การปรับตัวกับเพื่อนกลุ่มใหม่

แนะพ่อแม่และครูช่วยลูกลดเครียด

 

                                เปิดเทอมใหม่มาได้เกือบเดือนแล้ว แต่หากลูกๆ ยังร้องไห้ กอดขา ผู้ปกครอง งอแง ไม่อยากไปโรงเรียน หรือเด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่ทำการบ้าน ไม่กินข้าว ซึมเศร้า อาการเหล่านี้พ.ญ.เพียงทิพย์ หังสพฤกษ์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลมนารมย์ (โทร.0-2725-9595 www.manarom.com) กล่าวว่า พ่อแม่จะต้องเร่งแก้ไขสถานการณ์

                           ปัจจัยที่ทำให้เด็กมีอาการดังกล่าวอาจ เพราะความเครียดในการปรับตัว เด็กที่ปรับตัวไม่ได้จะเครียดกังวลในหลายๆ เรื่อง เช่น เด็กเล็กจะกังวลเรื่องการปรับตัว ห่างพ่อแม่ กลัวการเข้าห้องน้ำเอง กลัวกินอาหารใหม่ๆ กลัวเพื่อนแปลกหน้า หรือกลัวถูกครูดุ

สำหรับวัยรุ่น มักมีปัญหากังวลเรื่องการปรับตัวกับเพื่อนกลุ่มใหม่ ถูกเพื่อนปฏิเสธ หรือแม้กระทั่งวัยอุดมศึกษาก็เครียดและกังวลเรื่องการปรับตัวในการเปลี่ยนสถานที่เช่นเดียวกัน ยิ่งบางคนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ในต่างจังหวัด ซึ่งต้องห่างอ้อมอกพ่อแม่ ถ้าไม่มีเพื่อนสนิทหรือเพื่อนในกลุ่มไปด้วยกันก็อาจเกิดความเครียด กลัวไม่มีเพื่อน กลัวเข้ากับสังคมรอบข้างไม่ได้ จนมีอาการซึมเศร้า

พ.ญ.เพียงทิพย์ กล่าวว่า เด็กและวัยรุ่นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเรื่องการพัฒนาความสามารถในการปรับตัวถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง พ่อแม่และครู จะต้องช่วยกันดูแลเอาใจใส่เพื่อไม่ให้เด็กเครียดมากจนเกินไป เพราะจะมีผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเด็กและวัยรุ่นได้ เนื่องจากความเครียดเหล่านี้อาจพัฒนากลายเป็นโรควิตกกังวลหรือซึมเศร้า หรือในบางรายอาจคิด ฆ่าตัวตาย อย่างที่เคยปรากฏเป็นข่าวตามสื่อต่างๆ มาแล้ว
 

จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น บอกว่าพ่อแม่มีบทบาทสำคัญอันดับแรกที่จะช่วยลดความเครียดให้ลูกได้ โดยมีแนวทางดังนี้

1.ในช่วงนี้เป็นช่วงสำคัญที่พ่อแม่ต้องมีเวลาให้กับลูกบ้าง โดยการทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น กินข้าวร่วมกัน ออกกำลังกาย ตีแบดมินตัน เทนนิส ว่ายน้ำ ทำงานศิลปะ หรือกิจกรรมสร้างสรรค์อื่นๆ เพื่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่ลูก เมื่อลูกมีเรื่องไม่สบายใจก็จะเล่าให้พ่อแม่ฟังได้

2.พยายามพูดให้ความหวังกับลูกเสมอ และควรพูดคุยให้กำลังใจหรือชมลูกบ่อยๆ เมื่อเห็นลูกมีการปรับตัวที่ดีขึ้น ไม่ใช่เอาแต่ถามว่าปรับตัวได้หรือยัง พึงระลึกไว้ว่าการสอนให้ลูกมองโลกในแง่ดีมีข้อเสียน้อยกว่าสอนให้ลูกมองโลกในแง่ร้าย

3.พ่อแม่ต้องไม่เร่งลูกในด้านวิชาการมากจนเกินไป และควรให้เวลากับลูกในการเรียนรู้ปรับตัวด้านสังคมด้วย พ่อแม่ส่วนใหญ่มักมองข้ามและเร่งลูกให้เรียนกวดวิชาเพิ่ม ซึ่งหลังเลิกเรียนแทนที่เด็กจะได้มีเวลาเล่นกับเพื่อน เด็กต้องไปเรียนพิเศษอีก ทำให้ไม่มีโอกาสได้เล่นกีฬา เดินตลาด กินขนม พูดคุยกับคนรอบข้าง "ทำให้เด็กขาดทักษะการเข้าสังคม" เข้ากับเพื่อนไม่ได้ และไม่รู้ว่าการเข้ากับเพื่อนต้องทำอย่างไรบ้าง

4.พ่อแม่ต้องเรียนรู้วิธีการสื่อสารหรือวิธีการสอนลูกที่ถูกต้อง แม้ว่าคำแนะนำของพ่อแม่จะเป็นเรื่องถูกต้อง แต่ด้วยวิธีของพ่อแม่และวัยของลูก ลูกอาจไม่เข้าใจหรือทำตามที่ผู้ใหญ่บอกได้ ทางที่ดีคือผู้ใหญ่ควรแสดงวิธีการต่างๆ ให้ลูกเห็น ถ้าไม่มีโอกาสอาจใช้ลักษณะการแสดงบทบาทสมมติ เช่น ถ้าลูกวัยอนุบาลมีปัญหากลัวการเข้าห้องน้ำ เพราะเด็กที่เคยชินกับการนั่งส้วมแบบมีชักโครกที่บ้าน พอเจอห้องน้ำแบบนั่งยองๆ ที่โรงเรียน อาจจะนั่งไม่เป็น กลัวตก จนไม่อยากไปโรงเรียน พ่อแม่ต้องสาธิตให้เด็กดูว่าจะนั่งได้ปลอดภัยอย่างไร
 "การสอนที่เป็นรูปธรรมโดยพ่อแม่ทำให้ดูเป็นตัวอย่างเหมาะกับเด็กขี้กังวลมาก เพราะจะทำให้เด็กสบายใจขึ้นและรู้วิธีจัดการจริงๆ เช่น ถ้าลูกวัยเรียนถูกเพื่อนล้อ อันดับแรกควรถามลูกว่าเพื่อนล้ออะไร จากนั้นควรถามว่าลูกได้ทำอย่างไรไปเมื่อถูกเพื่อนล้อวันนี้ เพื่อจะได้รู้ว่าลูกเลือกวิธีแก้ปัญหาอย่างไร อย่าเพิ่งตำหนิลูก หลังจากนั้นพ่อแม่ควรแสดงเป็นตัวอย่างให้ลูกดูว่าหากถูกเพื่อนล้อถ้าเป็นพ่อหรือแม่จะทำอย่างไร โดยพ่อแม่จะต้องแสดงคำพูด สีหน้า แววตา ลักษณะท่าทางที่ดูแข็งขัน กำหมัด ยืดอก อะไรทำนองนี้ ให้เสมือนเป็นเหตุการณ์จริง แล้วจึงค่อยคุยกับลูกว่าคิดว่าเป็นอย่างไรบ้าง ชอบแบบที่พ่อแม่ทำไหม เพราะอะไร ถ้าลูกชอบ อยากทำได้ แล้วค่อยฝึกให้ลูกทำตาม ทำให้ลูกกล้าที่จะมาคุยเวลามีปัญหา เพราะรู้สึกว่าพ่อแม่คอยให้ความช่วยเหลือที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่บ่นว่า ซึ่งทำให้ยิ่งเครียด"

ด้านบทบาทของครู จิตแพทย์เด็ก และวัยรุ่นบอกว่ามีส่วนสำคัญมากเช่นเดียวกัน หากทั้งผู้ปกครองและครูสื่อสารกันแล้ว ครูเป็นผู้ให้คำปรึกษาต่อเด็กและผู้ปกครอง จะทำให้การจัดการช่วยเหลือเด็กเป็นไปได้อย่างดี

"การจัดปฐมนิเทศเด็กและผู้ปกครองทั้งกลุ่มและแบบรายบุคคลเป็นสิ่ง ที่ดี เพื่อชี้ให้ผู้ปกครองเห็นว่าปัญหาเด็กปรับตัวไม่ได้ กลัวครู ควรแก้ไขอย่างไร ผู้ปกครองก็จะเข้าใจ ครูเองควรพูดเปิดทางให้เด็กทราบว่าเด็กสามารถมาปรึกษาปัญหากับครูได้ โดยครูจะว่างเวลาไหนบ้าง ให้เด็กมาปรึกษา เพราะบางครั้งเด็กไม่รู้ว่าจะเข้าไป หาครูตอนไหน กลัวครูดุ เพราะอาจจะเคยเข้าไปหาตอนที่ครูไม่ว่างแล้วถูกดุ จึงไม่กล้าเข้าไปหาอีก ดังนั้นการที่ทั้งสามฝ่ายมีการสื่อสารกัน มุ่งช่วยให้เด็กมีความสุข จะทำให้รู้ถึงปัญหาที่แท้จริง นำไปสู่การแก้ไขได้"

พ.ญ.เพียงทิพย์ กล่าวว่า หมอมักแนะนำพ่อแม่ที่ลูกมีปัญหากับเพื่อนให้ปรึกษาครูด้วย เพราะครูจะรู้นิสัยของเด็กคู่กรณีดีกว่าหมอและพ่อแม่ ทั้งนี้ หมอเน้นว่าพ่อแม่ไม่ควรเห็นครูเป็นที่ฟ้องเพื่อให้ไปลงโทษเด็กอีกคนหนึ่ง ควรสอนให้ลูกเห็นครูเป็นที่ปรึกษาหรือเป็นที่พึ่งมากกว่า ไม่ใช่มองว่าครูเป็นที่ฟ้อง เป็นตำรวจหรือผู้พิพากษา เพราะเด็กอาจกลายเป็นเด็กขี้ฟ้องไปเลยก็ได้ ซึ่งไม่ใช่การพึ่งตนเอง ความนับถือตนเองก็ไม่เกิด และทั้งครูและเพื่อนก็ไม่ชอบด้วย

นอกจากนี้ ในช่วงเปิดเทอมสิ่งที่ครูจะช่วยได้อีกประการหนึ่งคือ การให้เวลาเด็กปรับตัว โดยมุ่งเน้นให้เด็กทำกิจกรรมสานสัมพันธ์แทนการให้การบ้านมากจนเด็กไม่มีเวลาปรับตัว

"ความเครียดของเด็กถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องช่วย อย่าปล่อยปละละเลย หากพบว่าเด็กมีอาการซึมเศร้า ผิดปกติ ควรรีบหาทางแก้ไขหรือปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาโดยเร็วที่สุด"