การแก้ไขอุปสรรค
ลดวิกฤตด้วยการคิดเชิงบวก
ทุกคนคงเคยประสบกับปัญหาหรือวิกฤตการณ์มาก่อน วิกฤตในชีวิตและปัญหาในการทำงานหรือการดำเนินชีวิตเป็นสิ่งที่เลี่ยงได้ยาก แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ทำไมหลาย ๆ คนสามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้ และสามารถขจัดปัญหาต่าง ๆ ได้ ต่างจากหลาย ๆ คนที่มักจัดการไม่ได้ และมักรู้สึกท้อแท้ สิ้นหวังเป็นประจำ ปัจจัยหนึ่งที่สร้างความแตกต่างในการต่อสู้กับปัญหาคือ “พลังความคิด” พลังความคิดในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความคิดอันเฉียบแหลมในการหาทางออกหรือฝ่าวิกฤต แต่หมายถึงพลังความคิดที่สร้างความเข้มแข็งและสร้างพลังในการฝ่ามรสุมต่าง ๆ ไปต่างหาก คนส่วนมากถ้าประสบเรื่องร้าย ๆ มักจะมองเหตุการณ์ในทางลบ ตีความสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแย่กว่าความเป็นจริง ซึ่งความคิดเชิงลบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั่นเองที่บั่นทอนพลัง ก่อให้เกิดความเครียดและลดทักษะในการจัดการปัญหาของเราลง จากที่กล่าวมาความคิดจึงเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่มีความสำคัญ หากเราเริ่มมองปัญหาด้วยด้วยความคิดเชิงบวก เราจะไม่รู้สึกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งเลวร้ายจนหมดทางแก้ไข ทำให้มีกำลังใจในการต่อสู้และต่อสู้กับปัญหาได้ดีขึ้น และความคิดของเรามีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ แต่ต้องทำความเข้าใจอย่างแท้จริง
ประการแรก คือ การคิดเชิงบวกไม่ใช่การมองโลกในแง่ดี ไม่ใช่การเข้าข้างตัวเองว่า “สิ่งต่างๆ จะผ่านพ้นไปได้” “ต่อไปเราจะเจอเรื่องดี ๆ” หรือ “ที่คนอื่นเขาด่าเรา คงจะไม่ใช่เพราะเขาเกลียดเราหรอก” เพราะหากเราเข้าข้างตัวเองแล้ว ต่อมาเมื่อเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นหรือไม่เป็นไปตามที่เราหวังไว้ ยิ่งทำให้เราเครียดมากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นแท้จริงแล้วความหมายของ “การคิดเชิงบวก” เป็นการปรับเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อปัญหา เป็นกระบวนการเลือกมุมมองดี ๆ จากสิ่งที่เกิดขึ้นและนำไปปรับใช้กับเหตุการณ์ของตัวเอง คล้ายกับเหรียญที่มี 2 ด้าน ที่เรามักมองเห็นด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียว การคิดเชิงบวกจะทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่เกิดไม่ได้มีแต่เรื่องร้าย ๆ เท่านั้น หรือไม่เลวร้ายเกินไปจนไม่อาจแก้ได้ ช่วยให้ไม่รู้สึกกดดันหรือเครียดเกินไป มีกำลังใจและสามารถจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ได้ดีขึ้น
ประการที่สอง การคิดเชิงบวกเป็นวิธีการปรับเปลี่ยนความคิด ซึ่งวิธีการคิดที่เราเคยใช้นั้น ติดตัวเรามาเป็นเวลานาน และ “เผลอ” ใช้โดยอัตโนมัติจนติดเป็นนิสัย การปรับเปลี่ยนวิธีการคิดจึงยากที่จะทำได้ทันที แต่สามารถทำได้หากฝึกฝน โดยเริ่มต้นที่การสำรวจตัวเองว่า “เราตีความเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร” ต่อมาจึงลองหามุมมองอื่นต่อเหตุการณ์นี้ โดยมุมมองดังกล่าวต้องสอดคล้องกับความเป็นจริง ต่อไปจะเป็นตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจชัดเจนการคิดเชิงบวกชัดเจนขึ้นและฝึกฝนไปพร้อม ๆ กัน
ตัวอย่างที่ 1 นาย ก. เป็นพนักงานแห่งหนึ่ง หัวหน้าของ ก. เป็นคนที่จู้จี้ ทำงานละเอียดยิบย่อย และมักดุด่า ก. เรื่องทำงานไม่เรียบร้อยเสมอ ถ้าท่านเป็น ก. ท่านจะมีความคิดอย่างไร
เมื่อลองสำรวจความคิดของตัวเองแล้ว หากพบว่าความคิดที่มีต่อสถานการณ์คือ “ฉันใช้ไม่ได้ ทำงานไม่ได้เรื่องถูกด่าเสมอ ๆ” หรือ “เจ้านายคงจะเกลียดฉัน” ลักษณะดังกล่าวเป็นความคิดเชิงลบ
ส่วนความคิดแบบเข้าข้างตัวเองอาจจะมีลักษณะ เช่น “เดี๋ยวหัวหน้าคงรู้ว่ามีแต่คนรำคาญแก เดี๋ยวแกคงจะปรับตัวเองดีขึ้นเอง” หรือ “หัวหน้าคนนี้นิสัยไม่ดี ท่าจะมีอาการทางประสาท”
แต่เมื่อพิจารณาถึงความเป็นจริงแล้วอาจเห็นได้ว่า อาจจะมีบางส่วนที่ทำได้ดี ไม่ถูกตำหนิ บางส่วนได้รับคำชม เราจึงอาจจะสามารถมองตามความจริงได้ว่า “เราไม่ได้ทำงานแย่ทั้งหมด ยังมีหลายส่วนที่สามารถทำได้ดี ในส่วนที่ไม่ดีเราจะนำไปปรับปรุง” หรือ “ถึงแม้จะไม่ชอบที่หัวหน้าเป็นคนละเอียด แต่การมีหัวหน้าเช่นนี้จะช่วยฝึกให้เราละเอียดรอบคอบ และทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้น” ลักษณะความคิดดังกล่าวเป็นการมองอย่างเป็นกลาง ไม่ได้เข้าข้างตัวเอง และช่วยให้เราไม่ท้อแท้กับงานที่ทำ หรือหากหัวหน้าเป็นคนที่ละเอียดรอบคอบเกินไป จนเสียเวลา เราอาจจะเห็นอีกมุมมองได้ว่า “แม้จะอึดอัดและล่าช้า แต่อย่างน้อยการทำงานแบบนี้จะช่วยลดโอกาสผิดพลาดได้”
ตัวอย่างที่ 2 A กับ B เป็นเพื่อนสนิทกัน มีวันหนึ่งที่ A บอก B ว่า “B เธอเป็นคนอารมณ์ร้อนนะ เธอควรจะหัดควบคุมอารมณ์ให้ดีกว่านี้” ถ้า คุณเป็น B จะมีความคิดอย่างไร เริ่มแรกลองสำรวจตัวท่านเองว่ามีความคิดอย่างไร เช่น “A ที่สนิทกันยังด่าว่าเรา คงไม่มีใครรักเราจริง” หรือ “ทำไมเพื่อนคนนี้นิสัยแย่” ลักษณะดังกล่าวเป็นความคิดเชิงลบ
ส่วนความคิดเข้าข้างตัวเองที่หลายคนมักเข้าใจผิดว่าเป็นความคิดเชิงบวก เช่น “เขาคงแค่อารมณ์ไม่ดีจากที่อื่นมา ไม่ได้หมายความอย่างนั้นจริง ๆ หรอก” หรือ “A นั่นแหละที่อารมณ์ร้อนมาว่าฉัน”
ความคิดเชิงบวกนั้นเริ่มที่สำรวจตัวเองตามความเป็นจริงว่าตนเองเป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่ และมีความคิดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวอย่างไรและลองหามุมมองทางบวกจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น “ทุกคนต้องมีจุดแข็งจุดอ่อน การที่ A บอกฉันทำให้ฉันรู้ตัวเอง และมีโอกาสแก้ไข” หรือ “ถึงแม้ว่าฉันจะไม่เป็นอย่างนั้น แต่อย่างน้อย A ยังกล้าเตือนฉัน ทั้ง ๆ คนอื่น ๆ ไม่กล้าเตือน”
ความคิดเชิงบวกเป็นการปรับเปลี่ยนมุมมอง หามุมมองทางบวกของสถานการณ์ ไม่เป็นเพียงแค่มองในแง่ดีว่าเหตุการณ์จะผ่านพ้นไปด้วยดีเท่านั้น และต้องอาศัยการฝึกฝน ซึ่งแม้อาจจะใช้ไม่ได้ผลทันตา แต่เชื่อว่าทุกๆ คนสามารถฝึกฝนและนำไปใช้ได้ครับ

จาก http://www.suanprung.go.th/article_new/suanprung.php?id=188 ค้นเมื่อ 6 มิ.ย.2552