เปลี่ยนแปลงบ้าง ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงมากจนเสียความเป็นตัวตน

       ตอนมีการปฏิรูปการศึกษาใหม่ ๆ ประโยคที่ได้ยินบ่อยๆจากศึกษานิเทศก์ ผู้บริหาร ฝ่ายวิชาการ หรือหัวหน้ากลุ่มสาระฯคือให้ครูผู้สอนปรับการเรียน เปลี่ยนการสอน เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ สอนให้นักเรียนสนุกมีความสุขเมื่อได้เรียน แถมยังยกตัวอย่างครูสอนพิเศษดังๆที่นักเรียนชิงกันเสียเงินไปเรียนให้ครูผู้สอนเจ็บใจเล่น ผู้เขียนเองยังแอบเถียงกับเพื่อนๆว่า ครูสอนพิเศษเขาอินเตอร์เทนต์เก่ง พูดสนุก ตลก และที่สำคัญเขาไม่ต้องดูแลเรื่องวินัย ความประพฤติ มารยาท หรือสอนตามมาตรฐานตัวชี้วัด ที่ให้มีครบ KPA ถ้าอยากให้ครูผู้สอนเป็นอย่างนั้นให้ครูสอนพิเศษสอนแบบหลักสูตรในชั้นเรียน และครูผู้สอนจะไปเป็นครูติวแทน จะทำให้ได้อย่างที่ต้องการ แถมยังเถียงอีกว่า มหาวิทยาลัยที่มีคณะศึกษาศาสตร์ควรมีรายวิชา ทอล์คโชว์ อินเตอร์เทนต์ความรู้ด้วย ผู้เขียนว่าเข้าไปนั่น เถียงกับเพื่อนลับหลัง ต่อหน้าไม่เคยคิดเถียงหรอกนะ

       เพราะจริงๆแล้ว ผู้เขียนก็เห็นด้วยในกิจกรรมต่างๆที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ และลงมือปฏิบัติเพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาประสบความสำเร็จ (ที่เถียงก็เถียงไปงั้นเอง)

       แต่สิ่งหนึ่งที่ควรมีการปรับเปลี่ยนบ้าง(นอกเหนือจากวิธีการสอน กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อการสอนฯลฯ)ก็คือตัวครูเอง อันประกอบไปด้วยการพูดจา น้ำเสียง ลีลา หรือรวมๆเป็นบุคลิกภาพของครูในการสอนแต่ละครั้ง เพราะสังเกตว่า นักเรียนมักจะมีการบอกต่อรุ่นน้องถึงคุณครูคนนั้นคนนี้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้ตรงเผง กี่รุ่นก็บอกถึงคุณครูคนนี้ได้ชัดเจน ขอบอกก่อนว่า การเปลี่ยนคือเปลี่ยนบ้างเพื่อสีสันในการสอน ครูไม่ต้องเปลี่ยนให้เสียความเป็นตัวตนของตัวเอง

       การเปลี่ยนแปลงเช่น

       . เคยพูดเนิบๆช้าๆ ลองใช้เสียงเร็วขึ้นมีสูงมีต่ำบ้าง นักเรียนจะเงยหน้ามองแน่ๆ

       . ในขณะที่สอนเมื่อยกตัวอย่างเพลง ร้องจริงๆสักหนึ่งหรือสองประโยค รับรองมีสีสันแน่

       . พูดตลกบ้าง ครั้งแรกดูตัวอย่างก่อน แล้วลองบ้าง แม้ครั้งแรกจะฟังแล้วไม่ค่อยตลก

       . ยิ้มบ่อยขึ้น ใจเย็นขึ้น ก่อนหน้านี้พูดอย่างนี้โดนแน่ฉะเลย คราวนี้ตอบกลับตามนิสัยเดิมแต่ยิ้มๆไม่แสดงอารมณ์ ว่ากลับขำๆเท่านั้น

       . เมื่อมีข้อตกลงชั้นเรียนแล้ว ถ้าไม่ทำมีมาตรการลงโทษอย่างสร้างสรรค์ เช่น ให้ร้องเพลงให้เพื่อนฟัง ให้ออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง แทนการยืนหรืออื่นๆที่เคยทำแล้วนักเรียนเจ็บใจ

       . เปิดโอกาสให้นักเรียนเถียงหรือโต้แย้งโดยอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลไม่ใช่อารมณ์ เพราะเป็นผลดีที่ทำให้รู้ว่านักเรียนคิดอย่างไร เพื่อเปลี่ยนทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง

       . ยกตัวอย่างที่วัยรุ่นอย่างเขาเข้าใจ ครูจึงต้องศึกษาสิ่งที่วัยรุ่นเป็นอยู่

       .ไม่ต้องเปลี่ยนให้เสียตัวตน เช่นเคยแต่งตัวเรียบร้อยและเปลี่ยนเป็นเปรี้ยวจี๊ดจ๊าด นักเรียนว่าเราเพี้ยนแน่ๆ

       . ถ้าเป็นอย่างนี้อยู่แล้วก็ถือว่าดีแล้ว แต่ถ้ายังไม่เคยเปลี่ยน ลองเปลี่ยนดูนะ รับรองห้องเรียนนี้มีสีสัน ผู้เขียนเปลี่ยนไปแล้วหลายเรื่องเหมือนกัน