นี่คือทางสองแพร่งที่เราจะต้องคิดให้รอบคอบ ที่จริงแล้วการคิดเริ่มที่ฐานไหนก็ตาม ก็ควรจะพัฒนาทั้งระบบเช่นเดิม

วันนี้ผมได้พานักวิจัยชาวอินโดนิเชียไปดูระบบการปลูก การผลิต การจำหน่าย และระบบการตลาดไม้ยูคาลิปตัส แถบรอบๆ เมืองขอนแก่น

·        ที่ส่วนใหญ่เป็นการผลิตแบบลงทุนต่ำ เฉพาะค่ากล้า ค่าแรงปลูก ไม่มีค่าดูแลใดๆ

·        ในระบบใหญ่ๆ ๒ แบบ คือ หัวไร่ปลายนาแบบผสมผสาน และปลูกเป็นแปลงใหญ่แบบเชิงเดี่ยว

·        พอโตได้ขนาด ๔-๕ นิ้วขึ้นไป ก็ “เหมาขาย” ให้พ่อค้าคนกลาง ที่จะมาตีราคาเหมาทั้งแปลง หรือ เหมาเฉพาะที่จะตัดได้ก็ได้

·        แล้วผู้เหมาซื้อก็จะตัดเอง แล้วนำไปจำหน่ายให้กับบริษัททำกระดาษ หรือ ใช้เป็นวัสดุก่อสร้างแล้วแต่กรณี ตามลักษณะคุณภาพไม้

·        พอปลูกหลายๆปี การเจริญจะไม่ค่อยดี อาจต้องขุดทิ้ง

·        ที่เป็นระบบที่ไม่ยั่งยืน มีแต่โทรมช้ากับโทรมเร็วเท่านั้น

·        เพราะระบบอุตสาหกรรมที่พยายามบีบให้ชาวบ้านแค่มีรายได้ช่วยให้รอดไปวันๆ

·        และชาวบ้านก็ไม่มีชองว่างทางความคิด หรือเป้าหมายเพื่อการพัฒนาทรัพยากรแต่อย่างใด มีอย่างไร ก็ทำไปอย่างนั้น

·        ขืนลงทุนก็มีแต่จะขาดทุนหรือรายได้น้อยลง แล้วจะลงไปทำไม

ทำอย่างนี้ ดูเหมือนจะหาทางออกไม่ได้จริงๆ และระบบอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ก็มีแนวคิดลดต้นทุนแบบนี้ ทั้งเชิงราคาวัตถุดิบและการจ่ายค่าแรง

พอถึงตอนเย็น ผมได้พาเข้าพบท่านครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ ตามที่นัดไว้

นักวิจัยต่างชาติที่น่าสงสารของผม ก็มีโอกาสยิงคำถามเป็นชุดเลยว่า

·       ทำมาเจ็ดร้อยไร่ ได้ปีละกี่ตัน ปีไหนได้เท่าไหร่ ไปขายที่ไหน จะขยายอีกสักสองสามพันไร่ไหม ทำไมไม่ทำให้เป็นบริษัท มีคนงานกี่คน ขายที่ไหน ได้ตันละเท่าไหร่

จนครูบาขอให้กลับไปตั้งตัวใหม่

ว่าจะใช้อุตสาหกรรมนำ หรือจะใช้ความยั่งยืนเป็นตัวนำ

เพราะการคิดและถามแบบอุตสาหกรรมนำแบบนี้ มีแต่พังกับพัง

แต่ครูบาใช้การเรียนรู้ และความยั่งยืนเป็นตัวนำ

ที่จริงแล้วการคิดที่ดีนั้นเริ่มที่ไหนก็ตาม เมื่อเต็มระบบแล้วก็ควรจะทำให้พัฒนาทั้งระบบเช่นเดิม

นอกจากจะคิดสั้นๆ ทำแบบแยกส่วน ไม่สนใจว่าประเทศ หรือใครจะเดือดร้อน ขอให้ข้ารอดก็พอ แม้จะรอดในระยะสั้นก็ยอม

และครูบาฯ ก็ได้สรุปบทเรียนของจริงให้ฟังว่า

ยูคาลิปตัสนั้น เป็นเพียงตัวเลือกหนึ่งในการพัฒนาเท่านั้น และการโตเร็วนั้นทำให้มีข้อดีที่นำมาแก้ปัญหาได้ ๒ประเด็น

·        ใช้ทดแทนไม้ธรรมชาติที่กำลังจะหมดไป

·        ใช้สร้างรายได้ในระยะสั้น เพราะลดความจำเป็นในการไปตัดไม้ระยะยาวที่โตช้าขาย และทำให้ไม้ระยะยาวโตพอที่จะได้ราคาหลักหมื่น หลักแสนบาทต่อต้น

การแก้ปัญหาดังกล่าว ทำได้อย่างน้อยใน ๓ ระบบ

·        ปลูกเป็นแถบสลับแถบกับไม้พื้นเมือง แล้วตัดยูคาขายไปเรื่อยๆ จนกว่าไม้พื้นเมืองจะโตพอ

·        ปลูกยูคาแล้วตัดสับหว่างไปเรื่อยๆ จะทำให้มียูคาหลายขนาด และบางต้นดีๆ อาจเก็บไว้ทำบ้าน หรือขายเป็นไม้ก่อสร้างในระยะยาว

·        ปลูกตามหัวไร่ปลายนา แล้วค่อยๆตัดบางต้น

ทั้งสามระบบจะทำให้ระบบการปลูกยั่งยืน เพราะไม่เกิดการตัดแบบรุนแรงมากจนเกินไป และทำให้มีทั้งไม้ระยะสั้น และระยะยาวปนกัน มีความหลากหลายของทรัพยากร

ที่ทำให้ระบบอุตสาหกรรมมีทรัพยากรที่มั่นคง

จึงมาถึงตัดสินใจว่า เราจะใช้ต้นแบบการคิดแบบไหน

ใช้อุตสาหกรรมเป็นฐาน (แบบที่เป็นอยู่) มีโอกาสที่จะให้ฐานสังคม ทรัพยากร และชุมชนอ่อนแอ และมีแนวโน้มที่จะทำให้สังคมล่มสลาย ได้ในระยะยาว

แต่ถ้าใช้ชุมชนเป็นฐาน อุตสาหกรรมก็จะมีฐานทรัพยากรที่แน่นหนา ที่จะทำให้ประเทศชาติเข้มแข็งจากฐานรากสู่ยอด ทั้งระบบ

นี่คือทางสองแพร่งที่เราจะต้องคิดให้รอบคอบ

การทำงานแบบฉาบฉวย เอาแค่ตัวเองรอดเฉพาะหน้า ไม่น่าจะทำให้รอดในระยะยาว

หรือเราสนใจแค่ปัญหาปลายเท้าตัวเอง เกินนั้นมองไม่เห็นครับ