เรื่องเล่า ทักษะที่พึงมีสำหรับเรื่องเล่า

วันพฤหัสบดีที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๒
ที่มหาวิทยาลัยนเรศวรมีงาน Regional forum HA สำหรับภาคเหนือตอนล่าง ผมไปเข้าร่วมฟังด้วย อาจารย์อนุวัฒน์เล่าถึง Lean and Seamless ซึ่งแนวคิด Lean หมายถึงการลดสิ่งที่ไม่จำเป็นลง ให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อนำพลังงานและทรัพยากรไปใช้ในส่วนที่มีคุณค่ามากที่สุด สำหรับโรงพยาบาลก็คือผู้รับบริการนั่นเอง

อาจารย์โกมาตรมาเล่าถึงสังคมปรนัย ว่าจากแนวคิดที่ว่า แทบทุกสิ่งทุกอย่างในสังคมปัจจุบันมีความเป็นปรนัย คือทุกอย่างมีคำตอบอยู่แล้ว  แม้แต่ข้อสอบแบบอัตนัยอาจารย์ก็ยังตรวจแบบปรนัย คือต้องมีคำสำคัญ (Key words)ที่อาจารย์กำหนดไว้แล้วจึงจะได้คะแนน  และเปรียบเทียบรายการทีวีแชมเปี้ยนของญี่ปุ่นว่าออกข้อกำหนดแบบอัตนัย เช่นให้ทำเค้กที่อร่อยที่สุด  กับรายการแฟนพันธุ์แท้ของไทย ว่าเป็นการโหลดเอาข้อมูลเข้าไปในสมองให้มากที่สุด แล้วเรียกมาใช้ได้ในเวลาที่ถูกถามซึ่งความจริงไม่ได้เกิดความรู้หรือสิ่งใหม่ใดๆ ขึ้น

ภาคบ่ายอาจารย์โกมาตรก็เล่าถึงความสำคัญของเรื่องเล่า  ว่าเป็นสิ่งที่ทำให้คนสมัยก่อนสามารถถ่ายทอดเรื่องราวมาได้นาน (อย่างพระไตรปิฎกก็เขียนขึ้นหลังการปรินิพพานของพระพุทธเจ้าหลายร้อยปี  หรือความรู้เรื่องสึนามิที่ถ่ายทอดผ่านเพลงของชาวมอร์แกน...ผมเอง) อาจารย์เล่าอีกว่าบางสิ่งก็ไม่น่าจะวัดได้ด้วยสเกล เช่นความรักของพ่อแม่ ความเป็นห่วง 

อาจารย์โกมาตรกล่าวว่าทักษะที่พึงมีหรือสร้างขึ้นสำหรับการเล่าเรื่องคือ ๑.การรับรู้ว่ามีเรื่องเล่า เช่นคนไข้เริ่มขยับจะพูดอะไรบางอย่าง เราควรฟัง (แต่ไม่ใช่ทุกราย)๒.การเชิญชวนให้เล่าเรื่อง ๓.การซึมซับเรื่องที่ได้ยิน ๔.การเข้าถึงความหมายของเรื่องที่ได้ฟัง ๕.สามารถสื่อสารด้วยการเล่าเรื่องได้

ขอเล่าสั้นๆ เพียงนี้เพื่อยั่วความอยากรู้อยากเห็นนะครับ