เรื่องเล่าจากแม่ ต่อจากตอนที่แล้ว กิจวัตรประจำวันของแม่ ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจนกระทั่งนอน
กิจการขายของชำ ดังที่เล่าไว้ในตอนที่แล้ว ส่วนมากแม่ทำงานในบ้าน ถ้าไม่มีใครอยู่หน้าร้าน มีคนมาซื้อของ แม่ก็จะออกไปขายให้ ของชำนั้นนับบุหรี่และเหล้ารวมเข้าไว้ด้วย
กิจการเลี้ยงหมู เดิมเป็นหน้าที่ของคนงาน พอคนงานออก เพราะไม่มีเงินจ้าง มันก็พัวพันกันไป คือกิจการขายของชำเริ่มไม่ดี เพราะคนที่เขาซื้อของติดหนี้ไม่มีเงินจ่าย เก็บได้บ้างไม่ได้บ้าง ตอนหลังเขาหนีไปกันหมด หน้าที่เลี้ยงหมู จึงตกเป็นของแม่ซึ่งเป็นพี่สาวคนโต จากที่เคยเลี้ยงหมูหลายตัว เหลือเลี้ยงเพียงตัวหนึ่งสองตัว
ถึงเวลา เช้า (หลังคนทานข้าวเสร็จ) เย็น ก็ไปเลี้ยงหมู มีบางครั้งหมูหนีไปข้างนอกก็โดนชาวสวนฟันเป็นแผลยาว มีครั้งหนึ่งออกตามหาหมูที่หายไป หมูตัวนี้กำลังมีท้อง ไปพบหมูโดนเขาฟันตาย ต้องวานคนช่วยหามกลับมา
การต้มข้าวหมู ใช้ข้าวครึ่งเม็ดปนกับผัก (หนึ่งอย่าง) แล้วแต่จะหาผักชนิดใดได้ ผักที่ใช้มีผักบุ้ง, ผักตบชวา (หน้าน้ำ-หน้าฝน) หยวกกล้วย(ปลูกบ้าง ซื้อบ้าง) ตอนนั้นหมูเหลือน้อย การต้มข้าวให้หมูกินเปลี่ยนจากต้มในกระทะใบบัว มาเป็นการต้มข้าวในปีบ {เป็นปีบน้ำมันก๊าซ(ตรามงกุฏ)-พอใช้หมดก็นำมาล้างให้สะอาด} ฟืนที่ใช้ในการต้มข้าวหมู ก็หาเก็บจากกิ่งไม้แห้งๆ (สมัยนั้นหาฟืนง่าย) ตามสวน
กิจการขายข้าวแกง เดิมมีคนมาเช่าบ้านขายข้าวแกง ได้กั้นห้องให้เขาอยู่และขายข้าวแกง กิจการก็ดีมีคนมากินประจำ แต่เขาติดค่าเช่า (เข้าใจว่าคนมากินติดหนี้ไว้ พอเก็บหนี้ไม่ได้ก็ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า) นานเข้าเขาก็ต้องเลิกขาย
กิจการขายข้าวแกงนั้นแบ่งครึ่งกันทำกับกิจการขายของชำ คือ แต่ก่อนบ้านใหญ่ก็แบ่งส่วนกันไป แม่ก็ไปช่วยงานทั้งสองส่วน คือมันไม่ได้ขายดีตลอดเวลา ถ้าคนมาซื้อข้าวแกง แม่ก็มาช่วยตักให้ ถ้ามีคนมาซื้อของชำ ถ้าไม่มีใครอยู่แม่ก็ไปขายให้
ข้าวแกงที่ขาย มีข้าว มีแกงไก่ แกงเนื้อ พะโล้ มีคนมากินประจำ มีก๋วยเตี๋ยวขายด้วยเป็นบะหมี่ ขายแล้วเก็บสตางค์ได้ความเป็นอยู่ก็ดีขึ้น
ลูกค้าร้านขายข้าวแกง ก็เป็นพวกชาวนามาซื้อกินบ้าง บางทีถ้ามาทำนากันมากเขาก็หุงข้าวกินกัน (ใช้หม้อดิน) แต่มาหาซื้อพวกกับข้าวไป
กิจการขายข้าวแกงทำมานาน จนแม่แต่งงานกับเตี่ยแล้วก็ยังทำขายอยู่ เพราะแม่เป็นห่วงอาม้าจึงไม่ได้ย้ายไปอยู่โรงสีกับเตีย มีอยู่ครั้งหนึ่งแม่จำได้ว่า มีจับกัง (คนจีนที่รับจ้างแบกข้าวเปลือก ข้าวสาร) หิ้วหม้อมาซื้อก๋วยเตี๋ยว เขาร้องว่า "ของเสมียนใช่ไหม ของเสมียนต้องทำให้อร่อยหน่อย" (คือเตี่ยตอนนั้นทำหน้าที่เป็นเสมียนอยู่โรงสี)
ของที่จะมาทำกับข้าวขาย ตอนเช้ามืดอากงทำหน้าที่ฆ่าไก่ (เชือดไก่) วันละตัวหรือสองตัว ไก่นั้นก็เอาที่บ้านบ้าง คือมีการเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ที่บ้าน แต่บางทีถ้ามีบ้านไหนขายไก่ ก็จะไปซื้อมา ไปจับตอนดึกๆ เอามาขังในสุ่มไก่ไว้ก่อน ตอนเช้าจึงฆ่า
พออากงฆ่าไก่เสร็จ อาม้าก็จะไป "ทำไก่" คือไปถอนขนที่สะพานท่าน้ำ ควักเครื่องในออก แบ่งไก่เป็นซีก ซึกหนึ่งเอาไปแกงไก่ อีกซึกหนึงก็ต้มไว้เป็นไก่สุก ซึ่งจะมีคนมาซื้อไปเป็นกับข้าวกินที่บ้าน
ถ้าเป็นหมู จะมีเรือจากนครนายกมาขาย กว่าหมูจะมาก็เที่ยง หมูที่ได้มาจะซื้อมาเป็นชิ้นๆ จะมาต้มและหมักไว้เพื่อทำพะโล้ (สมัยก่อนไม่มีน้ำแข็ง ไม่มีตู้เย็น) บางทีก็ซื้อขาหมูมาต้มพะโล้ ไข่ที่จะต้มพะโล้ต้องเป็นไข่เป็ดเท่านั้น (สมัยนี้เป็นไข่ไก่)
อากง อาม้า ช่วยกันทำกับข้าว แม่เป็นลูกมือ และแม่ก็ยังมีหน้าที่ช่วยอาม้าตักขายข้าวแกงด้วย (และก็คงมีหน้าที่ล้างชาม)
ช่วยอาม้าทำขนมขาย ระยะหลังๆ กิจการร้านของชำไม่ค่อยดี คือมีคนมาเชื่อแล้วเก็บเงินไม่ค่อยได้ ก็เลยไม่มีเงินไปจับจ่ายซื้อของเข้าร้าน ของที่เหลือก็ "ขายไปกินไป" กิจการจึงไม่ดี อาม้าจึงคิดที่จะทำขนมขาย
ขนมที่อาม้าเคยทำขาย มีขนมเทียน ข้าวต้มมัด ตะโก้ ลอดช่อง ขนมเปียกปูน ฯลฯ แม่ช่วยเป็นลูกมือ ช่วยขูดมะพร้าว ช่วยห่อขนม ช่วยปั้นใส้ขนม แต่แม่มักไม่ค่อยกินขนมที่ทำ จนบางครั้งอาม้าต้องบอกว่า "ตักแบ่งเอาไว้กินบ้างเผื่อจะหิว"
แต่ "อี๊จู" น้องรองติดกับแม่ ตอนเด็กๆ ไม่ค่อยได้ช่วยทำงานบ้าน เป็นเด็กที่สบายที่สุด แกชอบกินขนม บ้านที่อยู่นั้นใกล้ตลาด บางทีก็หยิบเศษสตางค์จากกระป๋องเงิน ไปซื้อขนมแห้งที่ตลาดฝั่งตรงข้ามกิน ส่วนขนมบ้านเราที่เป็นขนมสด แกก็มากินบ้างเหมือนกัน
ส่วนมากอาม้าจะพายเรือไปขายขนม (ในคลองบางไพร) พอตอนเช้าทำขนมเสร็จ อาม้าก็จะเอาลงเรือพายไปขายขนม พอบ่ายๆ ก็กลับมา
บางครั้ง อาม้าเขาก็จะไปขายขนมที่บ้าน "เจ๊กจั๊ว" ซึ่งอยู่เหนือบ้านอาม้าไป ที่บ้านเจ็กจั๊วมีบ่อนไก่ อาม้าก็จะไปขายให้คนที่มาดูตีไก่
การเลี้ยงน้อง แม่ได้เลี้ยงน้องหลายคน คนที่ได้เลี้ยงมากที่สุดคือ น้องชาย "เซี้ยะจิว" (น้องชายคนเดียวของแม่ จึงจำเรื่องราวได้ดี) ซึ่งอายุห่างกัน ๘ ปี ตอน "อากู๋จิว" เล็กๆ แม่ก็จะคอยไกวเปลให้นอน มีหลายครั้งที่อาม้าต้องเดินไปเก็บเงินลูกหนี้ซื้อของเงินเชื่อในที่ไกลๆ เช่น ที่บ้านพร้าว วังต้น เป็นต้น
สมัยก่อนไม่มีถนนต้องเดินไป ระยะทางไปก็เดินเกือบครึ่งวันแล้ว กว่าอาม้าจะกลับก็เย็น ในช่วงที่อาม้าไม่อยู่ กลางวันอากู๋แกก็จะหิวนม แม่ต้องขอนมของคนมีลูกอ่อนที่เผอิญมาซื้อของ มาให้อากู๋กิน ซึ่งสมัยก่อนผู้คนก็ใจดี ยอมให้ลูกคนอื่นกินนมจากเต้าตัวเองได้ พอได้กินอิ่มแล้วก็พาไปนอนในเปล และกล่อมให้นอน
ภายหลังแม่แต่งานมีลูกแล้ว นอกจากให้ลูกตัวเองกินนมแล้ว ช่วงเวลากลางวันอาม้าไปขายขนม แม่ก็แบ่งนมให้น้องๆ กินด้วย น้องที่ได้กินนมแม่ น่าจะเป็น ขางิ้ม กับ ขาอิม
การตักน้ำใส่โอ่ง สมัยก่อนวิถีชีวิตของผู้คน จะอาศัยอยู่ใกล้แม่น้ำลำคลอง บ้านอากงอาม้าก็อยู่ริมคลองบางไพร ตัวบ้านจะหันหน้าเข้าหาคลอง แม่รับหน้าที่ตักน้ำใส่โอ่ง มีโอ่งหน้าบ้านและโอ่งหลังบ้าน สมัยก่อนไม่มีน้ำประปา เวลาจะเอาน้ำใส่ตุ่มก็จะใช้วิธี "หาบน้ำ" โดยใช้ปีบ ๒ ใบ และมีไม้คานหาบน้ำอยู่ตรงกลาง
ปีบที่ใช้ก็เป็นปีบน้ำมันก๊าดนำมาล้างให้สะอาด เนื่องจากแม่ตัวเล็ก สูงไม่ถึง ๑๔๐ เซนติเมตร (ประมาณเอาเอง เพราะตอนอายุ ๙๒ แม่สูงเพียง ๑๓๐ เซนติเมตร) และอายุยังไม่ถึง ๑๐ ขวบดี จึงหาบน้ำได้เพียงครั้งละครึ่งปีบ หาบหนึ่งมี ๒ ถัง จึงหาบน้ำได้ครั้งละปีบ (๒๐ ลิตร) เท่านั้นเอง
น้ำที่จะใช้ เมื่อตักใส่ตุ่มเต็มแล้ว ก็จะแกว่ง "สารส้ม" ทิ้งไว้ไม่นานนัก น้ำก็จะตกตะกอน ดูใสขึ้นน่าใช้ คนสมัยก่อนเข้าใจว่า จะอาบน้ำตอนเย็นวันละครั้งเท่านั้น โดยไปอาบที่ริมคลอง ผู้ชายนุ่งผ้าขาวม้าอาบน้ำ ส่วนผู้หญิงก็นุ่ง "กระโจมอก" แต่แม่เล่าว่า ถ้าวันไหนทำงานหนักและร้อน ก็จะอาบน้ำหลายครั้งได้ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด
อา กๆ ไปซ่อมสะพานบ้าง
![]() |
|
มนุษย์ผึ้งมหัศจรรย์ |

มาคารวะ ท่าน BeeMan ครับ
อ่านแล้วน้ำตาคลอคิดถึงแม่ตัวเอง กว่าจะส่งลูก ๆ เรียนจนจบแม่ต้องทำงานสารพัด รับซื้อยางแผ่น ขี้ยาง พอกิจการแย่ลงแม่ก็หันมารับจ้างเย็บเสื้อ ต่อมาก็เลี้ยงหมูคราวละ 4-5 ตัว ที่คอกหมูหลังบ้าน(บ้านเป็นห้องแถว) ตอนที่ฉันกำลังเรียนมหาวิทยาลัย ปิดเทอมกลับบ้าน เห็นแม่ไปซื้อหินที่มีแร่วุลแฟรมใส่กระสอบมาจากเขาศูนย์ เอามาบดแล้วล้างเอาแต่แร่วุลแฟรมไปขาย แม่ทำได้สารพัดจริง ๆ แต่พวกเราก็ช่วยแม่นะ
เรียน ท่านอาจารย์ JJ
เรียน คุณแก้ว
吴老师你好。
วิถีชีวิตคนสมัยก่อนทุกอย่างยังไม่พร้อมเหมือนสมัยนี้
พูดถึงการดำเนินชีวิตไม่แตกต่างกันเท่าไร ตอนเป็นเด็กก็คล้ายๆกันตั้งแต่ประถม
ไม่ได้ใช้ชีวิตวัยเด็กเหมือนเด็กสมัยนี้ เที่ยงคืนตีหนึ่งถูกปลุกจากที่นอนอันแสนอบอุ่น
ขึ้นมาช่วยพ่อทำงาน ก่อนและหลังกลับจากโรงเรียนก็ต้องหาบน้ำให้เต็มตุ่มก่อน ใช้ปี๊บขนาดเดียวกับผู้ใหญ่ จนบ่าด้านไปหมดจึงเป็นเหตุให้โทษได้ว่าเด็กกำลังจะโตหาบน้ำจนเตี้ย (หุหุ)แต่ก็ถูกฝึกจนเป็นคนสู้งาน หนักเอาเบาสู้ ไม่ท้อกับชีวิต เป็นคนแข็งแกร่งอดทนจนถึงทุกวันนี้
เรียน คุณนุช
ถึงแม้ต้องช่วยพ่อแม่ทำงานก่อนไปโรงเรียน และหลังกลับจากโรงเรียนก็ไม่รู้สึกเป็นปมด้อยนะ เพราะเพื่อน ๆ ก็ต้องช่วยงานพ่อ แม่ กันทุกคน
เรียน คุณนุชและคุณแก้ว
เรียน คุณแก้ว
ไม่คิดว่าการเล่าประสบการณ์จะทำให้คุณแก้วเข้าใจผิดว่าเป็นปมด้อย เพียงจะสื่อว่า คนรุ่นก่อนมักจะลำบากกว่าที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกและความพร้อมจากสิ่งที่พ่อแม่รุ่นใหม่ขวนขวายหยิบยื่นให้เนื่องจากเกรงว่าลูกจะลำบาก และกลับภูมิใจที่ถูกหล่อหลอมให้เป็นคนแกร่ง และใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมาอบรมลูกทุกคนเป็นคนดี เป็นที่ยอมรับของสังคม ขอบคุณที่แสดงความเห็นมีอะไรก็แลกเปลี่ยนกันได้ค่ะ
เรียนคุณนุช