กว่าจะรู้....ว่าไม่รู้ หลังก็คู้ ตาก็มัว หัวก็ขาว "ถ้าอยากมีสุขก็อย่าเอาทุกข์มาใส่ใจ"

   ช่วง หลายเดือนมานี้ มีหลายเรื่องยุ่งๆ ทำให้รู้สึกเหนื่อยใจและท้อ จึงไม่ได้เขียนบันทึกเลย    ไม่มีความสุขในการทำงาน   ชอบที่จะอยู่กับการปลูกต้นไม้ที่บ้านมากกว่าที่ต้องไปทำงาน  พอดีมีโครงการปฏิบัติธรรม จากสำนักพุทธปทุมธานี ประชาสัมพันธ์โครงการ  ปฏิบัติธรรมที่วัดเขียนเขต ปทุมธานี   ไปที่สำนักงานฯ  ช่วงวันที่1-4 ก.ค. 52    ก็คิดที่จะชาร์ดแบดเตอรรี่ตัวเองซะหน่อย ! เลยสมัครไปปฏิบัติธรรมอยู่ 4 วัน !ต้องตื่นตี 4ครึ่ง  ตี5-6โมงเช้าสวดมนต์ 6-7โมงเช้าเดินจงกลม/นั่งสมาธิ  8โมงเช้าถึง5โมงเย็น ฟังธรรมะจากพระและวิทยากร      6โมงเย็นถึง4ทุ่ม นั่งสมาธิ/เดินจงกลมพร้อมปุจฉา-วิสัชนา

    ไม่น่าเชื่อว่าปฏิบัติธรรมได้เพียงวันเดียวก็มีความรู้สึกว่า ความกังวล ความเครียด ความท้อแท้ ที่เป็นมาหลายเดือน หายไปหมด มีความสุขเข้ามาแทนที่  พระท่านบอกว่า "ถ้าอยากมีความสุขก็อย่าเอาความทุกข์มาใส่ใจ"   พอคิดได้มันก็หายทุกข์จริงดังท่านว่าจริงๆ   ก็มานั่งคิดว่าทำไมมันหายเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ที่เป็นทุกข์ก็เพราะจิตของเราไปเอาเรื่องต่างๆมาจริงๆ     ถามตัวเองว่ารู้ไม๊ ก็รู้นะ แต่ไม่ประจักษ์มากกว่า เหมือนเราท่องสูตรคูณได้คล่องถึงแม่ 12 แต่พอมีโจทย์ เลข   ถามว่า2คูณ2 เท่ากับเท่าไรกลับทำไม่ถูกงั้นแหละ  รู้แบบนกแก้วนกขุนทอง ว่างั้นเถอะ    

  ณ วันนี้  เวลานี้ ก็ยังมีความสุขอยู่ ปล่อยวางได้มากขึ้น ตั้งใจทำงานมากขึ้น รู้จักตัวเองมากขึ้น   รู้ทันจิตตัวเองมากขึ้น จิตของคนที่คิดไม่ดีก็เหมือนโจรกำลังจะลักขโมย พอเห็นตำรวจก็ไม่กล้า ตำรวจก็เหมือนกับสติที่คอยควบคุมจิตไม่ให้ทำสิ่งชั่วร้าย  ถ้าจิตที่ถูกฝึกมาดีย่อมเป็นสมาธิ เกิดความสงบเยือกเย็น ทำให้เกิดปัญญาและเพิ่มศรัทธาในพุทธศาสนา นำชีวิตให้ให้สงบสุขได้   และชอบสาระคำสอนมากๆ ของท่านพระอาจารย์ประสงค์ ปริปุณฺโณที่กล่าวว่า    

        ####  กว่าจะรู้จักชีวิต  ว่ามีกายมีจิตผสมผสาน

             กว่าจะถอดถอนจิต จากอุปทาน* ก็ซมซานด้วยตีนกาเหยียบตาเอา

        กว่าจะรู้.....ว่าไม่รู้   หลังก็คู้  ตาก็มัว หัวก็ขาว

  กว่าใจจะหายมัวเมา  ฟันก็กลับบ้านเก่า...เหลือแต่เหงือกแดงๆ  ###