นครวัด ห่างจากเสียมเรียบ 7 กิโลเมตร ในเมืองเสียมราฐ อันเป็นจังหวัดหนึ่งในประเทศกัมพูชา ที่อยู่ใกล้ชายแดนไทยมาก ที่เมืองเสียมราฐนี้มีปราสาทอยู่มากมายถึง 308 ปราสาท แต่ปัจจุบันเหลือเพียงร้อยกว่าปราสาทเท่านั้น นครวัด สิ่งมหัศจรรย์แห่งมนุษยชาติ ถ้ายึดเป็นจริงเป็นจังกับคำกล่าวของอาร์โนลด์ ทอยน์บี นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ ที่บอกไว้ว่า "See Angkor and Die" ตอนนี้ก็พร้อมตายได้ทันที เพราะได้ไปชมนครวัดมาด้วยตาตัวเองเรียบร้อยแล้ว ปราสาทนครวัดนั้นสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (พ.ศ.1656-1693) ปราสาทนครวัดนี้ มีเสาหินรวมกันถึง 1,800 ต้นแต่ละต้นหนักกว่า 10 ตันขึ้นไป ต้องใช้แรงงานคนก่อสร้างหลายแสนคน ใช้ช้างเพื่อลากหินถึง 4,000 เชือก วิศวกร 3,000 คน สถาปนิก 5,000 คน และช่างแกะสลักราว15,000 คน หินที่ขนมาสร้างนี้นำมาจากเขาพนมกุเลนที่ห่างไปราว 50 กิโลเมตร ใช้เวลาสร้างถึง 37 ปี เพื่อเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดูลัทธิไวษณพนิกาย ซึ่งนับถือพระวิษณุหรือพระนารายณ์เป็นใหญ่ และด้วยความที่ตัวปราสาทสร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตกซึ่งเป็นทิศของคนตาย นักประวัติศาสตร์จึงสันนิษฐานว่าที่นี่น่าจะเป็นที่เก็บพระศพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ยื่นบัตรเข้าชมแบบวันเดียวให้เจ้าหน้าที่ชาวเขมรเจาะรูเป็นสัญลักษณ์การเข้าชม ก่อนจะเดินไปตามเส้นทางที่มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวปราสาท ซึ่งเป็นสะพานข้ามคูน้ำขนาดใหญ่ที่ขุดล้อมรอบกำแพงปราสาท อธิบายก่อนว่าการสร้างปราสาทนี้สร้างตามคติอินเดียโบราณที่เชื่อว่าโลกล้อมรอบด้วยมหาสมุทร และมีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางของโลกดังนั้นคูน้ำด้านนอกจึงเปรียบเสมือนว่าเป็นมหาสมุทรที่อยู่ล้อมรอบโลก และองค์ปรางค์ปราสาททั้ง 5 ยอดนั้นก็เปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของโลกนั่นเอง ส่วนระเบียงคดและซุ้มประตูรอบๆ ก็หมายถึงภูเขาใหญ่น้อยที่อยู่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ คติความเชื่อเหล่านี้ที่บ้านเราก็รับมาเป็นคติการสร้างศาสนสถานหลายๆ แห่งเช่นกันจะมีสะพานข้ามน้ำ มีพญานาค สิงห์ทั้งสองข้าง เมื่อเดินข้ามสะพานผ่านกำแพงศิลาเเลงชั้นนอกเข้ามาแล้ว ก็ต้องเดินบนทางปูลาดด้วยหินความยาวประมาณ 300 เมตร กว่าจะถึงเขตเทวาลัยชั้นแรก เดินมาก็ตั้งนานแล้วฉันก็ยังเห็นว่าปรางค์ปราสาทนี้มีแค่ 3 ยอดเท่านั้นเอง แล้วอีกสองยอดหายไปไหนกัน คำตอบก็คือจะต้องไปยืนดูอยู่ตรงมุมด้านซ้ายหรือขวาที่ทำมุมเฉียงๆ กับตัวปราสาท เพื่อจะได้เห็นปรางค์อีกสององค์ซึ่งถูกบังซ้อนกันอยู่อย่างสนิท นับเป็นฝีมือการคำนวณของช่างเขมรที่สุดยอดอีกแล้วเมื่อเข้ามาถึงซุ้มประตูชั้นแรก เดินเข้าไปในโคปุระ ชั้นที่ 1 ด้านหน้า จะมีพระศิวะยืนอยู่ด้านในเทวรูปพระวิษณุแปดกร สลักจากหินทรายตั้งอยู่เบื้องหน้า แต่มือบางมือรวมทั้งเศียรที่เห็นนั้นเป็นของที่ทำขึ้นใหม่ ส่วนเศียรของจริงนั้นอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติที่พนมเปญ ผ่านข้าไปด้านในด้านฝาผนังจะแกะสลักนางอัปราหลายรูป ด้านบนจะแกะเป็นรูปม้ากระโดด จากนั้นก็เดินไปทางเดินที่กำหนด ห้ามไม่ให้นั่งบนราวพญานาคกลังจะหัก และมีทางเดินให้แยกออกเป็น 3 เส้นทาง ด้านข้างจะเป็นสระน้ำ เดินเข้าไปตามเส้นทางตรงกลางผ่านนางอัสราที่แกะไว้จจำนวนมาก แต่ละชั้นจะวางคานไว้หนาแน่น มีลูกกรงผ่านมาตลอด และชั้นบนสุดอยู่ระหว่างการก่อสร้าง http://www.212cafe.com/freewebboard/view.php?user=natapol&id=832


เมื่อเข้าไปในนครวัดแล้ว ห้ามสูบบุหรี่ ห้ามทิ้งขยะ ห้ามนำอาหารเข้าไปรับประทาน และห้ามพูดเสียงใด ให้ใส่เสื้อเข้าในทางเดินเข้าสู่ปราสาทนครวัด นครวัดมีทางเดินเข้าทั้งหมด 5 ประตู ในภาพคือทางเดินประตูใหญ่ สำหรับพระมหากษัตริย์เดินเข้าสู่นครวัด เมื่อเดินเข้ามาในปราสาทนครวัด จะพบเสาใหญ่จำนวนมา แต่ละเสาจะแกะสลักอักษรขอมโบราณ เหมือนเป็นศิลาจารึกของนครวัดปราสาทนครวัดสร้างในสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เป็นศิลปะแบบนครวัด จุดประสงค์เพื่อสร้างอุทิศถวายแก่พระวิษณุเทพในศาสนาฮินดูหรือศาสนาพราหมณ์ และยังใช้เป็นสุสานเก็บพระศพของพระองค์ ด้วยเหตุนี้ปราสาทนครวัดจึงถูกสร้างให้หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ต่างจากปราสาทอื่น ๆ ที่จะหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเสียเป็นส่วนใหญ่ ตัวปราสาทประกอบด้วยโครงสร้างหลักที่เด่น ๆ ของสถาปัตยกรรมของขอม 2 ส่วน คือ ปิรามิดปราสาทและระเบียบคติที่เชื่อมติดกัน ในส่วนของปิรามิดปราสาทสร้างยกระดับขึ้นสูง 3 ชั้น แต่ละชั้นแบ่งเป็นสัดส่วนด้วยระเบียงคต มีโคปุระอยู่ทั้งสี่ทิศหลัก และศาลาที่มุมทั้งสี่มุมหรือปราสาทบริวารล้อมรอบของปรางค์ประธานบันไดทางขึ้นตัวปราสาทชั้นบน ปัจจุบันผุพังลงมาก กำลังได้รับการบูรณะใหม่ โดยทำเป็นบันไดไม้ และเปิดให้เดินขึ้นชมเพียงด้านเดียวด้านทิศตะวันตกที่เขาทำบันไดให้เดินได้อย่างสะดวก ก็คงต้องไต่กันอย่างลำบากนิดหนึ่งแต่ก็ไม่เกินความสามารถมีคนคำนวณมาให้เรียบร้อยว่าบันไดทางขึ้นสู่ปรางค์ด้านบนนั้นมีความชันประมาณ 55 องศา ก็ไม่ชันมากจนเกินจะปีนได้สะดวก แต่เนื่องจากขั้นบันไดแต่ละขั้นนั้นกว้างแค่ประมาณหนึ่งฝ่ามือตามขวางเท่านั้น การปีนจึงต้องอาศัยความเป็นผู้ดีตีนแดงตะแคงตีนปีนขึ้นไป ด้วยเส้นทางเช่นนี้ การปีนป่ายขึ้นไปจึงเป็นเหมือนการบังคับให้ต้องแสดงอาการนอบน้อมต่อเทพเจ้าที่สิงสถิตอยู่ที่นี่ไปโดยปริยาย และหากใครไต่ไปถึงด้านบนแล้ว ก็จะสามารถชมวิวรอบๆ นครวัดไปได้ไกลเลยทีเดียว บริเวณโดยรอบนครวัด จะมีภาพสลักนางอัปสราจำนวนมาก เต่ละนางจะมีบุคลิก รูปร่าง ลักษณะ ที่แตกต่างกันออกไป ภาพนางอัปสรา เล่าว่ามีทั้งสิ้น 1,600 นางที่สลักเสลาด้วยฝีมือช่างเขมรชั้นเยี่ยมให้เหมือนมีชีวิต ร่ายรำอยู่ทุกซอกทุกมุมของปราสาท มีให้ได้ชมความงามกันตั้งแต่ซุ้มประตู ตามเสาบนระเบียงคด อยู่บนองค์ปรางค์ อยู่ในทุกหนทุกแห่งที่ปราสาทนครวัดนี้ชาวเขมรเชื่อว่านางอัปสรานั้นเป็นเทพธิดาแห่งความดีงาม รวมทั้งเป็นผู้ที่คอยดูแลศาสนสถานอีกด้วย ดังจะได้เห็นนางอัปสราอยู่ในปราสาทหินต่างๆ แทบทุกแห่งของเขมร เรื่องราวของเหล่าอัปสราในนครวัดนี้หากจะว่ากันจริงๆ ก็คงจะเป็นเรื่องยาวพอดู เพราะเทพธิดาเขมรกว่าสองพันองค์นี้ต่างมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตา ท่าทาง การแต่งกาย ทรงผม ฯลฯ คือมีทั้งนางอัปสรายิ้มเห็นฟัน นางอัปสราลิ้นสองแฉก นางอัปสราเซเลอร์มูน นางอัปสรานุ่งมินิสเกิร์ต และอีกหลากหลายอัปสราในท่วงท่าต่างๆ ปราสาทที่โลกยกย่องให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ น่าทึ่งว่ากำลังจากสองมือมนุษย์เดินดินธรรมดาจะสามารถสร้างสิ่งที่ใหญ่โตอลังการเหล่านี้ขึ้นมาได้ นครวัด จึงกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก โดยรอบนครวัดทางเดินระเบียงคตด้านนอก จะมีภาพแกะสลักต่าง ๆ มากมาย ภาพแกะสลักบนระเบียงคดเสียก่อนจะขึ้นไปบนปรางค์ประธานภาพสลักบนระเบียงคดนี้ก็เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับมหากาพย์ของอินเดียทั้งหลาย รวมความยาวทั้ง 4 ด้านได้ประมาณ 600 เมตร มีความสนใจเกี่ยวกับเรื่องมหากาพย์เหล่านี้บ้าง ภาพสลักเหล่านี้ก็กลายเป็นของล้ำค่าขึ้นมาทันทีเพราะฉะนั้นขอแนะนำให้เดินตามผู้รู้ หรือมีหนังสือสักเล่มหนึ่งที่อธิบายรูปและเรื่องราวที่สลักเสลาลงบนก้อนหินเหล่านี้อย่างละเอียดลออสักหน่อย แล้วก็จะได้รับรู้เรื่องราวของสงครามที่ทุ่งกุรุเกษตร ส่วนหนึ่งของมหากาพย์มหาภารตะ ได้เห็นภาพกองทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ที่จะไปรบกับพวกจาม รวมทั้งได้เห็นภาพ เสียมกุก หรือภาพที่เชื่อว่าเป็นภาพชาวสยามที่ไปช่วยรบในกองทัพเขมรภาพนรก-สวรรค์ ภาพมหากาพย์รามายณะ ภาพพระนารายณ์ทรงครุฑสู้กับกองทัพอสูร ภาพกองทัพพระเจ้าสุริยวรมันที่สอง และภาพ "เสียมกุก" ซึ่งภาพนี้ มีผู้ตีความว่า หมายถึงกองทหารสยาม และก็วิเคราะห์ไปต่างๆ นานาทั้งด้านดี และไม่ดี เช่น บ้างก็ว่าเป็นทหารสยามที่ไปช่วยขอมรบ บ้างก็ว่าดูแล้วเป็นทหารที่ไม่ค่อยมีระเบียบวินัย คือมีการหันหน้าคุยกัน บ้างก็ว่าเป็นภาพทหารเกณฑ์รับจ้างชาวสยาม ฯลฯ ส่วนอีกภาพที่น่าพูดถึง เพราะจะไปปรากฏในปราสาทหินหลายแห่งคือ ภาพเทวดา และ อสูรกวนเกษียรสมุทร ทะเลน้ำนม หรือภาพกูรมาวตาร อันหมายถึงปางที่พระนารายณ์อวตารเป็นเต่า มีตำนานเล่าว่า สมัยหนึ่งเมื่อเทวดา และ อสูรต่อสู้กัน ฝ่ายเทวดาจะแพ้อยู่เรื่อย เนื่องจากต้องคำสาปจากฤษีตนหนึ่ง จึงไปขอให้พระวิษณุ หรือ พระนารายณ์ช่วย พระองค์ก็ได้ทรงแนะนำให้ทำพิธี "กวนเกษียรสมุทร" เพื่อให้ได้น้ำทิพย์สำหรับเทวดาดื่มแล้วเป็นอมตะ แต่การกวนเกษียรสมุทรต้องใช้เขาพระสุเมรุเป็นไม้กวน และใช้พญานาควาสุกรีเป็นเชือกพัน ต้องดึงสองข้าง เทวดาจึงออกอุบายให้อสูรช่วย โดยหลอกว่าจะแบ่งน้ำอมฤตให้ อสูรจึงยอมมาช่วย เทวดาวางแผนให้อสูรฉุดทางหัวนาค ฝ่ายเทวดาฉุดหางนาค เมื่อกวนกันไปกวนกันมา ปรากฏว่าพญานาควาสุกรีเกิดความร้อนจึงระบายด้วยการพ่นพิษออกมา พระศิวะกลัวพิษจะไปเผาผลาญโลกจึงกลืนพิษไว้ทั้งหมด กระทั่งพระศอไหม้เกรียม ด้วยเหตุนี้ พระศิวะจึงมีพระศอหรือคอสีดำ อย่างไรก็ดี การปั่น หรือกวนไปนานๆ ทำให้เขาพระสุเมรุเจาะลึกลงไปจนอาจจะทะลุโลกให้แตกสลายได้ พระนารายณ์จึงได้อวตารแปลงเป็นเต่ามารองรับภูเขาไว้ ภาพนี้จึงได้เรียก"กูรมาวตาร" อีกอย่างหนึ่ง การกวนเกษียรสมุทรนี้ปรากฏว่าได้มีของ 10 อย่างผุดขึ้นมาด้วยนั่นคือ 1. โคสุรภี สารพัดนึก 2.วารุณี เทพีแห่งสุรา 3.ต้นปาริชาติ ที่ใครได้กลิ่นจะระลึกชาติได้ 4. พระจันทร์ 5.พิษร้ายให้พญานาคเสพชูกำลัง 6.ลักษมีเทวี ต่อมาเป็นชายาพระนารายณ์ 7.ม้าอุจไฉรพ 8.ช้างเอราวัณ 9.ธันวันตริ แพทยสวรรค์ และ10.เหล่านางอัปสร 35 ล้านองค์ นางอัปสรแปลว่า"ผู้กระดิกในน้ำ หมายถึงผู้ที่เกิดจากการกวนน้ำ ซึ่งที่เขมรนี้จะเรียกกันว่า "นางอัปสรา" ถ้าพูดแบบชาวบ้านก็หมายถึงนางฟ้า หรือ เทพธิดานั่นเอง นางอัปสรานี้จะเป็นภาพจำหลักอยู่ตามจุดต่างๆ ในปราสาทหินทุกแห่ง เสมือนหนึ่งบริวารผู้คอยรับใช้เทพเจ้า ในตัวปราสาทนครวัดก็มีนางอัปสราถึงพันกว่าองค์ แต่ละองค์ก็จะมีลีลาท่าทางต่างกันไป บ้างก็ยิ้มเห็นฟัน บ้างก็นุ่งขาสั้น บ้างก็อยู่ในท่าร่ายรำ ฯลฯ แต่ละองค์จะทรงท๊อปเลส(คือไม่ใส่เสื้อ) หลายองค์ถันจึงมันแพล่บ เพราะถูกนักท่องเที่ยวลูบคลำ จะว่าไปแล้วนางอัปสราก็เป็นเหมือนสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของปราสาทหินที่นี่ และด้วยเหตุนี้กระมัง นาฏศิลป์ของเขมรจึงมีการแสดงชุดนางอัปสราอยู่ด้วย ซึ่งดูสวยงามแปลกตาดี ภาพสลักการกวนเกษียรสมุทร ฝ่ายอสูรยึดพญานาควาสุกรีทางด้านหัว เทวดายึดด้านหาง พันร่างพญานาคเข้ากับภูเขามันทระแล้วร่วมมือกันกวนเกษียรสมุทรหรือทะเลน้ำนมเพื่อให้ได้น้ำอมฤตมา โดยมีพระนารายณ์บัญชาการอยู่ตรงกลาง การกวนเกษียรสมุทรนี้ทำให้เกิดของวิเศษหลายสิ่งขึ้นมา รวมทั้งนางอัปสราด้วย โดยในภาพก็ได้สลักรูปนางอัปสราตัวเล็กๆ ลอยร่ายรำอยู่เหนืออสูรและเทวดาเหล่านั้นด้วย นางอัปสรที่นครวัดอัปสร หรือ นางอัปสร ถือเป็นชาวสวรรค์จำพวกหนึ่ง มีเพศเป็นหญิง อาจเรียกว่า นางฟ้า ก็ได้ แต่ไม่ใช่เทวดา มีฐานะเป็นอมนุษย์ บังเกิดขึ้นเมื่อครั้งกวนเกษียรสมุทร เพื่อเอาน้ำอมฤตขึ้นมา ดังความปรากฏในมหากาพย์มหาภารตะ ของอินเดียคำว่า "อัปสร" นั้น มาจากคำว่า "อัป" (หมายถึง น้ำ) และ "สร" หมายถึง การเคลื่อนไป อัปสร จึงหมายถึง ผู้ที่เคลื่อนไปในน้ำ อันเป็นกำเนิดของนาง ทว่าโดยทั่วไป ถือว่านางเป็นชาวสวรรค์ในเรื่องเล่าของอินเดียมีการกล่าวถึงนางอัปสรไว้มากมาย นับว่าเป็นตัวละครที่สำคัญตัวหนึ่งในตำนานของอินเดีย ไม่น้อยไปกว่าเทพเจ้าและชาวสวรรค์อื่นๆตามตำนานของฮินดู กล่าวว่าพระพรหมทรงสร้างนางอัปสรขึ้น และเป็นนางบำเรออยู่ในราชสำนักของพระอินทร์ ในคัมภีร์นาฏยศาสตร์ ได้กล่าวถึงนางอัปสรที่สำคัญไว้หลายตนด้วยกัน เช่น มัญชุเกศี, สุเกศี, มิสรเกศี, สุโลจนะ, เสาทมิณี, เทวทัตตะ, เทวเสนะ, มโนรม, สุทาติ, สุนทรี, วิคัคธะ, วิวิธ, พุธ, สุมล, สันตติ, สุนันทา, สุมุขี, มาคธี, อรชุนี, สรลา, เกระลา, ธฤติ, นันทา, สุปุษกลา, สุปุษปมาลา และ กาลภานางอัปสรมีอำนาจแปลงกายได้ ทั้งยังมีความสามารถในการขับร้องและเต้นรำเป็นอย่างยิ่ง ในราชสำนักของพระอินทร์มีนางอัปสรอยู่ 26 ตน แต่ละตนมีความสามารถในเชิงศิลปะต่างๆ กัน เทียบได้กับตำนานมูเซ (muse) ของกรีกโบราณนอกจากนี้ยังมีตำนานกล่าวต่อไปว่า นางอัปสรนั้นเป็นชายาของคนธรรพ์ ซึ่งเป็นนักดนตรีในสวรรค์ โดยนางจะเต้นรำไปตามจังหวะดนตรีที่สามีของตนบรรเลง โดยทั่วไปมีความเชื่อว่านางอัปสรเป็นเครื่องหมายแห่งความเจริญงอกงาม แต่บางถิ่นก็เชื่อว่าอัปสรมีอำนาจแห่งความชั่วร้ายอยู่ด้วยในปราสาทนครวัดของกัมพูชา มีการสลักภาพนางอัปสรไว้มากมาย โดยที่แต่ละรูปมีใบหน้า ท่าทาง และการแต่งกายที่แตกต่างกันไปg/ นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีภาพสลักเรื่องราวมหากาพย์รามายณะหรือรามเกียรติ์เช่น ภาพการรบที่ทุ่งกุรุเกษตร ภาพขบวนทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ภาพการตัดสินคดีความและความชั่วของพญายม ภาพการกวนเกษียรสมุทร เป็นต้น























































