ภาคสาธารณะ (public sector) ของสังคมไทย จึงเป็นภาคที่ขาดการประเมินเชิงลึก เพื่อดูความคุ้มค่าของการใช้เงิน ไม่มีการตั้งคำถามลึกๆ ว่าจะมีวิธีใช้เงินเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมภาพรวมสูงสุดได้อย่างไร

          ความเป็นจริงในชีวิตของผม คือได้ทำสิ่งที่ไม่จำเป็นมากมาย    เป็นชีวิตที่สูญเปล่า หรือบางกรณีเกิดผลร้ายต่อตนเอง    และมีไม่น้อยทำให้คนอื่นเดือดร้อนทางตรงหรือทางอ้อม 


          นี่คือความจริง  แม้มองในภาพรวมชีวิตของผมดีมาก คนยกย่องว่าเป็นชีวิตที่ดี    ผมเองไม่เคยคิดว่าชีวิตของตนเองจะดีถึงขนาดนี้    ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้ทำงานใหญ่ๆ ให้แก่สังคมได้ถึงขนาดนี้


          ความเป็นจริงมีหลายด้านเช่นนี้เอง  

  
          เมื่อผมมีโอกาสเข้าไปเห็นภาพใหญ่ของสังคม    เห็นการใช้จ่ายของบ้านเมือง    จากมุมของคนที่รู้ “ข้อมูลเชิงลึก”    ผมก็ตกใจมาก    ว่าความจริงที่ผมตีความจากมุมคนในน่ากลัวมาก    ตีความได้ว่า ประเทศไทยกำลังใช้เงินสาธารณะอย่างไม่ฉลาด เกิดผลน้อยต่อสังคม    พูดแรงๆ คือมีการผลาญเงินของชาติกันอยู่อย่างไม่รู้ตัว โดยไม่ได้ตั้งใจ    โดยที่คนที่เกี่ยวข้องก็เป็นคนดี คนตั้งใจดีต่อสังคม    และบางกรณีตัวผมก็อยู่ในนั้นด้วย


          เพราะเราทำงานสาธารณะกันอย่างไม่มีการตรวจสอบประสิทธิผลและประสิทธิภาพของการใช้เงิน   เพราะระบบกำกับดูแล (governance) ภาคสาธารณะ อ่อนแอ หรือไร้ผล    ส่วนที่ควรทำหน้าที่กำกับดูแลในสายตาของผมคือภาคการเมือง    แต่ภาคการเมือง/นักการเมือง ไม่ต้องการทำหน้าที่กำกับดูแล (governance)    ต้องการเข้าไปทำหน้าที่บริหารจัดการ (management)    สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ถ้ามองแง่ดี ก็น่าจะเกิดจากต้องการให้เกิดผลรวดเร็ว    ถ้ามองแง่ร้ายก็น่าจะเพราะต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการใช้เงิน


          ภาคสาธารณะ (public sector) ของสังคมไทย จึงเป็นภาคที่ขาดการประเมินเชิงลึก เพื่อดูความคุ้มค่าของการใช้เงิน   ไม่มีการตั้งคำถามลึกๆ ว่าจะมีวิธีใช้เงินเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมภาพรวมสูงสุดได้อย่างไร 

   
          เวลานี้ ภาพที่ผมเห็นคือ มีงบประมาณแผ่นดินจำนวนมากเข้าไปสู่งบกระตุ้นเศรษฐกิจ    กระทรวง/หน่วยงานที่ได้รับงบนี้ก็จะดูอู้ฟู่     หน่วยงานทั่วไปโดนตัดงบประมาณมากบ้างน้อยบ้าง    สกว. ซึ่งได้ชื่อว่าทำงานดี คุณภาพสูง และทำหน้าที่กระตุ้นการสร้างปัญญาในสังคม โดนตัดงบประมาณ ๓๐%    ในขณะที่หน่วยงานที่ยังมีปัญหาด้านการจัดการที่มีผลสัมฤทธิ์ ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น


          ผมจึงรู้สึกหดหู่ เพราะเห็นๆ อยู่ แต่ไม่มีทางเข้าไปช่วยบ้านเมือง    เพราะงบประมาณของบ้านเมืองอยู่ใต้อำนาจการเมือง    และนักการเมืองย่อมต้องการผลงาน ต้องการผันเงินไปสู่จุดที่ตนควบคุมได้ และอ้างผลงานได้


          เงินสาธารณะจึงกลายเป็นเครื่องมือสร้างผลงานของนักการเมือง มากกว่าเพื่อผลประโยชน์แท้จริงของบ้านเมือง   


          วันนี้ผมเขียนบันทึกผิดกติกา    คือใช้ระบายความทุกข์

วิจารณ์ พานิช
๒๔ มิ.ย. ๕๒