องค์การสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ ปัจจัยเปลี่ยนประเทศ

นพ. ประเวศชูองค์การสื่อสารเพื่อเรียนรู้ ปัจจัยเปลี่ยนประเทศ

ประเวศ วะสี เสนอตั้ง"อรส." องค์การสื่อสารที่ดี นำเสนอดี มุ่งปฏิรูปการเรียนรู้ ระบุทำ 10 หน้าที่ เช่น สร้างจิตสำนึกใหม่ตระหนักศักดิ์ศรีมนุษย์ รวมตัวร่วมคิดร่วมทำแนวราบ สร้างเสริมชุมชนเข็มแข็ง ส่งเสริมการรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารญาณ ส่งเสริมการเรียนรู้ในโรงเรียน ด้วยครูดี ใช้สื่อทันสมัยสื่อสารเพื่อพัฒนาการเมือง สร้างสื่อสุนทรียธรรมและจิตตปัญญา

 

การเปลี่ยนแปลงประเทศไทย องค์การสื่อสารเพื่อการเรียนรู้

โดย ศาสตราจารย์ นพ.ประเวศ วะสี

ปัญหาใหญ่ของประเทศไทยและของโลกก็คือ เราอยู่ในประเทศเดียวกันและโลกเดียวกันแต่รู้ไม่เท่ากัน การรู้ไม่เท่ากันนำไปสู่ปัญหานานาประการ ซึ่งต่อไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรง

การทำให้คนรู้ทั่วถึง ทัดเทียม เท่าทัน จึงเป็นจุดเปลี่ยนประเทศไทย และจุดเปลี่ยนโลก ระบบการศึกษาอย่างที่มีไม่สามารถสร้างการรู้อย่างทั่วถึง ทัดเทียม เท่าทันได้ เทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัยสามารถทำหน้าที่ตรงนี้ได้ แต่ขณะนี้การสื่อสารที่มีทั้งหมดยังถูกใช้ไปในทางผิด ๆ ด้วยอิทธิพลของเงิน ฉะนั้น จึงควรมี องค์การสื่อสารของรัฐที่เป็นอิสระและมีสมรรถนะสูง เพื่อการเรียนรู้ของคนทั้งมวล หรือ "อสร."

ประเทศของเราตกอยู่ในความหมักหมมของอำนาจ และความไม่รู้หรืออวิชชา คนทั้งหลายยังขาดวัฒนธรรมการเรียนรู้ ขาดการรับรู้ความจริง การใช้เหตุผลและมีวิจารณญาณ ถูกล้างสมองได้ง่ายจากการโฆษณาประชาสัมพันธ์ และการปลุกปั่นทางการเมือง ตกเป็นเหยื่อของการบริโภคความขัดแย้ง แตกแยกและรุนแรง การสื่อสารที่ดีจะพาสังคมออกจากอำนาจของอวิชชา

องค์การสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ ควรจะมีวัตถุประสงค์อย่างน้อย ดังต่อไปนี้

๑.สร้างจิตสำนึกใหม่ ให้คนไทยทั้งมวลเกิดสำนึกในศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของตนเอง และเปิดศักยภาพแห่งการสร้างสรรค์ให้เต็มที่

๒.สร้างวัฒนธรรมการอ่าน คนไทยอ่านน้อย ในเรื่องที่ซับซ้อนถ้าไม่อ่านจะไม่เข้าใจ เมื่อไม่เข้าใจก็ไม่สามารถเผชิญกับความซับซ้อนได้ ทำให้สังคมติดขัดและวิกฤตขึ้นเรื่อย ต้องสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้ได้

๓.ส่งเสริมการรวมตัว ร่วมคิดร่วมทำ สังคมไทยเป็นสังคมอำนาจ มีโครงสร้างสัมพันธ์ทางดิ่ง สังคมทางดิ่งจะมีการเรียนรู้น้อย แต่มีพฤติกรรมทางลบมาก จะขัดแย้งและรุนแรงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปเป็นสังคมทางราบ คือมีการรวมตัว ร่วมคิดร่วมทำด้วยความสมัครใจ ในทุกพื้นที่ในทุกองค์กรและในทุกเรื่อง เกิดความเป็นประชาสังคม ความเป็นประชาสังคมจะทำให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี การสื่อสารต้องส่งเสริมการเกิดขึ้นแห่งประชาสังคม

๔.ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น อำนาจรัฐรวมศูนย์เป็นปัญหาของประเทศนำไปสู่ความขัดแย้งทั่วแผ่นดิน และทำให้เกิดการเมืองที่เข้ามาคิดรวบอำนาจรัฐรวมศูนย์ ต้องกระจายอำนาจไปสู่ชุมชนท้องถิ่นโดยทั่วถึง ถ้าภายใน ๑๐ ปี ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งทุกทางประเทศไทยจะพ้นวิกฤต กิจการทุกชนิดจึงควรไปส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น รวมทั้งการสื่อสาร

๕.ส่งเสริมการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การคิดด้วยเหตุผลและการมีวิจารญาณ ทุกวันมีข้อมูลข่าวสารเกิดขึ้นเต็มโลก เป็นขยะเสียก็มาก การสื่อสารต้องช่วยให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารตามความเป็นจริง กระตุ้นให้คิดด้วยเหตุผล ให้แยกแยะได้ว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง อะไรมีประโยชน์ อะไรมีโทษอย่างไร ประชากรที่มีวิจารณญาณ เป็นประชากรที่มีคุณภาพสูง คุณภาพของประชากรเป็นทุนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ การสื่อสารต้องส่งเสริมการมีคุณภาพของประชากรโดยรวดเร็วควรมีรายการที่เชื่อมต่อให้ทุกบ้านและทุกชั้นเรียน มีการวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารทุกวัน

๖.สร้างและส่งความรู้เพื่อการใช้งาน (Working Knowledge) ความรู้จำเป็นแก่ชีวิตตั้งแต่ครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน ควรสำรวจความต้องการการใช้ความรู้ เพื่อชีวิตและงานของคนกลุ่มต่างๆ และส่งเสริมให้มีการสร้างความรู้ที่ถูกต้องและมีประโยชน์ ทุกวันนี้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่สับสนมากถึงประโยชน์และโทษของสิ่งต่างๆ เพราะการมุ่งโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อธุรกิจการค้าและเพราะการขาดความสามารถทางวิชาการของนักวิชาการ มหาวิทยาลัยต่างๆ ควรจะตั้งศูนย์ความรู้เพื่อสังคม เพื่อวิเคราะห์สังเคราะห์ให้ได้ความรู้ที่แม่นยำและเหมาะแก่การใช้ประโยชน์ของประชาชนและประชาชนเข้าถึงได้ง่าย

๗.ส่งเสริมการเรียนรู้ในโรงเรียน นักเรียนทุกคนควรจะได้มีโอกาสเรียนรู้จาก “ครูดี” ครูดีจะก่อให้เกิดความบันดาลใจและความสนุกในการเรียนรู้ แต่ขณะนี้เป็นไปไม่ได้ที่นักเรียนในทุกห้องเรียนทั่วประเทศจะมีโอกาสได้เจอครูที่สอนเก่ง แต่เป็นไปได ้โดยเทคโนโลยีการสื่อสาร เป็นไปได้ที่จะแสวงหาครูที่สอนเก่งในวิชาต่างๆ และใช้เทคโนโลยีการสื่อสารสื่อไปสู่ทุกห้องเรียนที่ต้องการเรียนวิชานั้นๆ ให้ทั้งนักเรียนและครูได้ดูฟังพร้อมกัน แล้วนำไปปุจฉาวิสัชนากันต่อไป เป็นการพัฒนาทั้งครูและนักเรียนไปพร้อมกัน

๘.การสื่อสารเพื่อการพัฒนาการเมือง การเมืองที่ด้อยพัฒนานำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรง การเมืองด้อยพัฒนาเพราะอยู่ในภพภูมิของอำนาจ ผลประโยชน์ความไม่รู้ จึงต้องมีการยกระดับไปสู่ภพภูมิใหม่แห่งการใช้ความรู้และเหตุผล ควรจัดให้กลุ่มที่มีความเห็นทางการเมืองที่ แตกต่างกันมีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นของตนให้ประชาชนรับรู้ทั้งประเทศ

เมื่อเริ่มต้นกลุ่มเหล่านี้อาจจะมีวาทกรรมแบบเดิม ๆ คือ ขาดฐานข้อมูลความรู้ และขาดการใช้เหตุผล ควรมีศูนย์ข้อมูลความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องคอยให้ข้อมูลแก่ผู้รับชมรับฟัง พร้อมทั้งแสดงวิธีคิดด้วยเหตุผล ในที่สุดสังคมผู้รับชมรับฟังจะเข้ามากำกับให้นักการเมืองใช้ข้อมูลหลักฐานความรู้และการคิดอย่างมีเหตุผล พัฒนาการเมืองจะเกิดขึ้นเมื่อสาธารณะที่มีความรู้และเหตุผลเข้ามากำกับให้นักการเมืองใช้ความรู้และเหตุผล

๙. สร้างสื่อเพื่อการเรียนรู้ อสร. ควรส่งเสริมให้มีการสร้างสื่อดีๆ ทุกรูปแบบ เพื่อการเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ นิทาน การ์ตูน มัลติมีเดีย ซอฟแวร์ต่างๆ เพื่อส่งต่อไปให้ประชาชนในรูปแบบต่างๆ

๑๐.สื่อสุนทรียธรรมและจิตตปัญญาศึกษา อสร. ควรสื่อสารศิลปะ วัฒนธรรมและความดีงามต่าง ๆ ไปสู่ประชาชนโดยกว้างขวาง ด้วยวิธีการที่ไม่น่าเบื่อ และในทำนองเดียวกันส่งเสริมให้มีการรู้จิตของตัวเองแล้วเกิดปัญญา ที่เรียกว่าจิตตปัญญาศึกษา ซึ่งมีแนวทางอันหลากหลายน่าสนใจและสนุก สุนทรียธรรม และจิตตปัญญาศึกษา จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) ทั้งในระดับบุคคล องค์กร และสังคม

ที่ยกตัวอย่างมาทั้ง ๑๐ เรื่อง เป็นเรื่องที่องค์การสื่อสารเพื่อการเรียนรู้สามารถทำได้ และจะเป็นจุดเปลี่ยนประเทศไทย ไม่เป็นการยากเลยที่รัฐบาลจะออกกฎหมายจัดตั้งองค์การสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ที่เป็นอิสระและมีงบประมาณพอเพียงและคล่องตัว ถ้าหากใช้เงินสักปีละ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็นับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับการใช้เงินไปมากๆ แต่ไม่ได้ประโยชน์คุ้มค่าเท่าการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ของคนทั้งชาติ

ข้อสำคัญต้องมีกลุ่มคนที่มีจิตสำนึกสูง มีฉันทะ วิริยะอย่างแรงกล้าที่จะส่งเสริมการเรียนรู้ของคนทั้งมวล เข้าใจเรื่องความรู้ การเรียนรู้ การสื่อสารและการจัดการ ขอให้คนที่เป็นกัลยาณมิตรเช่นนี้ก่อตัวกันขึ้น ทำแผนองค์การสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ และยกร่างพระราชบัญญัติจัดตั้ง โดยทำเป็นกระบวนการสาธารณะแล้วเชื่อมต่อกับทางการเมือง ผมเชื่อว่าไม่มีวิญญูชนคนใดจะไม่ต้องการให้เรื่องดีๆ เช่นนี้เกิดขึ้น ขอแต่เพียงให้ทำเป็นและจัดการเป็น

จากนสพ.กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 18 มิถุนายน 2552  คอลัมน์เวทีความคิด  .....(ขออนุญาตินำมาเผยแพร่)