พอกล่าวคำว่า กายละเอียด หลายคนต่างคิดเห็นไปว่า เป็นกายทิพย์ หรืออย่างไร  ข้าพเจ้าก็ไม่รู้เหมือนกัน  ว่ามันหมายถึงกายทิพย์หรือไม่  ??  เพราะการกล่าวคำว่า กายทิพย์ ก็อาจจะทำให้ใครต่อใคร นึกไปถึงเรื่องอิทธิฤิทธิ์ปาฎิหาริย์  การถอดรูป แล้วล่องหนหายตัวไปไหนต่อไหน  ซึ่งข้าพเจ้าก็ไม่มีประสบการณ์ที่ว่าแต่อย่างใด  แต่คิดเห็นในใจว่า  ในโลกของผู้ฝึกจิตและได้ฌานขั้นสูง อะไรก็คงเป็นไปได้ทั้งนั้น  แต่ การได้ฌาน และการได้ ญาน นั้นดูจะแตกต่างกันไปมากทีเดียว

ในกลุ่มสังฆะของเรานั้น  มีอาการหนึ่งที่เหมือนๆกัน คือกลัวติดสมถกรรมฐาน กลัวติดอยู่ในฌาน  เวลาปฎิบัติธรรม พอนั่งสมาธิไปนานๆ หลายคนต่างสงสัยในใจว่า  เอะ เราติดอยู่ในสมถกรรมฐานรึเปล่า  เหตุเพราะส่วนใหญ่แล้ว ครูบาอาจารย์ที่เราพบเจอ  ต่างเน้นย้ำเรื่องวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อให้ได้ ปัญญาญาน มากกว่าที่จะสอนให้เรามุ่งเน้นให้ได้ฌาน แล้วเกิดมีฤิทธิื์์ืื์์์มีเดช รู้วาระจิตคนอื่น รู้ชาติภพแต่หนหลัง  ซึ่งข้าพเจ้าก็เคยพบเจอเรื่องราว และได้พูดคุยกับท่านผู้ที่ได้ ฌาน มาบ้าง และเรื่องดังกล่าวนั้น เป็นไปได้จริง หลายคนมีสิ่งนี้ติดตัวมา   ติดมาแต่หนหลัง .. นานแสนนานมาแล้ว  แต่ถ้าจะถามเชิงลึกว่า  มีจริงหรือไม่อย่างไร  คงต้องซักถามจากท่านผู้ได้ฌาน โดยตรง  เพราะตัวข้าพเจ้าเอง ก็ยังเป็นผู้เริ่มต้นในการภาวนา แถมมีอาการกลัวการได้ฌาน เอามากๆ เพราะถ้านึกปรุงแต่งเล่นๆ ดูก็พบว่า การที่เรารู้วาระจิตใครต่อใครคงจะดีและน่าตื่นเต้นในตอนแรก  แต่การรู้นั้นอาจจะไม่ได้ประโยชน์อะไร แถมอาจจะก่อเกิดความทุกข์ได้ในภายหลัง แถมการรู้เรื่องภายในจิตใจของผู้อื่น  แต่ไม่รู้เรื่องอะไรภายในจิตใจของตัวเอง เป็นการส่งจิตออกนอกชัดๆ   และอาจจะไปสร้างความวุ่นวายปั่นป่วนให้ผู้คนที่เราไปยุ่งเกี่ยวได้   แม้กระทั่งการไปรู้เรื่องราวของอดีตชาติ  ก็อาจจะทำให้เราจิตตก เพราะไปรับทราบเรื่องแย่ๆ ของตัวเองในชาติก่อนๆ  ที่อาจทำกรรมไว้มากมาย  มาในชาตินี้ปัจจุบันนี้ก็อาจจะแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว  คงทำได้แต่พยายามผ่อนหนักให้เป็นเบาเท่านั้น  สุดท้ายเราต้องกลับมาอยู่ในปัจจุบันขณะ  สร้างเหตุที่ดีใหม่ เพราะอดีต เป็นสิ่งที่แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว  ยิ่งเป็นอดีตชาติไหนๆ ยิ่งไปกันใหญ่  เพราะขนาดสิ่งที่ไม่ดีไม่น่ารักที่เกิดขึ้นในอดีตเมื่อวันวาน จากที่เราไปกล่าววาจาไม่ดีกับใครสักคน  เราก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว เพราะการกระทำได้เกิดขึ้น และทำให้เขาเสียใจไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย   แต่ก็ยังดีที่เป็นเมื่อวานนี้  อาจจะทันอยู่ ที่เราจะกล่าวคำขอโทษและเสียใจเมื่อสำนึกได้ในวันนี้ 

ข้าพเจ้าเคยได้ฟังธรรมเทศนาของหลวงพ่อชาจากซีดี ที่หยิบยืมมาจากกัลยาณมิตร  ท่านกล่าวถึงเรื่องสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐานว่า  มันก็เหมือนผลมะม่วงดิบที่เิริ่มต้นเป็นสีเขียวๆ  จากนั้นมันก็ห่ามๆ เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองปนเขียว   พอสุกมันก็เหลือง  แต่อย่ามาถามนะว่าสีเขียวมันหายไปไหน มันก็อยู่ในเหลืองนั่นแหละ   ท่านกล่าวว่า สมถกรรมฐานกับวิปัสสนากรรมฐาน ก็เป็นเช่นนั้น  เป็นดังเช่นการเปลี่ยนแปลงของผลมะม่วงนั่นแหละ  การที่เราคิดว่าจะฝึกสมถกรรมฐานก่อน  แล้วค่อยทำวิปัสสนากรรมฐาน  หรือคิดไปว่าจะเริ่มทำวิปัสสนาอย่างเดียว แล้วค่อยไปฝึกสมถกรรมฐาน  หรือบางคนจะเอาวิปัสสนาอย่างเดียว มันดูจะยากอยู่   มาถึงตรงนี้ข้าพเจ้าจึงนึกได้ว่า การที่เราบอกว่า จะเอาแต่มะม่วงที่สุกแล้วอย่างเดียวนั้นอาจจะลำบากจริงๆ  เพราะมะม่วงที่สุกแล้วก็มาจากมะม่วงที่ห่ามๆ   แถมมะม่วงที่ห่ามๆนั้นก็ มาจากมะม่วงสีเขียวๆ ที่ยังดิบอยู่นั่นเอง   เราไม่สามารถเลือกได้อย่างที่ใจต้องการ  ในบางครั้งเราจึงไม่สามารถแยกสมถกรรมฐานออกจากวิปัสสนากรรมฐานได้อย่างชัดเจน เพราะทั้งสองสิ่งนั้นมีอยู่คู่กันแบบนั้น  และเกิดขึ้นตามสภาวะธรรมของผู้ปฎิบัติแต่ละคน แต่ละช่วงเวลาของการปฎิบัติ

กลายเป็นว่า ไม่ว่าจะเป็นสภาวะธรรมใด จะเป็นสมถะหรือวิปัสสนาหรือไม่ ?   การมีพลังแห่งสติที่แข็งกล้า ระลึกรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาต่างหากมีความสำคัญ   เมื่อรู้ในกายและใจเราตลอดเวลา ก็จะไม่มีอะไรที่ต้องกลัว   สุดท้ายก็กลับมาอยู่ที่การเจริญสติ   เราต้องฝึกสติ ดูกาย ดูจิต ที่เปลี่ยนแปลง เกิดขึ้น  ตั้งอยู่ และดับไป ให้แจ่มชัด  ไม่ว่าจะได้ฌาน หรือได้ ญาน ก็จะเป็นผลดีทั้งคู่  ถ้ามีสติกำกับอยู่ 

ที่ผ่านมาข้าพเจ้าจึงรู้ตัวว่า ข้าพเจ้าพยายามหลีกเลี่ยงสภาวะธรรมบางอย่าง  แถมคิดเห็นจะเอาแต่วิปัสสนาอย่างเดียว  นั่นอาจจะเป็นเหตุแห่งการเดินเวียนวนไปมาได้เหมือนกัน  เพราะถ้าเส้นทางของเราคือต้องเดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง  และ ยังไงเสียเราต้องเดินผ่านเมืองแห่งหนึ่งไปเท่านั้น  แต่เมืองนี้อาจจะน่ากลัว และอันตราย  เราจึงเดินเลี่ยงๆ ไป  แถมพยายามอ้อมไปทางอื่น  ทั้งๆที่บางทีเส้นทางนี้จำเป็นต้องผ่าน และไม่มีทางเดินอื่นๆ แล้ว   มันอาจจะไม่ถูกต้องนักที่เราจะเลี่ยงไปเรื่อยๆ   ดังนั้นการเดินไปตามทางปกติ  ยอมเดินผ่านเข้าไปยังเมืองที่ว่านี้  แต่เดินไปด้วยจิตใจที่รู้ตัวทั่วพร้อม  และระมัดระวัง อาจจะดีกว่าก็เป็นได้ ..