ในระยะปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับนักการเมืองท้องถิ่น ที่นักวิชาการส่วนใหญ่มองว่ามีความแตกต่างทางความคิด และยากที่จะทำงานร่วมกัน
แต่ ถ้ายิ่งไม่ทำงานร่วมกัน ศักยภาพของการพัฒนาก็ยิ่งลดลง
และเป็นที่มาของการมองอีกกลุ่มในแง่ร้าย
เช่น นักวิชาการมองว่านักการเมืองมีแต่ทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง
และนักการเมืองก็มองนักวิชาการว่า ทำงานแบบหอคอยงาช้าง ปฏิบัติจริงไม่ได้ มีงบเท่าไหร่ก็ไม่ค่อยเห็นประโยชน์ สู้เอางบประมาณไปพัฒนาโดยตรงจะดีกว่า
ผลที่เกิดก็คือ นักวิชาการ และประชาชนทั่วไป มักคอยจ้องจับผิดนักการเมือง
และนักการเมืองก็มองหาช่องทางตัดงบทางวิจัย งบพัฒนาทางวิชาการ
แล้ว ถ้าเป็นอย่างนี้ ประเทศเราจะพัฒนาได้อย่างไร
ดังนั้น ผมคิดว่า เราต้องมามองกันใหม่ ว่าเราจะทำให้กลุ่มที่มีความคิดแตกต่างมาร่วมมือกันได้อย่างไร
ผมได้พยายามลองหลายวิธี ที่จะทำงานกับคนกลุ่มนี้ ตั้งแต่สมัยสามสี่ปีที่ผ่านมา
ที่เริ่มจากการหาทางเข้าพบ สส. และ รัฐมนตรี แต่ดูเหมือนว่าจะได้ผลน้อย เพราะบุคคลเหล่านี้จะไม่ค่อยมีเวลาให้เรา แค่นำเสนอประเด็นก็ยังต้องทำแบบลวกๆ จึงยากที่จะพัฒนาอะไรได้
ระยะหลังๆนี้ ผมใช้วิธีทำงานกับนักการเมืองท้องถิ่น ที่มีเวลามากหน่อย
โดยการเปิดประเด็นปัญหาและศักยภาพการพัฒนาพื้นที่ที่ท่านเหล่านั้นมักแสดงตนรับผิดชอบ
ตรงนี้เอง ที่ทำให้ผมได้บทเรียนว่า การที่จะทำให้คู่กรณีเข้าใจกันก็คือ การเปิดประเด็นปัญหาร่วม แนวทางการแก้ปัญหาร่วมกัน การกำหนดแนวทางการทำงานร่วมกัน และพัฒนาโอกาสในการทำงานร่วมกัน แบบเข้าใจและพึ่งพาอาศัยกัน
และผมพบว่า ท่านที่เปิดใจ ให้โอกาส และมีเวลาคิด จะเป็นกลุ่มคนที่มีศักยภาพการพัฒนาสูง เป็นเพื่อนร่วมงานที่ดี ช่วยเหลือพึ่งพากันได้หลายเรื่อง
พอได้ผลเช่นนี้ ผมจึงเริ่มมามองว่าเกิดจากอะไร
คิดไปคิดมาก็คือ เป็นคนที่มี “วิสัยทัศน์” กว้างไกล
แบบที่ขงเบ้งตอบปราชญ์แห่งเมืองกังตั๋งให้รู้ว่า “วิสัยทัศน์” คือสิ่งสำคัญในการเรียนรู้ และการทำงานให้ได้ผล
โดยกล่าวว่า “ความคิดของพญาอินทรีย์ (ที่สูงและกว้างไกล) มีหรือนกกระจอก (ที่มองได้แคบและใกล้) จะเข้าใจ”
ที่สะท้อนว่า การจะทำงานให้ได้ผลต้องมี “วิสัยทัศน์” (การมองเห็นด้วยจิต ด้วยปัญญา) ที่กว้างไกล
การมีหรือทำงานแบบวิสัยทัศน์แคบ มองแค่หน้าบ้าน/หลังบ้านตัวเองก็ยังไม่ทั่ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะคุยกับใครรู้เรื่อง หรือจะช่วยใครได้
ทีนี้การจะทำงานด้วยกัน ก็ต้องมองเห็นตรงกัน เข้าใจตรงกัน รู้สิ่งเดียวกัน ที่น่าจะเป็นความหมายของ “วิสัยทัศน์ร่วม”
แล้ววิสัยทัศน์ร่วมจะพัฒนาได้อย่างไร
ก็คงต้องเริ่มจากการจับมือกันเดิน จับมือกันหาต้นเหตุของปัญหา และแนวทางในการแก้ปัญหา แบบร่วมกันทำ แบบหนึ่งบวกหนึ่งได้มากกว่าสอง
ดังนั้น เมื่อจะทำงานใด เราจึงต้องให้เวลาเจรจา พัฒนาความรู้ ความเข้าใจร่วมกัน ก่อนที่จะคิดทำงานใดๆ
ผมลองใช้วิธีการนี้กับทาง เจ้าหน้าที่ อบจ. หลายแห่ง
ปรากฏว่า มีแต่ทำให้เกิดภาคีวิจัย ภาคีพัฒนา แบบร่วมกันทำ
การร่วมทุนทุกด้าน แบบกฐินหรือทำบุญทางความคิด
การลงขันทำงานแบบทุ่มเท ไม่เห็นแก่เหนื่อยยาก
มองเป้าหมายและฝันร่วมกัน แบบ ยิ่งทำยิ่งแน่น
เป็นพลังของ “การสร้างวิสัยทัศน์ร่วม” ที่มีพลัง และมีศักยภาพสูงจริงๆ
ไม่เชื่อลองดูซิครับ แล้วท่านจะเข้าใจที่ผมว่ามา
สำหรับที่เป็นนักคิด แต่ไม่ชอบทำอาจจะเข้าใจยากสักหน่อยนะครับ
แต่ก็ถามมาได้ครับ จะได้แลกเปลี่ยนกันครับ
ส่วนใหญ่โดนต้าน มากน้อยแล้วแต่คน
ถ้าแรงมา ผมจะผสมโรงเลย ให้เขารู้ว่าผมคือใคร มีโลกทัศน์อย่างไร
สักพักพอเขาอ่อนลงเราก็เสียบแนวคิดใหม่ได้เลยครับ
ในที่สุด "วิสัยทัศน์ร่วม" ก็จะเกิดจากการคุยแบบ "เพื่อน"
และจบด้วยการได้ "เพื่อนใหม่"
ผมใช้สำนวนฝรั่ง "ที่นี่ไม่มีคนแปลกหน้า มีแต่เพื่อนที่เพื่งเจอกันเป็นครั้งแรก"
อาจารย์ค่ะ ถ้าคำว่าวิสัยทัศน์ ตัวนี้ มีอยู่ในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เราสามารถที่จะสร้างให้เกิดขึ้นกับคู่สนทนาของเราได้ไหม แล้วระยะเวลาในการสร้างกับผลลัพธ์ที่เราต้องการจะสนองต่อความต้องการเราได้ในกำหนดเวลาหรือเปล่า เพราะในขณะเดียวกันเราก็ต้องมีเป้าหมาย ขอบเขต ระยะเวลาในการสนทนา หรือการติดต่อสื่อสารด้วยเช่นกัน
การนำความคิดเราไปใส่เขา ไม่น่าจะดีเท่าไหร่
ใครจะดีมากดีน้อย ไม่น่าจะเป็นประเด็น
สิ่งที่ดีกว่าคือ
เราคิดและเห็นชอบด้วยกัน จึงจะเป็นวิสัยทัศน์ร่วมที่ดี
ที่ทุกฝ่ายน่าจะเห็นด้วยอย่างสบายใจ
คงพอมองออกนะครับ
ผมว่า นี่คือ นวตกรรมของการทำงาน
ที่มีค่าในบันทึกนี้ครับ
ขอบคุณที่มาเพื่มคุณค่าให้กับสิ่งที่ทำไปแล้ว และจะทำต่อไป
เห็นด้วยกับอาจารย์ขอรับ
หากสังคมแต่ละสังคมขาด..วิสัยทัศน์ร่วม..พูดได้คำเดียวว่า..จบ..ขอรับ
ผมอยากให้คนที่ชอบนำความคิดตัวเองไปครอบคนอื่น
แล้วอ้างว่า "นี่คือวิสัยทัศน์ร่วม" มาฟังคำตอบเหล่านี้
แต่เขาอาจจะไม่เข้าใจก็ได้ครับ
ผมอยากให้คนที่ชอบนำความคิดตัวเองไปครอบคนอื่น
แล้วอ้างว่า "นี่คือวิสัยทัศน์ร่วม" มาฟังคำตอบเหล่านี้
ส่วนใหญ่ข้าราชการด้วยกันเองคะที่มีความคิดแบบนี้
ความคิดข้าดีและถูกอยู่เสมอ
เจอกับคนมั่นใจมากๆก็ปวดหัวนะคะ
สรุปว่า
คนเก่ง (รู้จักเอาใจคนอื่น)กับคนที่มั่นใจในตัวเอง (ข้าแน่) อาจเป็นคนละคนนะครับ
ความเห็นส่วนตัวว่า ถ้าจะให้เกิดวิสัยทัศน์ร่วม สื่อสารที่ดีสำคัญมาก
ต้องมี วจีสุจริต ด้วย และต้องเป็นความจริงมีที่มามีที่อ้างอิง พูดเป็นปิยวาจา พูดถูกกาลเทศะ พูดแล้วเกิดประโยชน์ การสื่อสารที่ดีสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรๆ ให้ดีขึ้นได้ค่ะ
ครับ
ผมใช้ความเป็นคนตั้งใจจริง และจริงใจกับทุกคน ในทุกเรื่อง เข้าใจเขา เข้าใจเราเอง แล้วเขาจะเข้าใจเรา
นำเสนอแบบเปิดเผยตัวเอง ให้เขามองออก และไว้ใจครับ
ต่อจากนั้นคุยอะไรก็ง่ายครับ
ใครไม่รู้ที่คิดวลีนี้ แต่ผมชอบครับ
"แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง"
ใช่ครับ
รู้สึกถ้าไม่ใช่ ก็น่าจะโบราณพอๆกับ "ซุนวู" เลยแหละครับ