรู้อย่างบูรณาการในทุกระดับการศึกษา และในชุมชน โดยใช้พื้นที่และโรงเรียนเป็นฐานในการบูรณาการทุกมิติ และยึดเกณฑ์การประเมินของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา เป็นหลักในการยกระดับคุณภาพโรงเรียนที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน และส่งเสริมความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัยไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาและ วิจัยพัฒนาในภูมิภาค รวมทั้งเสริมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตในชุมชน โดยเชื่อมโยงบทบาทสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา และสถาบันทางศาสนา(ครอบครัวควรปลูกฝังให้เด็กมากที่สุด ตลอดจนสถาบันทางการศึกษาและให้ความสำคัญกับสถาบันทางศาสนาในการปลูกฝังหลักคำสอนของแต่ละศาสนาและเน้นในการปฏิบัติหรือถืออยู่ในการครองชีวิตตามแนวทางของศาสนา ให้ความสำคัญกับผู้อาวุโสในแต่ละชุมชนในการที่จะยึดเป็นแบบอย่างในแนวทางที่ดี ตลอดจนผู้นำชุมชนจนถึงผู้นำระดับชาติควรเป็นแบบอย่างที่ดี ลดความขัดแย้งในสังคม )
เรื่อง รายงานการประเมินโครงการแหล่งเรียนรู้ห้องสมุดโรงเรียนบ้านหนองช้างงาม อำเภอขาณุวรลักษบุรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 2
ผู้วิจัย ภูวนารถ มัทวรัตน์
โรงเรียน โรงเรียนบ้านหนองช้างงาม
ปีที่พิมพ์ 2552
บทคัดย่อ
จากการประเมินโครงการแหล่งเรียนรู้ห้องสมุดโรงเรียนบ้านหนองช้างงาม อำเภอ ขาณุวรลักษบุรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 2 โดยใช้รูปแบบการประเมินแบบ CIPP Model เป็นกรองแนวคิดในการประเมิน มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาผลที่นักเรียนได้รับจากการดำเนินงานตามโครงการแหล่งเรียนรู้สู่ห้องสมุดโรงเรียนบ้านหนองช้างงาม2) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของ ครูผู้รับผิดชอบโครงการ และครูผู้สอนทีมีต่อ โครงการ แหล่งเรียนรู้สู่ห้องสมุดโรงเรียนบ้านหนองช้างงาม 3) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของ นักเรียน ครูผู้รับผิดชอบโครงการ และครูผู้สอนต่อโครงการแหล่งเรียนรู้สู่ห้องสมุดโรงเรียนบ้านหนองช้างงาม ด้านด้านสภาพแวดล้อม ด้านปัจจัยเบื้องต้น ด้านกระบวนการ และด้านผลที่ได้รับ
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ครูผู้รับผิดชอบ จำนวน 1 คน ครูผู้สอน จำนวน 2 คน และนักเรียน ช่วงชั้นที่ 1,ช่วงชั้นที่ 2 จำนวน 60 คนรวมทั้งสิ้น 63 คน ซึ่งได้มาโดยการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถาม เพื่อสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานโครงการแหล่งเรียนรู้สู่ห้องสมุดโรงเรียนบ้านหนองช้างงาม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 2 แบ่งออกเป็น 3 ตอน ดังนี้
สถิติที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถามความเชื่อมั่นของแบบสอบ
ถามทั้งฉบับ โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ตามวิธีการของ Cronbach
ค่าร้อยละ ( % ) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ความแปรปรวน ด้วย (One-way Analysis of Variance)
ผลการศึกษาพบว่า
1. ระดับความคิดเห็น ระดับความคิดเห็นของนักเรียน ต่อการประเมินโครงการแหล่งเรียนรู้สู่ห้องสมุดโรงเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ทุกด้านอยู่ในระดับมาก ด้าน ด้านผลที่ได้รับ เป็นอันดับแรก รองลงมา ด้านกระบวนการดำเนินงาน ด้านปัจจัยเบื้องต้น ด้านสภาพแวดล้อม ตามลำดับ
2. ระดับความคิดเห็นของครูผู้รับผิดชอบและครูผู้สอนต่อการประเมินโครงการแหล่งเรียนรู้สู่ห้องสมุดโรงเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านสภาพแวดล้อม ด้านปัจจัยเบื้องต้น ด้านผลที่ได้รับ มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน เป็นอันดับแรก และด้านกระบวนการดำเนินงาน ตามลำดับ
3. สมมติฐาน ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีประเภท ครูผู้รับผิดชอบโครงการ ครูผู้สอน และ นักเรียน มีความคิดเห็นต่อการประเมินโครงการแหล่งเรียนรู้สู่ห้องสมุดโรงเรียนทุกด้าน ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05