ทักษะทางสังคม การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่น

.

.

.

.

ต้องบันทึกใหม่ ให้อ่านง่ายๆ เพราะมีเพื่อนบลอกเกอร์ท่านนึง

มาให้ข้อเสนอไว้ว่า แจงให้อ่านง่ายๆ หน่อย หุหุ

ผมเองก็ว่ามันอ่านยากนะ จากที่เขียนไว้ในความก่อนๆ

พบว่า อ่านเองยัง งง ท่านที่พึ่งเข้ามาอ่านจะ งง บ้าง

ก็ขอแสดงความดีใจด้วย ฮ่าๆๆๆ

 

 

อ่านกันเข้าไป สู้ๆ

 

ปล. เราเตือนท่านแล้วนะ เอิ้กๆ

 

ความฉลาดทางสังคม ( Social quotient)

คือ การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มีทักษะในการสื่อสารกับผู้อื่น

ความหมายของ SQ

เคย คิดไหมครับว่าปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้คนเราประสบความสำเร็จในชีวิต เชื่อว่าหนึ่งในปัจจัยนั้นคือเรื่องของการมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มีทักษะในการสื่อสารกับผู้อื่น ซึ่งก็คือความฉลาดทางสังคม (Social quotient) หรือ S.Q. นั่นเองครับ

S.Q. ยังรวมไปถึงการมีบุคลิกภาพดี ยิ้มแย้มแจ่มใส หรือแม้แต่การสบตา (eye contact) ขณะพูดคุยกับผู้อื่น

 

S.Q. นั้นจำเป็นสำหรับเกือบทุกสาขาอาชีพครับ เคยสังเกตไหมครับว่าทำไมศิลปิน นัก ร้อง นักแสดงบางคนประสบความสำเร็จ ทำไมบางคนไม่   ครั้งหนึ่งผู้จัดการศิลปิน (Entertainer manager) ของบริษัทแกรมมี่ ซึ่งมีหน้าที่คัดเลือกศิลปินนักร้องนักแสดงเคยให้สัมภาษณ์นิตยสารเล่มหนึ่ง บอกว่าเราต้องการ "นักเล่าเรื่อง" ที่เก่ง

 

คำว่า "นักเล่าเรื่อง" ก็หมายถึง คนที่มีสามารถในการถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกของเพลงไปสู่ผู้ฟังนั่นเอง ยกตัวอย่างคุณเบิร์ด ธงชัย แมคอินไตย์ อาจไม่ใช่นักร้องที่เสียงดีที่สุดแต่เป็นนักร้องที่ประสบความสำเร็จมากโดย เฉพาะบนเวทีคอนเสิร์ต จะเห็นว่าเขามีทักษะที่สูงมากในการสื่อสารถ่ายทอดอารมณ์ มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับคนดู  คุณเบิร์ดเคยให้สัมภาษณ์ว่าเวลาแสดงอยู่ บนเวทีคอนเสิร์ต "เบิร์ดจะมองทุกๆ คน" นั่นคือให้ความสำคัญกับการสื่อสาร สร้างความสัมพันธ์ด้วยการสบตา (eye contact) กับทุกคนไม่ว่าจะอยู่ชั้น 1 หรือชั้น 2 ชั้น 3 คนดูที่อยู่ซ้ายสุด หรือขวาสุดของเวที

 

มี ศิลปินนักร้องลูกทุ่งอีกคนที่ประสบความสำเร็จมากในอดีต คือ คุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ เวลาร้องเพลงจะมีการทอดสายตา แสดงอารมณ์ความรู้สึกบนใบหน้าไปตามอารมณ์ของเพลง ไม่ว่าจะเป็นเพลงสนุกหรือเพลงเศร้าได้อย่างดีเยี่ยม มีคนบอกว่า เพลงตั๊กแตนผูกโบว์นั้น เนื้อหา ทำนองเหมือนไม่มีอะไรเลย แต่พอเป็นคุณพุ่มพวงร้องก็กลับดีและสนุก (ถ้าคุณพุ่มพวงอยู่ คงไม่ต้องมีข่าวพระเพชร กับพ่อไกรสร ฮ่าๆๆ เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีของเยาวชนจริงๆ )

 

จะเห็นว่าอาชีพอื่นๆ เช่น นักการเมืองก็ต้องอาศัย S.Q. ในการหาเสียงบนเวที หรือ อภิปรายในสภา ผู้บริหารที่เก่งก็ต้องใช้ S.Q. กับพนักงาน ผลการเรียนแพทย์ที่ดีอาจใช้ I.Q. แต่การประสบความสำเร็จ เป็นหมอที่คนไข้ติด ก็ต้องใช้ S.Q ครูที่สอนเก่ง และสนุกก็ต้องใช้ S.Q. สอนนักเรียน ปัจจุบันนี้เวลารับสมัครงานเริ่มมีการให้ความสำคัญกับความฉลาดทางสติปัญญา (Intelligence quotient, I.Q.) เช่นผลการเรียนน้อยลง แต่เริ่มพิจารณาถึงความฉลาดทางสังคม (Social quotient, S.Q.) มากขึ้นเรื่อยๆ

 

 

 

ช่วงสอง 

พักสายตากันก่อน ท่านผู้อ่าน ไปหาน้ำดื่มก่อน เดี๋ยวจะคอแห้ง

 


• ที่มาของ S.Q.


ที่มาของ S.Q. นั้นน่าสนใจมากครับคือมาจากการศึกษาวิจัยในห้องเรียน โดยให้เด็กนักเรียนมัธยมลองคัดเลือกเพื่อนร่วมชั้นที่คิดว่ามนุษยสัมพันธ์ดี ที่สุด น่าคบที่สุด เพื่อนที่ทุกคนรักมากที่สุด โดยแต่ละคนจะลงคะแนนหรือโหวตชื่อเพื่อนทั้งหมด 5 ลำดับ ปรากฏว่าเพื่อนคนที่ได้คะแนนสูงสุดมักจะเป็นคนที่มีทักษะที่ดีในการติดต่อ สร้างความสัมพันธ์กับคนอื่น (Good interpersonal skills) ซึ่งมีลักษณะดังต่อไปนี้คือ


  • ยิ้มเก่ง ( smiling a lot )
  • มองโลกในแง่ดี( positive attitude )
  • ดูมีความสุข(General happiness.)  (พูดถึงคนที่ดูมีความสุข และมีคนชอบมากๆ ก็ลองนึกถึงคุณโนส อุดมนะครับ)

 



S.Q. หนึ่งในปัจจัยความสำเร็จ


ว่ากันว่าปัจจัยของความสำเร็จของคนเรานั้น 1/3 มาจากความฉลาดทางสติปัญญา (I.Q.) อีก 2/3 มาจาก ความฉลาดทางอารมณ์ (E.Q.) ซึ่งใน E.Q. นี้ แบ่งย่อยออกไปอีกเป็น1/3 คือ S.Q. อีก1/3 คือการมีจุดมุ่งหมายและสนใจในงานที่ทำ (ambition) แท้ที่จริงแล้ว S.Q. ก็เป็นส่วนหนึ่งของ E.Q. นั่นเองครับ


ดังนั้นทักษะทางสังคม (social skills ) จึงคิดเป็น 1/3 ของความสำเร็จเลย ทีเดียว มีการศึกษาวิจัยบางอันพบว่านักเรียนเกรด C คือคนที่ผลการเรียนไม่ดีนัก กลับทำเงินได้มากกว่า และเป็นผู้จัดการของนักเรียนเกรด A คือคนเคยเรียนเก่งๆ


กล่าวคือผลการเรียนและคะแนนที่ดีนั้นอาจนำไปสู่งานที่ได้เงินมากกว่าในตอนแรกเท่านั้น และนั่นก็เป็นเพียงแค่ 1/3 ของความสำเร็จ แต่ถ้าคนเราควบคุม 2/3 ของความสำเร็จ ( social skills and ambition. ) ได้ก็จะประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก นอกจากนี้คนเรายังไม่สามารถเปลี่ยนแปลง I.Q. คือระดับสติปัญญาของตัวเองได้ ( out of control ) แต่เราสามารถเสริมสร้าง S.Q. และความสนใจในงานได้ของตัวเราเองได้ครับ

 

การสมัครงานกับ S.Q.


การรับสมัครงานยุคปัจจุบันนี้ให้ความสำคัญกับความฉลาดทางสังคม ( S.Q. ) มากขึ้นเช่นการมีมนุษยสัมพันธ์ ยิ้มแย้มแจ่มใส บุคลิกภาพดี หรือแม้แต่การสบตา ( eye contact ) ขณะพูดคุยกับผู้อื่น ซึ่ง S.Q. ยังรวมถึงทักษะด้านอื่นๆ เช่น ความตรงต่อเวลา ความซื่อสัตย์ ความจงรักภักดีต่อองค์กร ความสามารถในการสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง ( self-motivated) ซึ่งล้วนแล้วแต่มีผลต่อการทำงานทั้งสิ้นครับ

 

 

ช่วงสาม

ลองมองไปที่ต้นไม้ หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ ซักสองสามนาทีครับ ค่อยกลับมาอ่านต่อ

 

เราลองมาดูการจัดอันดับความสำคัญ (Rating)

ของการพิจารณาจ้างงานและรับบุคคลเข้าทำงานในองค์กร

โดยคะแนน 3 หมายถึงมีสำคัญมาก , คะแนน1 มีสำคัญน้อย พบว่า


การตรงต่อเวลา ( Punctuality) = 3.00  

ความซื่อสัตย์ สุจริต (Honesty) = 3.00

ความยิ้มแย้มแจ่มใส (Smile) * = 2.60   

บุคลิกภาพ (Personable ) * = 2.71

การแต่งกาย (Appearance ) * = 2.67  

ทักษะในการพูดจา (Verbal skills ) = 2.62

การสบตา (Eye contact ) * = 2.60     

ความสามารถสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง (Self-motivate)* = 2.57

คะแนนจากการศึกษา (Grade Point ) = 1.79

ประสบการณ์ (Experience) = 1.38


จะเห็นว่ามีหลายข้อที่เป็นเรื่องของ S.Q. ( * = S.Q. score )

 

จงรักงานที่ตัวเองทำ


การมีจุดมุ่งหมายและสนใจในงาน (Ambition or self-skills) มีสำคัญมากต่อความสำเร็จของการทำงานครับ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วก็ตรงกับฉันทะและจิตตะในอิทธิบาทสี่ที่พระพุทธเจ้าทรง สั่งสอนไว้ก่อนแล้วนั่นเอง การมีจุดมุ่งหมายและสนใจในงานที่ทำนั้นเป็นผลจาก


  • ความซื่อสัตย์ สุจริต ( honesty)
  • ความสามารถในการปรับตัว ( adaptability)
  • ความเป็นคนตรงไปตรงมา ( punctuality )

 

การมีจุดมุ่งหมายและสนใจในงานที่ทำนั้นมีความสัมพันธ์กับความสนใจ และรักในงานที่ทำ (Love career)


Bill Gate เรียนไม่จบปริญญาตรีแต่ด้วยความรักและสนใจในการเขียนโปรแกรม ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ยังเป็นเด็กวัยรุ่น โดยโปรแกรมแรกที่เขาหัดเขียนก็คือโปรแกรมเกมส์นั่นเองครับ ทุกวันนี้เขาประสบความสำเร็จทางธุรกิจระดับโลกก็เพราะรักและทุ่มเทในงานที่ ทำ


คุณสรยุทธ์เคยบอกว่าข่าวคือชีวิต ไม่ใช่งาน เขาสนใจและชอบอ่านข่าวมาแต่เด็ก

คุณหมึกแดงก็รักการทำอาหาร เวลาทำรายการอาหารก็ทำด้วยความสุข

 

ปัจจัย ความสำเร็จของลูกหลานของเรานั้นนอกจากจะขึ้นกับสติปัญญา ผลการเรียนแล้วยังขึ้นกับทักษะทางสังคมที่ดี การมีมนุษยสัมพันธ์และความรักในงานที่ทำด้วย มาช่วยกันเป็นแบบอย่างและส่งเสริมให้ลูกหลานมีสิ่งดีๆหล่านี้เพื่อความ สำเร็จในอนาคตกันเถอะครับ

 


ดังนั้น จึงพอจะกล่าวได้ว่า  SQ - Social Quotient (ทักษะทางสังคม) คือ ความสามารถในการเข้าสังคม มีมนุษยสัมพันธ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส การวางตัวดี รวมถึงภาษากาย (body language) หรือแม้แต่การสบตา (eye contact) ขณะพูดคุยกับผู้อื่น รวมถึงทักษะด้านอื่นๆ เช่น ความตรงต่อเวลา ความซื่อสัตย์ ความจงรักภักดีต่อองค์กร SQ ใกล้เคียงกับ EQ ในเรื่องของอารมณ์และมนุษยสัมพันธ์ แต่ EQ ไม่มีเรื่องของการแต่งตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง