It is better to write a thing down than to trust memory: จดบันทึกลงไปดีกว่าจดจำไว้กับความทรงจำ

ถ้าพูดถึงเรื่อง การอ่านหนังสือหลายคนคงรู้สึกกลัว ข้าพเจ้าก้อรู้สึกเช่นนั้นกับการอ่านหนังสือเรียนเหมือนกัน  ถึงแม้ข้าพเจ้าจะเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือมากโดยเฉพาะหนังสือการ์ตูนและนิยาย แต่กับหนังสือเรียนอ่านเท่าไหร่ก็ไม่รู้เรื่อง จำไม่ได้ซักที ตอนม.6ข้าพเจ้าและเพื่อนๆรู้สึกเครียดมากกลัวอ่านหนังสือไม่ทัน กลัวเอนทรานซ์ไม่ติดในคณะที่ต้องการ เนื่องจากที่โรงเรียนเก่ามีกิจกรรมเยอะมาก โดยเฉพาะกีฬาสีซึ่งเด็กม.6ต้องรับผิดชอบทั้งหมด ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาอ่านหนังสือ  ข้าพเจ้าจึงเริ่มพัฒนาทักษะในด้านการอ่านให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โดยวิธีการอ่านของข้าพเจ้าคือ

1.ตั้งเป้าหมายในการอ่าน

2.ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร                       [5W 1H คือ Who What Where When Why และ How] 

3.เรื่มอ่านรอบแรกโดยอ่านแบบสำรวจตั้งแต่หน้าแรกถึงหน้าสุดท้าย  

4.อ่านรอบที่สองโดยอ่านอย่างละเอียด(ถ้าเบื่อก็พักโดยการเปลี่ยนอิริยาบถ)

 ***ที่สำคัญเวลาอ่านหนังสือควรนั่งในท่าที่ถูกต้อง ไม่ควรนอนเพราะจะทำให้หลับ***

5.พออ่านจบปิดหนังสือ ลองตอบคำถามที่ตัวเองตั้งไว้ ถ้าตอบได้แสดงว่าเราเข้าใจ

6.ทำโน๊ตย่อ สรุป

 ***ที่สำคัญที่สุด ต้องหมั่นทบทวนความรู้อยู่เสมอ***

ผลจากการที่ข้าพเจ้าได้ฝึกอ่านอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ข้าพเจ้าสามารถอ่านหนังสือเตรียมสอบ Ent ได้ทันในเวลาไม่กี่เดือน สามารถจำเนื้อหาสาระที่สำคัญได้ ทำให้ข้าพเจ้าสอบติดในคณะแพทย์ที่ใฝ่ฝันได้ จากประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้ารู้ว่าคนเราสามารถพัฒนาตนเองได้อยู่เสมอ และที่สำคัญ "ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยุ่ที่นั้น"(There's the will, there's the way)                       

 อ้างอิง

             http://www.stou.ac.th/thai/offices/oes/guide/article/r_remem.html