Courage is not a Lack of Fear

เช้านี้ ผมได้รับ blessing ด้วยการอ่าน email จากอาจารย์พรรณทิพย์ ฉายากุล (ที่จริงท่านส่งมาให้เกือบทุกเช้า จนเกิดอาการ addiction คือลงแดงนิดๆถ้าวันไหนไม่ได้อ่าน) เรื่อง My Favourite Philosophy มีบทหนึ่งว่า

"Courage is not a Lack of Fear, but the Ability to Act while Facing Fear."

"ความกล้ามิใช่การปราศจากความกลัว หากเป็นความสามารถที่จะกระทำทั้งๆที่เผชิญกับความกลัว"

คนเรา ใครๆก็อยาก "กล้า" มันฟังดูดีกว่า "กลัว" เยอะเลย คนกล้าก็ดูดีกว่าเป็น "คนขลาด" ด้วย ที่นี้กลยุทธในการทำให้กล้านั้นมีหลากหลายวิธี แต่ละวิธีก็จะเกิดผลแตกต่างกันไปบ้าง บางทีก็ไม่แน่ใจว่าบางวิธีนั้น จะ "ทำให้กล้่า หรือทำให้ไม่กลัว" กันแน่

เอ... แล้วมันต่างกันด้วยเหรอ? อาจจะมีคนถาม

ต่างครับ และต่างกันเยอะทีเดียว (ผมว่า)

Courage to be different โดย Aviana2

ในหนังสือแฮรี พอตเตอร์ ภาคสาม (The Prisoner from Azkaban) มีตอนหนึ่งที่ครูถามแฮรีว่า กลัวอะไรมากที่สุด ปรากฏว่าสิ่งที่แฮรีกลัวคือ "ความกลัว" นั่นเอง ถ้าเราจะบริหารจัดการโดยการ "หลีกเลี่ยงความกลัว" ก็อาจจะเกิดสภาวะที่ free from fear ได้ระยะหนึ่ง แต่นี่เป็น "ความกล้า" หรือไม่ ก็น่าสงสัยอยู่

เราทำให้ไม่กลัว โดยวิธีการเช่นไรบ้าง? อาจจะแบ่งกลยุทธ์เป็น "ความกลัวจากภายนอก" และ "ความกลัวจากภายใน" การใช้วิธีแรกคือจัดการกับความกลัวภายนอกนั้น เป็นการสร้างระยะห่างระหว่างตัวเรากับสิ่งกระตุ้นให้เรากลัว ส่วนการใช้วิธีที่สอง เป็นวิธีที่ผมเชื่อว่าเป็นวิธีสร้างความกล้าตามความหมายของบทความนี้

1.Lack of Fear

หลายๆกรณี เราเพาะสร้างความกลัวมาจาก "สิ่งเร้าภายนอก" อาจจะมาจากประสบการณ์เก่า ที่พอเกิดขึ้น เราก็ได้กำหนด "เงื่อนไขอารมณ์" ไปว่าเรื่องนี้ สิ่งนี้น่ากลัว อาทิ กลัวเสือ กลัวฉลาม กลัวงู กลัวการข้ามถนน กลัวการพูด (เริ่มจากในชั้นเรียน หรือที่โต๊ะอาหารที่บ้าน) และที่สำคัญก็คือ เมื่อโตๆมาเรื่อยๆ เราจะอิงอยู่บนการถููกยอมรับจากคนรอบๆข้าง เพราะมนุษย์นั้นเป็นสัตว์สังคม และเราอยูาคนเดียวจะอ่อนแอมาก (ที่จริง อาจจะนับได้ว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่อ่อนแอที่สุด species หนึ่งก็ว่าได้ ทาง physical เพราะกว่าที่เราจะเริ่ม "สามารถทำมาหากิน" ได้นั้น ใช้เวลาหลายปี ไม่เหมือนกับสัตว์อื่นๆ ที่อาจจะใช้เวลาไม่กี่เดือน ก็ mature แล้ว) แต่นั่นเป็นหลักฐานว่ามนุษย์เกิดมาเป็นสัตว์สังคมโดยแท้ เพราะเมื่อเราอยู่ร่วมกัน share ความรู้ ความสามารถ และความแตกต่าง เราก็กลายเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง และ (ดูเหมือนว่า) dominate planet แห่งนี้อยู่

และเพราะเหตุนี้เอง ความกลัวจากการ "ไม่ถูกยอมรับ" จึงมีอิทธิพลรุนแรง พ่อแม่ที่ชอบ approach ลูก โดยการใช้ "เงื่อนไข" ประเภท "เดี๋ยวแม่ไม่รักนะ" หรือ "เรียนเก่งๆนะลูก พ่อกับแม่รักตายเลย" เป็นการเอาเงื่อนไขที่สำคัญของ species เรามาเป็นเครื่องต่อรอง และสร้างเป็นฐานความสัมพันธ์ต่อไปในอนาคต และเราก็จะเติบโตมาด้วยพันธกิจหลักประการหนึ่งโดยไม่รู้ตัว คือ "การทำตัวให้ถูกยอมรับ" โดยเฉพาะกับคนที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของเรา

และถ้าหากเราหมกมุ่นกับเงื่อนไขที่ว่านี้มากเกินไป เจตนคติต่อกิจกรรมที่เราทำ ความรู้ที่เราเรียน การงานที่เราปฏิบัติ ก็จะวางอยู่บนรากฐานที่คลอนแคลน เพราะเป็นรากฐานบน "ความกลัวการไม่ได้รับการยอมรับ" บางทีเราก็มาสงสัยภายหลังว่าทำไมจรรยาบรรณวิชาชีพ ปรัชญาวิชาชีพ จึงไม่ได้บังเกิดขึ้นหลังการศึกษา ก็เพราะว่า หลังจบการศึกษา พอคนได้รับปริญญา ได้ใบประกอบโรคแล้ว ถูกยอมรับไปเรียบร้อยแล้ว ก็ "หมด condition แห่งความกลัว" นั้นไป ไปกลัวเรื่องอื่นๆต่อ เช่น เพื่อนๆเขามีรถเบนซ์กันหมดแล้ว เพื่อนๆเขาเล่นหุ้นกันเป็นล้านๆ เพื่อนๆเขาไปเมืองนอก ไปรอบโลก ฯลฯ เราก็จะขวนขวายหา "conditions of fear" ใหม่ ที่จะกำหนดทิศทางพฤติกรรมของเราต่อไปด้วยความเคยชิน จนกว่าเราจะมีรถเบนซ์ หุ้น เดินทางรอบโลก ที่เราเรียกว่าเป็นการทำให้เรา "ห่าง" จากการกระตุ้นความกลัวนั่นเอง

เป็นที่น่าสนใจว่านักศึกษาแพทย์เรียนวิชาการเป็นแพทย์อยู่ด้วยความกลัวหรือไม่ เพราะถ้าใช่ เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงทีเดียว เพราะเมื่อไรก็ตามที่ condition นั้นหมดไป พฤติกรรมก็จะถูกปรับฐานใหม่ ไปตามสิ่งกระตุ้นใหม่ๆ ถ้าเขาเรียนเยอะๆ รู้เยอะๆ เพียงเพราะกลัวตอบไม่ได้ อาย เมื่อไรก็ตามที่เขาไม่ต้องตอบ หรือเลือกจะตอบก็ได้ ไม่ตอบก็ได้ สิ่งกระตุ้่นการเรียนรู้ก็อาจจะหดหายไป

2. Manage the Fear Within

หรือบางที ที่มาของความกลัวมาจากภายใน สิ่งกระตุ้่นให้กลัวมาจากด้านในเอง อันนี้กลับมีการบริหารจัดการอีกแบบหนึ่ง และผลที่ได้อาจจะเป็นอีกแบบหนึ่งที่แตกต่างจากการบริหารจัดการความกลัวจากภายนอก

ความกลัวที่มาจากภายในนั้น เราใช้ "สติ" รับรู้ว่าเรากลัว และเราจัดการกับสิ่งนั้นโดยการบริหารกระบวนทัศน์ กระบวนคิดเป็นหลัก ไม่ได้จัดการกับสิ่งแวดล้อมอย่างแบบแรก ยกตัวอย่างนักเรียนแพทย์ที่กำลังเรียนอยู่ หากมีความกลัวอีกแบบคือ กลัวว่าจะดูแลคนไข้ไม่สมบูรณ์แบบ กลัวจะทำร้ายคนไข้ แทนที่จะช่วยเหลือ จึงขวนขวายไปเรียนรู้วิชาการแพทย์มา เพื่อที่เราจะได้สามารถรับผิดชอบการงานได้เต็มศักยภาพ แรงผลักดันแบบนี้จะมาจากภายใน และยั่งยืน เพราะจะ "ตรง" กับปรัชญาวิชาชีพ จรรยาบรรณวิชาชีพ และคุณธรรม เพราะเราใช้ "หิริโอตัปปะ" ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป" ซึ่งเป็น condition พื้นฐานของการที่มนุษย์จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น คือต้องมีความรัก ความเมตตา ต่อกันและกัน

กระบวนทัศน์เหล่านี้ปรับเปลี่ยนได้ ดังนั้นเราถึงได้เชื่อในระบบของ "การกลับตัวกลับใจ" เชื่อว่ามนุษย์เรียนรู้ได้ หากมีคนกล่าวว่าการเรียนรู้คุณธรรม จริยธรรม ต้องเกิดขึ้นมาตั้งแต่เด็กๆเท่านั้น โตแล้ว มันเกินแก้ไขได้ จะเป็น poverty mentality หรือจิตสภาวะอับจนขัดสนอย่างมาก และอาจารย์มหาวิทยาลัยก็คงจะไม่ต้องทำอะไรมาก ก้มหน้าก้มตาสอนวิชาชีพ วิชาจำเพาะทางไป เพราะเด็กๆมันโตกันหมดแล้ว เกิดกว่าจะแก้ไขอะไรเรื่องจริยธรรมได้ ต้องเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่เลี้ยงดูมาโน่น

จริงอยู่การเพาะสร้างจริยธรรมตอนเด็กๆนั้น work และน่าจะ work มากกว่าและง่ายกว่า นั่นเพราะเรามี assumption มาจากว่าเด็กๆน่าจะเติบโตมาท่ามกลางความรักที่ไร้เงื่อนไขของพ่อแม่ต่างหาก ใน conditions ที่ optimized แบบนั้น เมล็ดอะไรมันก็จะงอกงามมาดีๆได้

แต่ไม่ได้แปลว่ามนุษย์เลิกเรียนจริยธรรมตอนโตแล้ว และเรียนได้แต่พวก rote learning ท่องบ่น ท่องจำเท่านั้นเลย

เราอาจจะต้องมี attitude ใหม่ว่า 6 ปี (สำหรับนักศึกษาแพทย์) ในสิ่งแวดล้อมที่ถ้าเราจัดดีๆ เราก็สามารถจะหล่อเลี้ยงความสวยงามของจิตใจมนุษย์ขึ้นมาได้เหมือนกัน นี่อาจจะต้องเป็น "ต้นทุน" ที่สำคัญสำหรับครู อาจารย์ และสถาบันผลิตบัณฑิต สาขาใดๆก็ตาม

เราอาจจะต้องเผชิญกับความจริงอีกแบบหนึ่งว่า ที่เด็กสมัยนี้ มีความสนใจด้านคุณธรรม จริยธรรมน้อยลง มันอาจจะเป็นเพราะบรรยากาศในมหาวิทยาลัยด้วย ไม่ใช่เพราะที่บ้านเลี้ยงดูมาอย่างไรเพียงอย่างเดียว  เป็นการออกพ้น comfort zone ของครู อาจารย์ ที่ต้องย้อนสะท้อนมองตนเอง ว่าเราเองรึเปล่า เป็นสาเหตุของความโกลาหลอลหม่าน ไม่ใช่เพราะฝีมือพ่อแม่เด็กที่เรา conveniently accuse มาโดยง่าย

ที่คณะแพทยศาสตร์สงขลานครินทร์ เราเคยทำแบบสอบถามเรื่อง attitude เจตนคติของนักศึกษาตอนปีต้นๆและทำอีกครั้งตอนปีสูงๆ สิ่งที่ได้มาน่าสนใจมาคือ ตอนแรกๆความรู้ทางการแพทย์ยังมีน้อยๆ ปรากฏว่าเจตนคติการเป็นแพทย์ ความสนใจ เห็นอกเห็นใจ ความอ่อนโยนกลัยมีค่อนข้างมาก พอปีสูงๆขึ้น ความรู้ทางการแพทย์มากขึ้นๆ แต่เจนตคติที่ว่านี้กลับค่อยๆหดหายไปในทิศทางตรงกันข้าม คำอธิบายในผลการวิจัยเรื่องนี้ อาจจะมีปัจจัยมากมายที่จะวิเคราะห์หาสาเหตุ แต่ที่แน่ๆก็คือ มันไม่ค่อยเข้ากับทฤษฎีที่ว่า เด็กไม่มีเจตนคติเพราะการเลี้ยงดูที่บ้านสักเท่าไหร่เลย

และถ้าหากนักศึกษา มี courage ที่ใช้ความหมายของ ability to act despite หรือ while facing fear จะเป็นอย่างไร?

ในความไม่มั่นใจในความรู้อันมหาศาลทางการแพทย์นั้นเอง ทั้งๆที่กลัว เพราะไม่รู้ แต่เราก็ยอมรับศิโรราบในความกลัวนั้น เพื่อเข้าไปหาคนไข้ คนที่กำลังทุกข์ทรมาน ค้นหาสาเหตุ ค้นหาสมุหฐานของโรค กลับไปค้น กลับไปคว้า ใช้ความไม่รู้ เป็นแรงผลักดันให้เกิดความรู้ ใช้ความกลัวและการกระทำเมื่อเกิดความกลัว มาดับความกลัว จนเราเกิดความมั่นใจว่า ความกลัวที่เรามีนั้น เราสามารถใช้พฤติกรรมและทัศนคติที่ีดี ที่กล้าหาญ เผชิญหน้ากับความไม่รู้ และยอมรับว่าเรากลัว ปรับเปลี่ยนเป็นความรู้และความกล้าหาญได้เสมอ

Fear of statue by Jennipenni