ความท้าทายใหม่ของการบริหารทรัพยากรมนุษย์
“พนักงานรุ่นใหม่ไม่รู้สึกเป็นเจ้าเข้าเจ้าของบริษัท ไม่เสียสละ ไม่มองภาพรวมเหมือนคนรุ่นเก่าๆ” หากจะพูดถึงแนวโน้มการบริหารทรัพยากรมนุษย์สมัยใหม่ที่มาแรงในช่วงนี้ นอกเหนือจากเรื่องการบริหารดาวเด่น การวางแผนผู้สืบทอดตำแหน่ง การบริหารวัฒนธรรมองค์กร การสร้างแบรนด์นายจ้าง ที่ฮิตกันมาพักใหญ่แล้ว เรื่องการเปลี่ยนแปลงของช่วงอายุประชากร (Generation) ในองค์กร ก็กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ท้าทายความสามารถในการจัดการ
ประเด็นช่วงอายุของประชากร (Generation) ในองค์กร โดยเฉพาะน้องใหม่ Generation Y หรือผู้ที่เกิดระหว่าง พ.ศ. 2521 ถึง พ.ศ. 2540 จะเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในช่วง 2-3 ปีนี้ ลองย้อนไปถึงต้นยุค 90 สมัยนั้นนักบริหาร ทั้งในส่วนการตลาดและส่วนบริหารทรัพยากรมนุษย์ต่างตื่นตกใจ ให้ความสนใจเรื่องการจัดการ Gen X อย่างจริงจัง
จะเห็นได้ว่ามีผลการศึกษาและงานวิจัยมากมายที่พยายามทำความเข้าใจลักษณะเฉพาะซึ่ง Gen X มีร่วมกัน และค้นหาในเชิงลึกว่า Gen X ต้องการอะไร เพื่อที่จะได้ออกแบบสินค้าและบริการให้โดนใจลูกค้า Gen X และปรับวิธีการบริหารจัดการให้เหมาะกับสไตล์ของพนักงาน Gen X
พอกลับมาที่ปี 2550 นี้ ก็จะเห็นได้ว่า เรื่อง Generation ก็หมุนเวียนกลับมาอีกครั้ง กับโจทย์ใหม่ที่หนักหนายิ่งกว่าเดิม ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมานี้ มีโอกาสรับฟังเสียงบ่นจากผู้บริหารระดับสูงและ HR (ซึ่งเป็น Baby Boomer และ Generation X เสียส่วนใหญ่!) ในเรื่องพฤติกรรมของน้องใหม่ Gen Y ที่ไม่ได้ดังใจเอาเสียเลย ทั้งไม่เคารพกฎระเบียบ ก้าวร้าว ไม่อ่อนน้อมต่อรุ่นพี่ ดื้อ อดทนต่ำ ไม่จงรักภักดีต่อองค์กร เรียกร้องสูง แถมยังเปลี่ยนงานบ่อยอีกต่างหาก เสียงบ่นที่อื้ออึงและปรากฏการณ์ “คละเคล้าที่ไม่เข้ากัน” ของคนสามรุ่น มักพบในองค์กรที่มีอายุเกิน 10 ปีที่ยังอยู่ในช่วงของการขยายตัวหรือรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน จึงทำให้มีพนักงานผสมผสานกันหลายรุ่น ทั้งลูกหม้อองค์กรอย่าง Baby boomer ผู้เป็นแฟนดิอิมพอสสิเบิ้ล และดูทีวีขาวดำซึ่งยังไม่มีรีโมทคอนโทรล ผู้บริหารรุ่น Generation X ที่ฟังนูโว เที่ยวพาเลซ เดินสยามสแควร์ เวลาดูหนังแฟนฉันแล้วอินจัด และน้องใหม่ Generation Y ที่เป็นสาวก iPod ดู Sex and the City รู้จักทุก V ในอคาเดมี่แฟนเทเชีย และติด MSN งอมแงม คงจะไม่เกินเลยไป หากจะกล่าวว่า การรับมือกับตัวป่วนอย่าง “Gen Y” นั้นไม่ง่ายและทำให้อิดหนาระอาใจกันถ้วนหน้าทั้งเมืองไทยและในระดับอินเตอร์ ที่ว่าไม่ง่าย เป็นเพราะว่าผู้บริหารและ HR มักจะมอง Gen Y ด้วยสายตา มุมมอง และค่านิยมของ Gen X หรือ Baby boomer ซึ่งแทนที่จะทำความเข้าใจ Gen Y ได้ กลับทำให้กลายเป็นเรื่องยาก ยิ่งมองแล้วยิ่งไม่เข้าใจ ยิ่งเข้าไปใกล้ก็ยิ่งเกิดความขัดแย้ง และทำให้แตกร้าวกันมากขึ้นทุกที
ช่องว่างระหว่างวัย (ในที่ทำงาน)มีมุมมองเกี่ยวกับเรื่อง Generation อยู่ 3-4 ประการ ดังนี้
ประการที่ 1 คนแต่ละ “ช่วงอายุ” ย่อมมีบุคลิกภาพ ทัศนคติ นิสัย ความคิดอ่าน ความเชื่อ ความชอบ สไตล์การใช้ชีวิต และมุมมองต่อการทำงานต่างกันออกไป
ประการที่ 2 เกี่ยวกับ “ความต่าง” ที่ว่า ก็เนื่องมาจาก สภาวะทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เทคโนโลยี วัฒนธรรม และค่านิยมที่หล่อหลอมคนแต่ละช่วงอายุ
ประการที่ 3 ความต่างระหว่าง Generation มากขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะระหว่าง Gen X และ Gen Y เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงของปัจจัยภายนอก และกระแสโลกา ภิวัตน์
ประการที่ 4 อย่างไรก็ดี แม้จะอยู่ในช่วงอายุ หรือ Generation เดียวกัน คนสองคนก็ย่อมมีความต่างในรายละเอียด เนื่องมาจาก “เบ้าหลอม” ในแง่การเลี้ยงดูและประสบการณ์ที่สั่งสมมา แตกต่างกันนั่นเอง ...
แท้จริงแล้วการจัดการชาว Gen Y เกี่ยวข้องกับทั้งการบริหารทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาองค์กรในทุกมิติ ซึ่งมีประเด็นหลักๆ ดังนี้
1. HR ต้องปรับกลยุทธ์การบริหารให้ตอบโจทย์ Generation Y
กลยุทธ์หรือ “มุข” เดิมที่เคยประสบความสำเร็จในการบริหาร Generation X หรือ Baby boomer ทั้งการดึงดูด รักษา พัฒนา หรือสร้างความผูกพันระยะยาว ไม่น่าจะตอบโจทย์ Gen Y ได้
ยกตัวอย่างเรื่องการดึงดูดพนักงาน
Baby boomer ต้องการความมั่นคง องค์กรต้องมีภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ มีความสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว
Gen X อยากทำงานในองค์กรที่มีชื่อเสียง ได้รับโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนา มีการยกย่องชมเชยในความสามารถหรือความสำเร็จของเขา
Gen Y ต้องการอะไรที่ต่างจากนั้น อาจเนื่องด้วยเขายังไม่คิดจะยึดติดกับองค์กรที่เริ่มทำเป็นที่แรก
ถึงกับมีคำกล่าวว่า “ไม่จำเป็นที่จะต้องแต่งงานกับคนที่เดทด้วยคนแรก” เพื่อเปรียบเปรยลักษณะวิสัยในการ “เลือก” ที่ทำงานของพวกเขา
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็เพื่อจะนำเสนอว่า องค์กรจะต้องมี “ความยืดหยุ่นทางกลยุทธ์” สูง โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจลักษณะร่วม และความต้องการของ Gen Y อย่างลึกซึ้ง เพื่อปรับวิธีการในการบริหารทรัพยากรมนุษย์และพัฒนาองค์กร ให้สอดรับกับความต้องการและวิถีชีวิตของเขา
ยิ่งเป็น Gen Y ดาวเด่น ยิ่งต้องทำความเข้าใจ เรียกว่าต้อง “ตีโจทย์ให้แตก” แบบเฉพาะรายเลยทีเดียว
2. ผสมผสานคนต่าง Generation ให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขให้ได้
ปัญหาช่องว่างระหว่างวัยในที่ทำงาน ได้เกิดขึ้นแล้ว บางองค์กรอาจเริ่มรู้สึกตัวและยอมรับปัญหา แต่มีไม่น้อยเพิ่งจะ “สัมผัส” อาการของปัญหา แต่ยังไม่รู้ที่มา ที่ไป บางองค์กรอาจคิดเลยเถิด โทษตัวเองว่า คัดเลือกคนที่ไม่ใช่ หรือโทษพนักงานว่ามีปัญหาทัศนคติ หารู้ไม่ว่า ปัญหานี้จะแรงขึ้นเท่าทวีหากผู้บริหารไม่ตื่นตัว ไม่เข้าใจที่มา และไม่หาวิธีรับมือที่เหมาะสม!
ขอเล่าเรื่องจริงในองค์กร ที่คนต่าง Generation ยังยืนอยู่ในมุมของตัวเองสักกรณี
ผู้บริหาร Baby boomer มักบ่นว่า Gen Y ไม่ทุ่มเทให้การทำงานมากพอ ท้าท้ายสิ่งเดิมๆที่เคยทำแล้วประสบความสำเร็จ ไม่ประหยัด แถมแตะนิดแตะหน่อยไม่ได้ ไม่พอใจอะไรหน่อยก็ลาออก
ส่วนชาว Gen Y ก็มองว่าผู้บริหาร Baby boomer นั้น ยึดติดกับความสำเร็จในวันเก่าๆ ทั้งที่โลกธุรกิจเราเปลี่ยนแปลงไปถึงไหนแล้ว การทำงานที่มีประสิทธิภาพไม่ได้หมายความว่าทำงานหนักเสมอไป ไม่ใช่ไม่ประหยัดแต่ใช้เงินให้คุ้มต่างหาก ทำไมต้องออกกฎระเบียบมากมาย แทนที่จะทำองค์กรให้เป็นบ้านแต่กลับปฏิบัติกับเขาราวเด็กนักเรียน หากที่อื่นให้โอกาสก้าวหน้าแบบด่วนทันใจแล้วจะให้เขาละทิ้งโอกาสนั้นหรือ..ความขัดแย้งระหว่างวัยได้เกิดขึ้นแล้ว..
ผลการศึกษาต่างย้ำอย่างชัดเจนว่า การบริหารเพื่อผสมผสานคนต่างช่วงอายุจะประสบความสำเร็จไปไม่ได้ หากผู้บริหารและ HR ยังไม่หยุดบ่น และพยายามที่จะเปลี่ยนพวกเขา
การปรับทัศนคติให้ยอมรับความแตกต่างของคน มองความแตกต่างในแง่ดี รวมถึงมองว่า “ความหลากหลาย” มีคุณค่าที่จะส่งผลสำเร็จต่อธุรกิจ สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ “ดีเยี่ยม” สำหรับการบริหาร Gen Yเพราะฉะนั้นองค์กรที่ในโครงสร้างประชากร ประกอบด้วย Gen Y อยู่เป็นจำนวนมาก ควรจะคำนึงถึงการพัฒนาคุณภาพของหัวหน้างาน เพราะจำเป็นจะต้องมีลูกล่อลูกชน ยุทธวิธี และเทคนิคแพรวพราว จึงจะได้ใจและรับมือพวกเขาไหวไม่ใช่แค่เรื่องคุณภาพของการเป็นหัวหน้างานเท่านั้น หากแต่องค์กรจะต้องหา “กาว” เพื่อมาเชื่อมใจคนที่ต่างกันไว้ให้ได้
กาวที่ว่า คือ วัฒนธรรมองค์กร ที่ผ่านการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ
3.พัฒนาและดึงเอาความสามารถหลักของ Gen Y มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
บ่อยครั้ง Gen Y ยังค้นหาตัวเองไม่พบ คิดว่าตัวเองชอบงานนี้ แต่พอมาทำจริงๆแล้ว ก็พบว่า ไม่ใช่ หรือองค์กรอาจหาความสามารถหลักของ Gen Y ไม่เจอ จึงมอบหมายให้เขาทำในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเขา จึงส่งผลให้เกิดการพัฒนาแบบผิดทางHR จึงจะต้องสนับสนุนผู้บริหารในการมองให้ออกว่าเขาเก่งอะไร เพื่อดึงเอาสิ่งดีๆที่มีใน Gen Y ออกมา และหาเวทีให้เขาได้แสดงความสามารถ เรียกว่า “ตีเหล็กเมื่อไฟยังร้อน” ไม่นานเหล็กก้อนจะกลายเป็นดาบ อีกทั้ง ควรจะออกแบบวิธีการที่จะถ่ายทอดความเชี่ยวชาญจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง เนื่องมาจากว่าในองค์กรย่อมประกอบด้วยคนต่างช่วงอายุ ซึ่ง “ผ่าน” ช่วงเวลาดี ร้ายของธุรกิจ ทั้งยังเรียนรู้จากความสำเร็จและล้มเหลวของตน คงจะดีกว่าหากมีการแลกเปลี่ยน ถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์จาก Baby boomer และ Gen X ไปยัง Gen Y จะเรียกว่า เป็นการ Shortcut หรือเรียนทางลัดจากรุ่นสู่รุ่นก็ย่อมได้
จากการอ่านบทความ การบริหารคนในองค์กรเป็นเรื่องที่ยาก เพราะภายในองค์จะมีความแตกต่างของช่วงอายุ ทำให้อาจมีปัญหาในการบริหารงานได้ เพราะถึงแม้ว่า Gen Y จะประสบการณ์น้อย แต่ Gen Y มีความเชี่ยวชาญและคุ้นเคยกับเทคโนโลยีสูง เขามักจะมาทำงานพร้อม iPod มีคอมพิวเตอร์มือถืออยู่ในมือ ศึกษาค้นคว้าข้อมูลในอินเตอร์เน็ตอย่างคล่องแคล่ว ติด MSN Messenger มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ กล้าพูด กล้าคิด กล้าแสดงออก แถมยังกระตือรือร้น พร้อมจะเปลี่ยนแปลงอีกด้วยแต่ส่วนที่ต้องระวังระมัด คือ ความกล้าได้กล้าเสียในขณะที่ผ่านโลกมาน้อย แถมยังใจร้อน อดทนต่ำอีกต่างหาก จะบริหารและพัฒนาเขาอย่างไรดี ถึงจะดึงเอาสิ่งที่ดี ทั้งความรู้ ทักษะและทัศนคติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจ และทำให้ Gen Y มีความสุขในการทำงานอีกด้วย Gen Y มีสิ่งดีๆ ในตัวมากมาย แล้วแต่ว่าองค์กรจะมองเห็นหรือไม่ และทันเวลาไหม ที่จะดึงเอาสิ่งทีดีๆ ในตัวของ Gen Y มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในองค์กร
ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/bizbook/geny_sam01.html
หลัง ปี ค.ศ 2000 เรามี Generation Z ขึ้นมาอีกครับ เป็น คน รุ่น Digital
ขอบคุณสำหรับความรู้เพิ่มเติมนะค่ะ
พี่เปิ้ลมีเวลาเข้ามาอ่านแล้วนะคะข้อมูลของน้องดีมาก ๆ ค่ะ
น้องจิ๊บวันนี้มาแรงนะค่ะ มีบทความดี ๆ มาให้อ่านหลายบทความเลยค่ะ
มุมมองของการจัดการมนุษย์ ที่รูปแบบการบริหาร แล้วการที่นำหลักการมาใช้ บริหารที่เกิดจาก มนุษย์ที่อาจเข้าใจยาก โดยเฉพาะวัยรุ่น นั้นเข้าใจยากมาก เข้าแรกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันครับผม
เอ อย่างเราจะถือว่าเป็นคน GEN..... ใหนดีคะ?
หายไปนานกลับมาพร้อมกับของฝากความรู้ชิ้นใหญ่มาให้เลยนะจ๊ะ ส่วนพี่โอ๋ชอบตรงนี้เลย
ช่องว่างระหว่างวัย (ในที่ทำงาน)
ประการที่ 1 คนแต่ละ “ช่วงอายุ” ย่อมมีบุคลิกภาพ ทัศนคติ นิสัย ความคิดอ่าน ความเชื่อ ความชอบ สไตล์การใช้ชีวิต และมุมมองต่อการทำงานต่างกันออกไป
ตรงนี้เลยจ๊ะน้องจิ๊บ
พี่โอ๋จ๊า
มาเยี่ยมชมผลงานครับ
บทความเรื่องนี้ให้ข้อคิดในเรื่องของการบริหารคนหรือทรัพยากรมนุษย์มากๆเลย อ่านแล้วชอบจัง
บทความนี้เยี่ยมจริงๆ ไม่เชื่อลองสังเกตจากคนสองกลุ่มในห้องดูเป็นเครื่องพิสูจน์ก็ได้
“ขอเชิญท่านเข้าร่วมเป็นผู้บริหารงานระดับโลก เครื่อข่าย 50 ประเทศทั่วโลก”
ด้วยเงินลงทุนเริ่มแรกเพียง 10,000 บาท ก็สามารถเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวท่านเอง
สามาถทำรายได้เดือนแรก ตั้งแต่ 10,000 - 100,000 บาท ในเดือน พ.ค.52 มีคนทำรายได้ 100,000 บาท ใน รอบ 1 เดือน ทั่วโลกจำนวน 87 คน ไทยทำได้ 26 คน ( President club)
ประเทศไทย มีผู้บริหารประจำเดือนพ.ค.52 จำนวน 250 คน จาก 644 คน ทั่วโลก ตั้งแต่ตำแหน่ง
Supervisor 124 คน จาก 162 คน ทั่วโลก
Manager 67 266 ( มีคนสมัครเดือนแรกและได้เป็น Managerจำนวนมาก)
Senior Manager 36 143
Director 18 46 (ไทย มี Director ที่อายุน้อยที่สุด คือ 19 ปี )
Regional Director 2 21
Senior Director 2 5
Dimond Director 1 -
รวม 250 644
ผู้บริหารคนไทยประจำที่อเมริกา ทำรายได้ต่อเดือนสูงสุดในโลก ที่ 6 ล้านบาท ผู้บริหารประจำที่ไทยได้รายได้สูงสุดอยู่ที่ 3 ล้านบาท /เดือน
รหัสเดียวสามารถทำงานได้ทั่วโลก ในแต่ละวันมีจำนวน คนสมัครเพิ่มขึ้นประมาณ 500 รหัสต่อวันทั่วโลกปัจจุบัน จวนจะถึง 500000รหัส ในไทยประมาณ 20000 รหัส “คิดเร็ว ทำเร็ว คิดก่อน รวยก่อน”
ถ้าคิดได้ คิดออก บอกได้ที่ http://www.waroagel.com
และสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ E-mail [email protected] หรือ โทร 084-0443042