GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

บันทึกชีวิต พ่ออุ้ยศรีอยู่ ไชยคำ

"..ไม่รู้ว่าพ่อไปที่ไหน ทุกวันก็สองพ่อลูกนอนร่วมกันทุกคืน ปล่อยให้ข้านอนคนเดียว ก็หลับไปตลอดแจ้งดีขวายงาม ได้ยินพวกชาวบ้านตื่นกันคนก็มาที่บ้านเต็มไปหมด ได้ยินเขาว่า อีพ่อตายที่ริมน้ำ .."

เรื่องราวที่ท่านจะอ่านต่อไปนี้ เป็นบันทึกชีวิตพ่ออุ้ยที่เขียนไว้ด้วยลายมือท่าน เราได้รับสำเนาที่ลูกๆ นำมาถ่ายสำเนา แล้วนำมาจัดพิมพ์ขอบคุณพี่สนิท ไชยคำ และครอบครัวเครือญาติ ที่ยินดีให้บันทึกชีวิตนี้ได้เผยแพร่ ให้พวกเราได้เรียนรู้..... 

                   กราบเรียนท่านที่นับถือทุกคน ข้าจะได้กล่าวความเป็นอยู่ในชีวิตของข้า ให้พี่น้องลูกหลานเหลนฟัง  เท่าที่จำได้  ที่ไม่ได้นั้นโดยมากที่นี้  ข้าจะเล่าเป็นตอน ๆ เพื่อบ่ให้มันสับสน คือ ตั้งแต่เกิดมาตลอดชีวิตบั้นปลาย

                    ข้านี้ชื่อเดิมว่า ไอ้จ๋อย  เกิดเมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๔๕๙  เป็นลูกพ่อคำ (ปุ๋ย)  แม่บัว (อึ่ง)  นามสกุลเดิมว่า  ดู่อุด  หมู่พี่ ๆ มาเปลี่ยนเป็น ไชยคำ  พ่อคำแม่บัวท่านเป็นคนบ้านดู่ใต้หรือว่าป่าไผ่

                    ท่านมีลูกด้วยกัน ๗ คน เป็นชายเสีย ๕  คือพี่กอง - พี่น้อยสินธุ - พี่คำพา อีกคนจำชื่อบ่ได้  สุดท้ายก็ข้านี้แหละ สุดท้องแม่ญิงก็พี่จันทร - พี่เต็ม

                     ข้าเป็นลูกหล้าของท่าน  ท่านเรียกข้าว่า ไอ้จ๋อย  ...เล่าให้ฟังว่า เกิดมาที่แรกตัวหน่อยนิดเดียว แต่พ่อแม่เขาท่านก็ว่ามันบ่ใช่จะใหญ่และบ่แข็งแรงตวย บ่ใช่มีนมงัวนมควายให้กิน  ก็เลี้ยงไปตามบุญตามกรรม แต่ว่ามันก็รอดมาถึงเดียวนี้ แม่ท่าจากไปข้ามีอายุสัก ๕ - ๖ ขวบ เท่านั้น จากนั้น ก็อยู่กับพ่อตลอดนอนกับพ่อทุก ๆ คืน  เวลานั้นยังไม่ถึงเกณฑ์เข้า รร.พ่อท่านก็เตรียมหากระดานและดินสอไว้ ถ้ากระดานหากระดานผามาหนึ่งวัน  ท่านก็เอาปัดถูให้มันเลื่อนเสร็จแล้วก็หาเหล็กมาจีสองหัวเงื่อนเอาเชือกเข้าใส่สำหรับสพายไป รร.เอาใบเบิก ใบฮ้อม มาถูให้ดำ  แต่มันก็ไม่ดำเท่าใด  สีหมุ่นเท่านั้นแต่ดินสอท่านไปเอาดินสอที่บวกเสือมาก้อนหนึ่ง  เอามาฝังดินไว้  ท่านยังสั่ง...ถ้าเสี้ยงดินสอก้อนนี้ ก็หล้างอ่านหนังสือได้ละไอ้จ๋อย....

                     ในตอนภาษาเด็กหรือว่าคนเรานี้  ถ้าพ่อตายก็อยู่กับแม่  ถ้าแม่ตายก็อยู่กับพ่อ  ที่นี้ข้าก็อยู่กับพ่อมาตลอดนอนก็นอนด้วยเสมอ 

                    มีวันหนึ่ง  ไม่รู้ว่าพ่อไปที่ไหน  ทุกวันก็สองพ่อลูกนอนร่วมกันทุกคืน  ปล่อยให้ข้านอนคนเดียว  ก็หลับไปตลอดแจ้งดีขวายงาม  ได้ยินพวกชาวบ้านตื่นกันคนก็มาที่บ้านเต็มไปหมด  ได้ยินเขาว่า  อีพ่อตายที่ริมน้ำ  ข้าก็วิ่งไปดูตามเขา  เห็นสภาพของพ่อตายเป็นศพไปแล้ว

                    สภาพของท่านเอาหน้าเข้าไปเมอะน้ำแข่งขาอยู่บนบก  ส่วนบนแช่น้ำ ร่างขาวโพน หัวนี้จะจมน้ำสักสองส่วน ข้าวิ่งลงไปหาพ่อ  นึกว่าพ่อยังไม่ตาย มีคนมาจับแขนข้าไว้   จูงมือข้าเข้าบ้าน ๆ กับตาฝั่งนั้นไม่ใช่ไกล  ว่าเป็นเมตรเป็นวาอยู่ในเกณฑ์ ๓๐ วา เท่านั้น

                    หมู่คนแก่เขาก็จัดศพกันตามกาลสมัย  ต่อไปข้าก็เป็นกำพร้า ทั้งพ่อทั้งแม่  อาศัยอยู่กับพี่สาว  ที่พี่ ๆ ทั้ง ๓ ก็ต่างคนต่างไป  พี่กองไปค้าขาย  พี่สินธุไปเอาเมียที่บ้านท่าน้าว  พี่คำภา ก็ไปอยู่เหลือสามคนเท่านั้น  เมื่อพ่อจากไปข้าจะมีอายุสัก ๗ ขวบ  เพราะยังไม่ได้เข้า รร. อยู่มาก็มีนายอินทอง รักษาหาญ  เป็นผู้ใหญ่บ้าน มาบอกให้ไป รร.เพราะถึงเกณฑ์แล้ว  ก็ไปสพายกระดานหินไป รร.มีเพื่อไปก็นายโน อินตะลือ นายไชย ต๊ะวิชัย นายเจริญ ตาทอง รร.นี้ตั้งอยู่ในวัด หลังคามุงคา ม้านั่งก็ไม้ปีก โต๊ะเขียนหนังสือก็ไม้ปีก

                     นายอินเจริญ อิ่นแก้ว เป็นครูใหญ่  นายแก้ว มณีศรี ผู้ช่วยสอน เพราะท่านเป็นพระอยู่ถึงเวลาเข้า รร.ก็สัญญาณกล้องขึ้น นักเรียนวิ่งไปเข้า รร.แต่นักเรียนก็ไม่มาก ประมาณสัก ๒๐-๓๐ เท่านั้น ตำบลนี้ก็มี รร.เดียวเท่านั้น หลักสูตรก็ ป.๒ ถ้าใครเรียนเก่งก็ ๒ ปีจบ จากนั้น ข้าก็มีใจอยากใครบวชหนีไปเข้าวัดแต่หาคนจะมาเป็นพ่อออกแม่ออกไม่ได้  ข้าจำใจต้องออกอยู่กับบ้าน  ไปเลี้ยงควายให้พ่อปั๋น แม่เขียว ได้ประมาณสองปี 

                     อยู่อาศัย อยู่กินกับเขาท่านที่เขาชาวบ้านเขาเพี๊ยกข้าใส่อีน้อยตุ่ม ๆ ไม่พอใจจ๋าเอาข้าไปโท กันโท ด่าว่า คำหยาบคาย ไม่น่าฟัง ข้าก็หนีมาอยู่บ้านตามเดิม ที่นี้ก็ได้เพื่อนคนหนึ่ง คือ นายตื้อ ก่อนแกไปอยู่เวียง  แกมีอาว์คนหนึ่งชื่อหนานไชยตุ่ม  ข้าก็นึกว่าแกไปเรียนหนังสือที่ไหนได้ไม่รู้หนังสือสักตัวเดียว ข้าจึงทำหน้าที่เป็นครูสอนท่านจนอ่านออกเขียนได้ปลา ๆ งู ๆ มีคนให้ข้าสอนอีกสองคนคือ นายเสาร์ ภิวงค์ นายแก้วโม๊ะจันตารินทร์ มีนักเรียนสามคนแล้วถึงเวลากินข้าว น้ำข้าว แรงก็มาทุกคืนสอนเขาทั้งสามประมาณ ๒ - ๓ เดือน ก็พออ่านออกเขียนได้ทุกคน แต่ท่านทั้งสามเป็นรุ่นพี่ทั้งนั้น

                      อยู่มาก็ใหญ่ หน้ากล้าบานแตกเป็นบ่าวแถ่วขึ้นมา  ข้าก็มีใจใคร่บวช  จึงมีจ.ม.ไปหาพี่กองที่เพชรบูรณ์  ขอให้พี่จัดการมาบวชน้อง  ถ้าไม่ได้บวชผมจะลงมาหาพี่  ท่านตอบ จ.ม.ผมว่า ขอให้น้องมีอายุ ๑๙ ปีก่อนค่อยบวชเสียพรรษาก็ค่อยอุปสมบท  ขอให้รอพี่ก่อนถึงปีหน้าท่านก็เอาเครื่องบวชเณรฝากพ่อค้าเรือจากท่าเสาท่าอิฐมา  เขาก็จอดเรือริมน้ำเอาครัวมาส่ง  เมื่อข้าเห็นผ้าเหลืองสีทองแล้วก็ดีใจมาก  แต่ตัวท่านไม่ได้มา  ให้พี่น้อยสินธุเป็นธุระ  ข้าจึงไปเข้าวัด มีท่านธนะจักร ท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่นี้  ความจริงท่านเป็นคนบ้านดอนมูลถูกนิมนต์มาอยู่ที่วัดดู่ใต้ของเรา  แต่ก็อยู่ไม่นานท่านกลับไปอยู่วัดเดิมไปมรณภาพที่วัดดอนมูล

                     ถึงกำหนดบวชก็บวช คราวนี้ อุปสมบทได้หนึ่งพรรษา ก็สึกออกมาถึงฤดูทำนาก็ทำนาให้พี่สาวเสียหนึ่งปี สำหรับเพื่อนคู่หูของข้า ก็คือ นายยอด พ่อเลี้ยงท่านก็เอาเมียเสียแล้วตามธรรมดาเมื่อเป็นหนุ่มเป็นบ่าว เรื่องของมันก็เที่ยวสาวก็ได้ติดพันธ์กับสาวหลายคน แต่ก็อย่างว่าที่ฟันบ่หักที่รักบ่ได้ บ่ใช่ตัวกรรมตัวเวรมันเฮาเฮีย  มีวันหนึ่งก็เขาชวนเที่ยวบ้านหัวทุ่งมาแต่ความจริงก็ไม่อยากมาเหมือนกัน เพราะไม่เคยได้คุกคีกันมาก่อน  เพื่อนชวนก็เขามาพอดีสาวก็อยู่  เวลานั้นสมัยปั่นฝ้าย คนที่ปั่นฝ้ายนี้ก็คือ น.ส.หวัน นี้แหละ  มาถึงก็ลงนั่งทักทายกันตามขนบธรรมเนียมบ่าวสาว  เวลาคุยกันก็ไม่ได้พูดเกี้ยวพูดกล่อมอะไร แต่สายตานี้แหละมันชาวจิตสำนักว่าเข้าท่า ๆ แต่ก็ไม่นาน  ถ้ามีนาฬิกาเหมือนเดี๋ยวนี้ก็ไม่ถึงชั่วโมงก็กลับ

                     ได้หลายวันมาอีก ที่นี้ เล่ามาตรใหม่มาคนเดียว มาคราวนี้นานหน่อย ก็กลับได้ ๖ - ๗ วัน มาอีก กำนี้แหละเจ้าพ่อคุณอู้หักแข่งหักขา จริงก็จริงน้อยกูก็สมควรวมีลูกมีเมียแล้วเอา ๆ แน่ จากนั้นไป ข้าก็ไปขอสาวคนรัก แต่ก่อนเปิ่นตัวแม่บางคนจนถึงร้องไห้เลย  เมื่อเรื่องของเสร็จสัพไปแล้ว มาซ้อมความเข้าใจกับสาวบ้านหัวทุ่งอีก จะว่าอย่างไรให้รู้  เสือตายควายนอน ถ้าไม่ตกลงก็ยังมีที่อื่นอีก บ่ใช่อู้คิ่วเนอ มาถึงไม่นาน ก็ความชื่นก็เหมือนเดิม หรือจะหวานเหลือกว่าเก่าก็ว่าได้ ก็บอกให้สาวไปเรียกพ่อออกมาถ้าจริง สาวก็ไม่ถอยไปจริงเสียด้วย มาแล้วอะเฮออะแฮมมาแล้ว ท่านมานั่งทักทายปราศรัยกัน ท่านพ่อสาวเป็นคนเริ่มก่อนเลย ว่า  หนานมาแอ่วหนี้หลายวันเป็นอย่างใดจะมาเป็นลูกเขยแท้กา  เอาข้าก็ตอบว่า คิดว่าอย่างนั้น

                     ถ้าทางฝ่ายนี้ยังไม่เต็มใจ ท่านตอบว่าไม่เป็นไร ถ้าจะให้มีดี ข้าขอดูมื้อสันวันดีก็นอนเลย การทำพิธีนั้นไว้ที่หลังแต่ไม่ทำอะไรหนักหนา เพราะฝ่ายทางหนานเป็นคนไม่มีพ่อมีแม่ คนแต่ก่อนเขาถือกันตามใจ ขอให้หนานมาฟังข่าวอีกที่ได้สัก ๒-๓ วัน มาอีก กำนี้ได้วันแล้วถึงกำหนดก็นอนเตยสาวเลยได้ ๔-๕ วัน ท่านก็จัดการเอาเฒ่าแก่ไปขอ  อย่างว่าฝ่ายข้าก็มีพ่อน้อยธรรมใจ พี่น้อยสินธุ์ รวมแล้วไม่ถึง ๑๐ คนทำกันเวลาหัวค่ำเลย แต่ก็มีของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ผ้าขนหนูอะไรพวกเลี้ยงข้าวแลงกันเสียหนึ่งมื้อ  เหล้ายาก็มีเหมือนกัน เพราะสมัยนั้นมันเขียมเงิน ๆ มีไม่ถึงร้อยและเฮาเฮยอยู่มาท่านผู้ใหญ่อินทอง ก็มากล่าวไปจดทะเบียนก็ไป  ไม่มีรถมีราง  เดินเอาไปด้วยกัน ๒ คู่ คือ นายเป็ง นางเกียว มันจะ พ.ศ.๒๔๘๒ อยู่กินด้วยกัน มีลูกบานหลานแพร่รวมแล้วทั้งโหล

                     สมัยนั้นไม่มียาคุมเหมือนมะเดียว  ใคร ๆ ก็เหมือนกัน เดียวนี้เหลือ ๘ คน การอยู่กินกับแม่ระอ่อน เขาก็ดีไม่มีการพัดฟอกแดกดันกันเลย  ความจริงแล้ว เขาเป็นคนเรียบร้อยดี วาจาอ่อนหวาน  เป็นคนพูดน้อยหน้อย ๆ เป็นคนเคารพผัวมาก รักลูกทุกคน ไม่มีการลำเอียงถึงจะมีลูกมากก็ตาม ไม่เคยดุด่าทุบตีลูกเลย ไม่ว่าผู้หญิงผู้ชายก็ไม่ด้านไม่ฮ้าย  ว่านอนสอนง่าย ตวยก้านปฏิบัติผัวนั้นยอด  ด้านฝีไม้ลายมือของแกนั้นเลิศหาตัวจับยาก ฝ่ายข้าผู้เป็นผัวก็รอหย่อนผ่อนตนตามเขา เพราะฉนั้นมันจึงไม่มีปัญหาอะไร

                     ที่นี้มาพูดถึงความสัตย์ซื่อของข้าใฟ้ฟัง  อยู่มาวันหนึ่ง รู้ข่าวว่า ทางกรมป่าไม้เขามายึดไม่สักที่บ้านนาผา  เป็นกลองใหญ่ เจ้าประดิษฐ์ ณ น่าน ท่านเป็นคนประมูลได้ ข้าได้ชวนนายสมฤทธิ์ อิ่นแก้ว ไปขอรับลากไปก็ตกลงลากให้เอาไปไว้ที่โรงเลื่อยตีนดอยเขาน้อย  ที่นี้ชาวบ้านเขาก็มาขอลากด้วย ก็เอาตามราคาคิดเป็นท่อนลาก ทั้งเขาทั้งเรา ๆ ก็มีล้อเหมือนกัน เมื่อลงมือลากได้มากแล้ว พวกล้อเขามาขอรับเงินข้ากับนายสมฤทธิ์ ก็ไปหาเจ้าประดิษฐ พอดีก็พบท่าขอรับเงิน ท่านว่าจะเอาเท่าใด เอาให้ผม ๘๐๐ บาทครับท่าน ก็จัดแจงเอาเงินมาให้เป็นใบยาว ๆ เป็นเงินสมัยกองทับญี่ปุ่นพิม ก็รับเงินจากท่านเป็นปึกเลยก็ไม่ได้นับได้จัดอะไร  แล้วก็ลาท่าน พอดีมาถึงกลางทางมาปรึกษากันว่าไปซื้อของไปใช้ที่บ้าน  ก็จกเอาเงินมานับโอ่โห๋ มีตั้ง ๑๐ ใบ แทนที่จะได้ ๘ ใบ ข้าจึงไปหาท่านอีก แต่ไม่พบท่านถามเขาแล้วว่าท่านไปจ่ายตลาดก็ไปตามพบท่าน ๆ ถามมาอะไรอีก ข้ายกมือไว้ท่านว่า ท่านจ่ายเงินเกินครับเท่าได ๒ ร้อยครับ ท่านว่าไปเหอะก็เงินมาจ่ายให้ลูกน้องต่อแต่ไม้ก็ยังไม่เสร็จให้เขาลากต่อจนหมดก็รับเงินท่านก็ไม่แตะต้องเรื่องเงินครั้งก่อนเลยท่านยังให้ฟรี ๆ มาอีกหลายร้อยนี้แหละครับ  ซื่อไม่รู้วายตายได้ขึ้นฟ้า ขอให้ทุกคนจำไว้ของขายให้ต่อของห่อให้เต อย่าได้มักง่าย

                      @(นี้ได้รับฝากเงินลุงตาคำ ตันโน)@

                       ลุงตาคำ ตันโน ท่านเป็นคนปลูกยาสูบคนหนึ่งเหมือนกัน เมื่อได้ขายแล้วเป็นคนไม่เงินไว้กับตัวได้แล้วก็เอาฝากไว้กับข้าทุกปี ขายยาปีหนึ่งก็ร้อยอย่างสูง  แกก็เอาฝากข้าไว้ ๓ ปี มีวันหนึ่ง ท่านมาถามข้าว่า หนานเงินลุงจะมีเท่าใดฮ่า  ข้าตอบท่าวต้องดูบัญชีก่อนแกอยากได้ควาย  ควายมาทำนา ข้าลากบัญชีเงินแกออกมา ปรากฏว่าเงินท่านมี ๓๕๐ บาท ข้าถามแก่ว่า ลุงจะเอาไปใช้หรือ แกว่าไม่เอาควายสักตัวจะได้ก่อนี้ ข้าก็ไม่รู้ ฉนั้น ขอวานข้าไปส่งหาซื้อควาย ไปทางบ้านเชียงราย วันพรุ่งเช้าเอาไปก็ไปพรุ่งแจ้งก็ไป ๆ บ้านนายคำหล้า แกนั่งฝั้นเชือกอยู่บนเรือน ข้าเห็นควายมัดไว้ที่ฟื้นยุ้งข้าวหลายตัว ถามจะขายหรือคำหล้าขายถ้าให้ จับค่าจับสินก็ขายไปดูควาย ๆ เปี่ยว  ควายสาวมีตัวเดียวแต่ยังไม่เป็นนา ตัวนี้ราคา ๔๐๐ บาท ข้าต่อแกลง ๓๐๐ บาท แกลงมา ๓๕๐ บาท ข้าว่าเงินไม่พอมี ๓๐๐ บาทเท่านั้น ทำไปทำมาเอาตกลง แกแทงดังจูงมาถึงบ้านเงินเหลือ ๕๐ บาท ข้าก็เอาให้ท่านไป ควายตัวนี้มันก็มาออกลูกออกหลานตลอดวันนี้

                       เรื่องปัญหาลูกมากยากจนนี้ เจ้าพ่อคุณเอาแล้วลูกใหญ่มาเข้าในเกณฑ์เล่าเรียน ๆ ๆ ๆ  จบ รร.บ้านเรานี้แล้วก็ยังไปต่ออีก ที่แรกก็คิดว่า บ่ให้ต่อแล้ว มาคิดอีกที ลูกก็เรียนหนังสือก็ดีพร่อง จึงปรึกษากับแม่เขาว่า จะให้ลูกเราเรียนเออบางทีบุญมาวาสนาส่งได้ทำการทำงาน มันจะสบายทั้งเขาทั้งเรา คิดว่ายะอั้น

                       เฉลียว  เป็นคนแรก ส่งไปสตรีศรีน่าน จบเอาแล้วสอบเรียนครูทุน จ.บ่ได้ ลงไปเรียนสอบกรุงเทพปีแรกบ่ได้ ปีต่อมาก็ไปอีกก็อาศัยธุเจ้าสังวร คือหนานสังวรนี้แหละ ท่านเป็นพระไปอยู่วัดพระอินทร์  เฉลียว ก็ได้รับความอุปการะจากท่านจนได้เข้าศึกษา รร.บ้านสมเด็จ ๒ ปี จบทางบ้านก็จัดการหาเงินส่งทุกเดือน พูดถึงเดือดร้อนไม่ต้องพูดถึงทั้งเดือนร้อนและเจ้าพ่อคุณเฉลียว  จบเอาลไมตามมา ลไมบ่ทันจบสนิท สนอง ตามมาเป็นคู่เอาเจ้าหมู่นี้ก็ยังดีแต่อุตรดิถฐ  เอาไม่จบสมเกียรติติดมาเข้าศรีสวัสดิ์ไปเทอมเดียว ก็ป่วยไข้สมองอักเสบ อยู่ รพ.น่านเดือนกว่าก็ตาย สุดท้ายก็ฉวีวรรณ เรียนนันทจบจะไปเรียนราม ข้าไม่เอาให้ไปเรียบบัญชีที่แพร่จบก็หางานทำตลอน ๆ เป็นแต่บุญได้ทำงาน รพ.น่าน ตลอดทุกวันนี้ ส่วนเกษม - บัวลอย - เรืองศักดิ์ ไม่ต่อแม่เขาให้ทำไร่ทำนากัน  ส่วนเรืองศักดิ์ นั้น จบ ป.๔ มีคุณหมอฟุ้ง รุ่งเรือง ท่านเป็นสัตวแพทย์ จ.น่าน ได้โปรดปราน ขอเอาไปใช้งาน ข้าก็ให้ไปก็พอดีทางจังหวัดแพร่ต้องการลูกจ้างประจำ ท่านก็เอาเรืองศักดิ์ไปทำงานตลอดทุกวันนี้  เดียวลูกของผมได้ทำงาน ๖ ยัง ๒ คือ เกษม - บัวลอย เท่านั้น เออเป็นแต่แก้วแล้วแต่บุญก็บ่ได้ขายไร่ ขายนาหนึ่งเก่าแล้วหากเงินส่งลูกโดยน้ำพักน้ำแรงจริง คนเรานี้หนาครับถ้าช่างใช้ ช่างจ่าย ช่างทาน บ่ก็ดีใช้เงิน ใช้ทอง ให้มี มีผล มันก็ดี

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 26988
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 6
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (6)

เพิ่งรู้นะคะว่า ที่น่านก้อมีนามสกุล ไชยคำ นึกว่ามีแต่ที่เชียงราย ตำบลปล้องแค่นั้นเอง

ยินดีที่ได้รุ้จักคะ แต่ก้อไม่รู้ต้นตระกูลเหมือนกันว่ามาจากใหน แต่ที่รู้ ๆ คือมาจากที่อื่นมาอยู่บ้านปล้องคะ

ด้วยความยินดีต้อนรับและคำทักทายดี ๆ จากคุณวาสนา ไชยคำ

ผมก็ไชยคำคับ อยู่อุดร พ่อบอกสารครามก็มีเยอะคับ

ผมก็ ไชยคำ ครับ อยู่ มุกดาหาร ต้นตระกูล มาจากทาง สารคาม ขอนแก่น ครับ

ปู่เป็นที่รักของลูกหลานทุกคน ผมดีใจที่เกิดมาเป็นลูกหลานปู่ คำสอนของปู่ผมจำไว้ตลอด ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ผมคิดว่าปู่คงจะดีใจที่หลานคนนี้ไม่ตลบตะแลง และรักคนในตระกูลเราทุกคน

ปู่ครับถ้าวันนี้ปู่ยังรับรู้ได้ ปู่คงจะรู้ว่าหลานปู่คนนี้เป็นยังไง ผมต้องขอโทษต้องออกจากตระกูลของปู่ แต่ความเป็นปู่หลานของเรายังคงเหมือนเดิม การที่สายเลือดเดียวกัน ไม่มีความเชื่อถือกัน ความรู้สึกมันแย่มาก เลือดในตัวของผมครึ่งหนึ่งเป็นของปู่ มันไม่ได้ช่วยให้เชื่อถือได้เลยเหรอครับ ทั้งๆที่เห็นตั้งแต่เด็กๆ น่าจะรู้ว่าใครเป็นยังไง อะไรถ้าผมไม่ผิดผมจะไม่ยอมเด็ดขาด ใครที่มันเข้ามาทำให้ตระกูลเราเดือดร้อนผมจะไม่ยอมให้มันคนนั้นอยู่อย่างเป็นสุขแน่นอน ผมขอให้บรรพบุรุษของตระกูลเรา ขับให้มันผู้นั้นออกไปจากตระกูลเราโดยเร็วที่สุด อย่าได้ให้มันมาสร้างความแตกแยกในตระกูล