ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 40-50 ปีก่อน ยุคที่ถูกสมมติให้เรียกว่ายุค “เบบี้มูมเบอร์ (Baby Boomer)” เด็ก ๆ ที่เกิดมาพร้อมเพรียงกันมากหน้าหลายตา เมื่อถึงวัยที่โสตประสาทสัมผัส รู้เรื่อง รู้ราว นั้นก็ถูกกล่อมด้วย “นิยายความรัก...”
ย้อนกลับขึ้นมาหน่อยประมาณ 20-39 ปีก่อน ยุคที่ถูกสมมติเรียกว่ายุค “Generation X” เด็ก ๆ ที่เกิดมาในสมัยนั้น เกิดน้อย เกิดยาก แต่เมื่อถึงวัยที่โสตประสาทสามารถรับรู้ เข้าใจ ความเป็นไปแห่งโลกผ่าน “สื่อ (Communication)” โดยสาร นั้นก็ถูกกล่อม ถูกสร้างด้วย “หนังจักร ๆ วงศ์ ๆ” พร้อมผสานผสมด้วย “นิยายแห่งความรัก...”
จวบจนล่วงเข้ามาถึงสมัยนี้เด็ก ๆ ที่เกิดมาจนถึงอายุประมาณ 19 ปี ช่วงวัยที่ถูกสมมติเรียกว่า “Generation Y” เขาทั้งหลายเกิดมาด้วย “คุณภาพ” คัดสรร เลือกเฟ้น ตั้งแต่ก่อนเกิด ขณะเกิด หลังเกิด และทุกย่างก้าวบนชีวิตของเขาทั้งหลาย เมื่อย่าวกรายผ่านและรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส ชีวิตเขาทั้งหลายรับรู้ ชี้ชัด และไม่ขัดอุดมการณ์ “ชินจูกุ” และ “ซี่รี่ย์เกาหลี...”
หนังสือ นิยาย เสียงอ่าน วิทยุ คลื่นเสียง โทรทัศน์ โทรศัพท์ อินเทอร์เนท ในแต่ละยุค แต่ละสมัย ได้นำมาซึ่งการกล่อม การเกลาให้เป็น “วาทกรรม” แห่งชีวิต แห่ง “จิตใจ...”

ผู้ใหญ่กับความรักที่มีทั้งเปรี้ยว ทั้งขม ทั้งหวาน เปรียบปรานน้ำผึ้งผสมมะนาว สืบทอดเรื่องราวผ่านชีวิตครั้นล่วงวัย
คนกลางคนที่อุดมไปด้วยเกียรติ ยศ ชื่อเสียง ความหรูหรา ฟู่ฟ่า ทำงาน ทำชีวิตให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน เงินตรา เพื่อใช้ตีราคา “ค่าแห่งความรัก (Love Value…)”
เด็ก ๆ เด็กแว๊น เด็กหัวตั้ง หัวทอง ทรงผม ค่านิยมที่แปลกประหลาด ร้อนก็แต่งตัวเหมือนหนาว แต่ละวันของชีวิตก็พร่างพราวด้วยแสงสี ดนตรี และ “เพื่อนใจ...”
เด็กที่เกิดในยุคในสมัยใดก็ต่างที่มีอุปนิสัยที่ได้มาจาก “วาทกรรม” ในสมัยนั้น
“ยุคแห่งวาทกรรม (Age of Discourse)” น้อมนำมาเป็นเครื่องชักนำ “อุปนิสัยแห่งจิต (Mind innate character)”

หากย้อนกลับไปนานอีกสักหน่อย มีอีกยุคหนึ่ง คือ ยุคของผู้คนที่เรียกว่า “คนสูงอายุ” ท่านทั้งหลายถูกเลี้ยงดู กล่อมเกลา ถูกเสี้ยม ถูกเหลา ด้วย “ธรรมะ (Dhamma)”
ยุคแห่งธรรม (Age of Dhamma) เป็นยุค เป็นสมัยของสังคมที่สงบสุข ถ้อยที ถ้อยอาศัย สังคมที่อยู่กันด้วย “น้ำใจ (Kindness Society)” เป็นสังคมแห่งการ “ให้อภัย (Social to Forgive)” มีใจอยู่เพื่อกันและกัน

ท่านทั้งหลายมี “ธรรม” เป็นเครื่องน้อมนำในการดำเนิน “ชีวิต”
จิตแห่งบุญ ใจแห่งกุศล เป็นผลแห่งคนที่ดำรงตนด้วย “ธรรม”

วาทกรรมแห่งยุค เป็นบทพิสูจน์ความเป็นไปของ “ชีวิต”
จิตใจของคนที่อยู่ในสังคมย่อมถูกระคนด้วย “วาทกรรม” ที่ถูกสรรค์สร้าง
แต่เมื่อครั้นล่วงจวบสมัย กาลเวลาผ่านไป เมื่อสังคมกลายเป็นสังคมแห่ง “เศรษฐกิจ (Social Economics)” วาทกรรมทั้งหลายจึงเป็น “วาทกรรมแห่งผลประโยชน์ (Gain Discourse)”
ธรรมะและศาสนา เริ่มหายหน้า ขาดตา เมื่อเริ่มต้นการเข้ามาแห่ง “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม”
ทุกย่าวก้าวที่ต้องใช้เท้าก้าวด้วย “เงิน” สิ่งใดที่ได้มาซึ่ง “เงิน” เขาทั้งหลายย่อมใช้เพื่อก้าวไป
คนไทย เด็กไทย ทุกวันนี้จึงต้องไร้ซึ่ง “ธรรม”
การขาดธรรมที่ใช้น้อมนำเป็นวาทกรรมแห่งชีวิตนั้นสังคมนี้จึงวุ่นวายนัก...
“ธรรมะวาทกรรม(Dhamma Discourse)” เป็นกุศลกรรมที่นำความประเสริฐ สะอาด สว่าง และบริสุทธิ์ แด่ชีวิตทั้ง “จิตใจ”
มาร่วมน้อมนำ “ธรรม” มาเป็นวาทกรรมแห่งยุค นำ “ธรรมะ” ชูขึ้นมาให้เกิดวาทกรรมแห่งสมัย
น้อมนำธรรมะเข้ามาสู่จิต สู่ใจ เพื่อสรรค์สร้างสังคมไทยให้งดงาม...

คนไทย..เด็กไทย ทุกวันนี้จึงต้องไร้ซึ่งธรรม...ยายธีมีประสพการณ์หนึ่งวันหนึ่งในกรุงเทพยืนอยู่ในรถเมล์สายหนึ่งรถติดวิ่งกระเถิบๆมาจากอนุสาวรีย์ชัยจนไปถึงแถวๆดุศิตยายธีเกาะเสาโหนต่องแต่งไปตามเวลาที่เร่งรีบไม่ได้บนรถเมล์นั้น...ได้ยินเสียงเบาๆข้างหูว่าคุณยายนั่งนี่สิคะ..ว่าแล้วเด็กสาวสองคนขึ้นั่งบนตักซ้อนกัน..เพื่อให้ยายธีนั่งด้วย..วันนั้นจนทุกวันนี้ก็ยังจำเหตุการณ์นั้นได้ดี...เด็กไทยเราคงจะไม่ไร้ธรรมไปเสียทีเดียว..ทุกวันนี้