one US versus one THEM

ไหนๆเขียนเรื่องความกลัวที่ (พยายามทำให้) เกี่ยวกับการเรียนแพทย์มาได้สองบทติดๆกัน ขอขยายความถึง "ผลลัพธ์" ที่น่ากลัวถ้าเราวางเฉยไม่ประคองสติรับรู้เรื่องนี้อย่างจริงจังว่าจะเกิดอะไรขึ้น นั่นคือ "วิถีทรราชย์ (Tyranny Route)" ดังที่เคยเขียนไว้ครั้งหนึ่ง

คนเราไม่ได้อยู่ดีๆจะก้าวสู่ "วิถี" นี้ได้ทันทีทันใด เพียงแต่กระบวนการนั้นซ่อนเร้นอย่างแยบยล แนบเนียนสุดๆ ชนิดยิ้มรับเลยทีเดียว โดยเริ่มจากกระบวนการ downloading หรือการย้ำคิด ย้ำรู้สึก ย้ำกระทำ ใช้ความหมายเก่าๆเพาะเป็นความเคยชินในเรื่องธรรมดาๆนี่แหละ เดี๋ยวนี้สื่อต่างๆเข้าถึงการรับรู้ในบ้านได้รวดเร็ว หลากหลายวิธี ยิ่งมี internet ด้วยล่ะก็ เรียกว่ารับกันไม่หวาดไม่ไหวเลยทีเดียว ถ้าใคร (ที่คิดว่าแน่จริง) จะลองเข้าไปอ่านข่าวจาก website ซึ่งหนังสือพิมพ์รายวันเดี๋ยวนี้หลายๆฉบับก็จะมี version ภาค online ให้คนเข้าไปอ่าน และ update ติดตามได้อย่างกับนั่งอยู่ ring-side ของเหตุการณ์นั้นๆเลย

ยิ่งไปกว่านั้น เดี๋ยวนี้อ่านข่าวเฉยๆไม่พอ internet ยังเปิดโอกาสให้คนแสดงความคิดเห็นต่อข่าวนั้นๆได้ด้วย ตรงนี้แหละที่เรียกว่าเดินอยู่บนขอบเหวที่จะลื่นตกวูบไปเมื่อไรก็ได้ ตกลงไปแล้วอาจจะไหลพรวดเดียวไปอยู่ในปลักลึก

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ระหว่าง​ "เหตุผล" กับ "อารมณ์" นั้น การได้รับการยอมรับจาก "ชุมชน" จะมีอิทธิพลและแรงผลักดันเพียงพอได้ไม่ยากนัก ว่าเป็นพฤติกรรม หรือความคิดที่ดี ทั้งๆที่อาจจะไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไหร่

ตรงนี้กลายเป็น "เส้นแบ่งบางๆ" ระหว่างประชาธิปไตยกับ Mob's Rule หรือ "กฏหมู่"

การ "มีพวกมาก" ไม่ได้ทำให้เรื่องราวถูกต้อง มีคุณธรรม มีจริยธรรม หรือเป็นฝ่ายยึด "ความดี" แต่กลยุทธ์นี้กำลังจะกลายเป็นวิถีนิยมในยุคปัจจุบัน ในที่ที่ไม่ได้ exercise การแสดงความคิดเห็นของตนโดยเคารพความคิดเห็นผู้อื่น (ซึ่งเป็นรากฐานต้นๆของการอยู่ "ร่วม" และ bottom-line ของประชาธอปไตย) ก็จะเป็นการนำเปลือกวิธีมาใช้โดยไม่มีหลักการ

ถ้าอ่านความเห็นในข่าวที่ online อยู่ จะเห็นการ "แบ่งพวก" ชัดเจน และการแบ่งพวกนั้นใช้อารมณ์เป็นหลัก เมื่อไรก็ตามมีคนที่คิดเห็นต่าง ก็จะถูกโจมตีที่ตัวบุคคล (personal attack) แทนที่จะเป็นการอภิปรายบนความคิด จะใช้ความรู้สึกมากกว่า "ข้อมูล" ไม่มีการแลกเปลี่ยน "ข้อเท็จจริง" มีแต่การ trade insult การดูถูกหรือ discredit ซึ่งกันและกัน

เรื่องนี้เกี่ยวกับการเรียนแพทย์อย่างไร?

ความน่ากลัวของ downloading คือการก่อให้เกิดสภาวะ one FACT, one VIEW คือ "ความจริงมีมิติเดียว ประการเดียว คือสิ่งที่ฉันเชื่อนี่แหละ" เพราะเราคุ้นชินกับการให้ความหมายเดิมมานาน จนรู้สึกว่านี่เป็นความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว ยิ่งมี back-up ด้วยแล้ว ยิ่งเกิดความมั่นใจมากขึ้น

การเรียนแพทย์สอนให้ใช้ evidence-based หรือ การแพทย์เชิงประจักษ์ ที่อาศัยการศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบเพื่อให้ได้คำตอบที่ถูกต้อง แม่นยำ และเที่ยงตรง กระนั้นก็ตามที่จริงตามขั้นตอนของ evidence-based medicine การค้นหาผลงานวิจัยและประเมินคำตอบที่ดีเป็นเพียงแค่ขั้นตอนแรกเท่านั้น ยังต้องมีการนำมาเชื่อมโยงกับบริบทจริงของคนไข้เรา ที่ทำงานของเรา เช่น สิ่งที่ค้นเจอในวารสารต่างประเทศนั้น ยังใช้ได้กับคุณลุงเชื้อสายจีน อายุ 75 ปี ที่นั่งอยู่ข้างหน้าเราหรือไม่ ถ้าคนไข้เรามีเบาหวาน ความดันสูง จะมีผลกระทบอย่างไรเปรียบเทียบกับกลุ่มประชากรที่อยู่ในการวิจัยนั้นๆ แต่ที่สำคัญก็คือการเชื่อมโยงกับ "การรับรู้ ความรู้สึก" ของคนไข้ของเราว่าเขา OK กับข้อเท็จจริงของเรามากน้อยเพียงไร

ดังนั้นการอภิปรายเชิงวิชาการการแพทย์ มันไม่ใช่ exact science หรือวิทยาศาสตร์ที่แข็งกระด้าง ฟันธง (ไม่ว่าคำว่า "ฟันธง" ใช้แล้วจะดูเท่ ดูมั่นใจ หรือดูงี่เง่าเพียงไร) เสริมบุคลิกตอนพูด ตอนนำเสนอ หากอาจจะลืมไปว่า ถ้าคนพูด "เชื่อและศรัทธา" ในเรื่องนั้น เราอาจจะไม่จำเป็นต้อง convince หรือโฆษณาเกินกว่าเหตุ เพราะความจริงนั้นมันขายตัวมันเองได้อยู่แล้ว โดยไม่ต้องใช้ propaganda

เมื่อไหร่เรากำลังก้าวไปอีกระดับของ Tyranny's Route?

เมื่อ one VIEW and one FACT กำลังก่อร่างสร้างตัวงอกงามเป็น one US and one THEM นั่นเอง

เมื่อเรา "ยึดติด" กับข้อเท็จจริงที่เรามี และมีผลต่อพฤติกรรม ความคิด กระบวนทัศน์ของเราแล้ว โดยไม่รู้ตัวเราได้ให้ "คุณค่า ความหมาย" ของความคิดที่ว่านี้ เอาไปเชื่อมโยงกับความสวยงามของตัวเราเอง กลายเป็นว่าที่เราเชื่ออย่างนี้ คิดอย่างนี้ เรานี้ฉลาด ถูกต้อง และเป็นคนดี เข้าสู่กับดักของ "มานะ" ว่าเราเหนือกว่า ถูกต้องกว่า จำเป็นต้องผลักดันทุกสิ่งทุกอย่างให้ลงเอยไปตามครรลองนี้

และตามวิถีนี้ ปรากฏว่ามีผลกระทบต่อความคิดที่แตกต่างกันออกไป เพราะถ้าของเราดีเลิศสุดๆแล้ว จะให้ยอมรับว่าอย่างอื่นดีด้วยได้ยังไง มันก็ต้องไม่ดีสิ!!!

logic แบบนี้เรียกว่าอยู่ในอันตรายสุดๆ!!!

และเมื่อคนที่คิดอะไรแปลกๆ​(ไปจากของเรา) มันน่าจะเป็นคนไม่ค่อยดีเท่าไหร่ (เพราะเราดี และเราแตกต่างจากมัน ซตพ. มันเป็นคนไม่ดี) อะไรที่คนที่ไม่ค่อยดีคิด มันก็คงจะไม่ดีตามไปด้วย ฟันธง!!!

เป็นกระบวนทัศน์แบบ 100% Black and White มีแต่คนเลว โง่สุดๆ กับคนดี และฉลาดสุดๆ ไม่เหลือช่องว่างอะไรระหว่างกลางเลย ไม่เป็นพวกเรา (US) ก็ต้องเป็นพวกมัน (THEM) ไม่ Man United ก็ต้อง ABU (เป็นกลุ่มเรียกว่า "anything but ManU" พวกนี้เวลา ManU แพ้จะดีใจยิ่งกว่าเวลาทีมของตัวเองชนะอีก)

ในระบบการเมืองที่ naive หรือไร้เดียงสา ไม่มีหลักการ จะดำเนินไปอีหรอบเดียวกันนี้ ฝ่ายค้านทำหน้าที่ค้านตะพึดตะพือ ไม่มีหลัก ไม่มีข้อมูล หรือที่ยิ่งแล้วก็คือ fake ข้อมูลเพื่อที่จะได้ค้านได้ ในระดับปัจเจกก็คือ อะไรก็ตามที่หมอนี่คิด (ไม่ได้หมายถึงแพทย์ครับ เป็นสำนวน "หมอนี่" เฉยๆ) เพราะมันต่างจากเรา มันคงจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่

เรื่องการด่วนตัดสินนี้มาเร็วมาก เราอาจจะ "หยุดไม่ทัน" ฉะนั้นเราต้องมีแผนสำรอง คือการหมั่นตรวจสอบตนเองว่าที่เรา "สรุป" ไปนั้น วางอยู่บนฐานความคิดใคร่ครวญ ไตร่ตรองอย่างเยือกเย็นมีสติ หรือว่าเป็นการสรุปแบบใช้อารมณ์ด่วนตัดสินกันแน่

มีคำไทยอยู่คำหนึ่ง ที่ผมอยากตั้งข้อสังเกตส่วนตัว คือคำว่า "หมั่นไส้"

คือคำนี้เราไม่ได้ใช้หมั่นไส้กับสิ่งที่ไม่ดี แต่เราจะ "หมั่นไส้" สิ่งที่อาจจะค่อนข้างดี แต่เราไม่ชอบ โดยเฉพาะมันเกิดขึ้น หรือมีขึ้นในคนอื่นๆ และที่สำคัญ การเริ่มความรู้สึกที่ไม่ค่อยดีที่ว่านี้ ไม่จำเป็นต้องเกิดจากพฤติกรรมที่เราหมั่นไส้ก็ได้ แต่เพราะเกิดจาก "คน" ที่เราไม่ชอบเป็นทุนเดิม เป็นคนทำ เป็นคนมี

ดังนั้น raw energy ของหมั่นไส้ที่เรายอมรับนั้น มักจะเป็นอะไรที่ "ดี แต่ดีเกินไป" หรือ "พอยอมรับได้ แต่นี่มัน over เกินไปหน่อย" ฯลฯ เราไม่หมั่นไส้อะไรที่เลวๆ หรือไม่ดีแน่ๆ เช่น เราไม่หมั่นไส้โจร ไม่หมั่นไส้คนจน แต่เราอาจจจะหมั่นไส้คนที่พูดจาสุภาพ (เติมคำว่า "เสียเหลือเกิน" ตามลงไป จะได้หมั่นไส้ได้) เราอาจจะหมั่นไส้คนที่ใช้ของฟุ่มเฟือย​ (เติมคำว่า "เกินไป" ตามลงไป เพราะจริงๆ ถ้าเราเองเป็นคนใช้ รับรองว่าเราใช้เพราะ "คุ้ม") เราอาจจะหมั่นไส้คนที่เคร่งศาสนา (เติมคำว่า "เกินไป" อะไรมันจะศาสนาทุกอย่างแบบนั้น) หมั่นไส้คนที่ขับรถความเร็วตามกำหนดเป๊ะๆ หมั่นไส้คนพูดภาษาอังกฤษสลับภาษาไทย (เยอะเกินไป และ "เกินมาตรฐาน" ของที่เรายอมรับได้ ซึ่งรับประกันได้ว่ามาตรฐานของเรานั้นสากลที่สุดในโลก!!!)

ความหมั่นไส้นี้เอง เติม Tyranny Route ให้เต็ม เมื่อไรก็ตามที่มีคนที่คิดต่าง นอกจากประเด็นที่มันต่างจากเรา ทำให้เราสรุปว่ามันเป็นคนไม่ดีแล้ว ต่อให้มันทำอะไรที่อาจจะดี หรือไม่ได้เลวมากก็ตาม เราจะใช้ mechanism ของ "หมั่นไส้" เสริม จนมันทำอะไร คิดอะไร พูดอะไร ก็ไม่ดีไปหมดทั้ง 100% เลย สู่วงจรของ one US against one THEM อย่างสมบูรณ์แบบ

เมื่อไรก็ตามที่หมอเกิดความ "คลางแคลงใจ" ในมุมมองคุณภาพชีวิตของคนไข้ เราเริ่มตั้งข้อสังเกต และไม่เข้าใจทันที อันนี้เป็นสัญญานเตือนภัยของ one US and one THEM เอ... คนไข้รายนี้ชักจะยังไงๆ ปฏิเสธความหวังดี (สุดยอด) ของเราไปตั้งหลายอย่าง เอาใจยากจริงฟะ อย่ากระนั้นเลย ขอตีตราเป็น difficult patient (คนไข้เอาใจยาก) ไปดีฝ่า สะใจดี อิ อิ..... แต่เราจะพูดออกมาดังๆให้เหตุผลว่า เรารู้เรื่อง "health" ดีกว่า โดยไม่ทันใคร่ครวญว่า health ที่เราเรียนมากกว่า รู้มากกว่านั้น เป็น biological health เป็นหลัก เราไม่ค่อยได้เรียนเรื่อง psychological health หรือ mental health มากเท่าที่เราสรุปว่าเรารู้เลย

หาก one US and one THEM mentality เกิดขึ้นระหว่างหมอกับคนไข้และญาติ ความสัมพันธ์จะงอกงามอยู่บนอะไร? และเป็นไปในทิศทางใด?