เขียนประวัติศาสตร์สร้างสุขชุมชน....ฉบับประชาชนคนวังอ่าง
โดย
ประสิทธิชัย หนูนวล, เสณี จ่าวิสูตร,
ศิลป์เรืองศักดิ์ สุกใส, ทรงวุฒิ พัฒแก้ว,อารียา เรืองประดิษฐ์
กองทุนสุขภาพบทพิสูจน์การแปรนโยบายรัฐสู่นโยบายชุมชน กิจกรรมอีกประการหนึ่งที่ชุมชนตำบลวังอ่างร่วมกันดำเนินการก็คือกิจกรรมกองทุนสุขภาพ กองทุนสุขภาพเป็นนโยบายของรัฐที่ส่งลงมายังพื้นที่ชุมชนโดยอยู่ภายใต้โครงสร้างของ อบต. ซึ่งการดำเนินกิจกรรมของกองทุนสุขภาพมีระเบียบที่กำหนดขึ้นในระดับหนึ่งให้ปฏิบัติตาม ซึ่งหากพื้นที่ใดดำเนินการตามระเบียบที่กำหนดมาหรือตกอยู่ภายใต้การดำเนินงานของ อบต. เพียงอย่างเดียว กิจกรรมที่ก่อกำเนิดขึ้นก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถตอบสนองต่อการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตของสมาชิกในชุมชนได้อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นชุมชนวังอ่างจึงร่วมกันกำหนดทิศทางการดำเนินกิจกรรมขึ้นมาด้วยการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานของกองทุนและตัวบุคคลที่จะเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการกองทุน การลุกขึ้นมากำหนดทิศทางดังกล่าวของชุมชนจึงไม่ใช่เพียงแค่การรวมตัวกันทำกิจกรรมเท่านั้น แต่ยังเปรียบเสมือนสัญญะที่บ่งบอกถึงการสั่นคลอนอำนาจการกำหนดของรัฐโดยการจัดสรรพื้นที่ทางอำนาจมาให้ชุมชนเป็นผู้กำหนดด้วย เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับกองทุนสุขภาพย่อมส่งผลต่อคนในระดับพื้นที่ พวกเขาลุกขึ้นมากำหนดจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจยิ่ง ๓ เรือนร่างสร้างสุขที่คนวังอ่างออกแบบ โครงสร้างหลวมเพื่อการเคลื่อนงานที่มีประสิทธิภาพ หากจะพยายามอธิบายโครงสร้างที่เป็นแบบแผนของชุมชนวังอ่างอาจไม่สามารถหาคำอธิบายได้ เพราะสภาพที่เป็นอยู่กระบวนการทำงานของชุมชนวังอ่างไม่ได้จัดการให้การเคลื่อนงานเป็นแบบแผนหรือโครงสร้างที่ชัดเจน แต่ทว่ามีการขับเคลื่อนงานด้วยโครงสร้างแบบหลวมๆ ผู้คนเกี่ยวร้อยกันด้วยความคิดมากกว่าฐานะตำแหน่ง สิ่งที่ทำร่วมกันอย่างแข่งขันคือกระบวนการเรียนรู้ แต่ในภาคปฏิบัติมีทั้งร่วมกันทำและแยกกันทำ การจัดการงานจึงมีทั้งความเป็นอิสระและผูกพันเชื่อมโยงกันและกัน สร้างผู้นำกิจกรรมกระจายตามหมู่บ้านไม่มีผู้นำกลุ่มเดียว สำหรับกลุ่มผู้นำไม่ได้มีการแต่งตั้งในรูปคณะกรรมการอย่างเป็นทางการ หากแต่กรรมการดำรงอยู่ตามกลุ่มต่างๆ ทั้งในฐานะกลุ่มชุมชน และกลุ่มผู้นำที่เป็นทางการ ลักษณะการเคลื่อนงานของตำบลวังอ่างจึงไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจน และนี่อาจเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงแบบฉบับของชาววังอ่างที่ใช้สำหรับการขับเคลื่อนงาน กลุ่มคนทำงานไม่ได้กระจุกอยู่ตรงส่วนหนึ่งส่วนใดแต่กระจายอยู่ตามหมู่บ้านต่างๆ ทำให้มีคนทำงานกระจายและพอสำหรับการทำงานในพื้นที่ต่างๆ โดยไม่ได้อาศัยกลุ่มผู้นำเพื่อขับเคลื่อนงานเหมือนหลายพื้นที่ซึ่งกำลังเกิดปรากฎการณ์ผู้นำกลุ่มเดียว อย่างไรก็ตามหากพูดถึงกลุ่มคนในระดับตำบล กิจกรรมของชุมชนวังอ่างยังเป็นช่วงของการปรับฐานของตัวเองให้แข็งแรง หากแต่เป็นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลภายใต้ภาคปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริงในชุมชน สร้างฐานกิจกรรมระดับหมู่บ้านเชื่อมโยงระดับตำบล กิจกรรมที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับการจัดวางกำลังคน กล่าวคือมีกิจกรรมกระจายในระดับหมู่บ้าน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สมาชิกในชุมชนสนใจและเริ่มดำเนินการจัดตั้งเป็นกลุ่มกิจกรรม มีความเข้มแข็งมากน้อยแตกต่างกันไป แต่กลุ่มเหล่านี้จะเป็นฐานที่สำคัญสำหรับการขับเคลื่อนงานและการพัฒนาศักยภาพของแกนนำในแต่ละหมู่บ้าน สิ่งที่น่าสนใจก็คือการเกิดขึ้นของกิจกรรมเหล่านี้เป็นผลมาจากการจัดทำแผนสุขภาวะระดับตำบล เพราะฉะนั้นการคิดกิจกรรมของแต่ละหมู่บ้านก็จะผ่านการเรียนรู้ข้อมูลในระดับตำบล หมายถึงเรียนรู้สภาพปัญหาของหมู่บ้านอื่นๆและรู้ว่าหมู่บ้านใกล้เคียงทำกิจกรรมอะไร เมื่อกิจกรรมดำเนินไปในลักษณะนี้จึงเกิดกลไกของการเชื่อมโยงช่วยเหลือกันและกัน ความพยายามทั้งหมดเพื่อนำไปสู่การจัดการตนเอง ในช่วงนี้ราคายางพาราตกต่ำรายได้ของชาวสวนยางซึ่งเป็นรายได้ส่วนใหญ่ของคนที่นี่หายไปครึ่งหนึ่ง หลายคนสะท้อนให้ฟังว่าถ้าเป็นเมื่อก่อนคงไม่คิดอะไร มีแต่รอรับผลกระทบที่เกิดขึ้นแต่ไม่เกิดการปรับตัวใหม่ แต่หลังจากผ่านกระบวนการเรียนรู้ จัดทำกิจกรรมที่นำไปสู่การจัดการให้ตัวเองพึ่งภายนอกน้อยลง หรือรู้จักจัดการกับรายได้ของครัวเรือนมากขึ้น ภายใต้กระบวนการดังกล่าวทำให้วิกฤติยางพาราครั้งนี้ ชุมชนมีความมั่นใจในการปรับตัวมากขึ้นภายใต้หลักคิดความพอเพียง โดยมีการจัดการทั้งในส่วนของตนเองและส่วนรวม การเรียนรู้ที่ผ่านมาทำให้ชุมชนเกิดความเชื่อมั่นว่าพวกเขามีศักยภาพในการที่จะพึ่งตนเองได้ ความเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองนำมาสู่วิธีคิดแบบใหม่ที่มั่นใจต่อการรับมือภัยคุกคามทั้งหลาย ตลอดจนเสริมความเชื่อมั่นดังกล่าวด้วยการทำกิจกรรมเพื่อที่จะนำไปสู่คำตอบของการพึ่งตัวเองมากขึ้น เรือนร่างความคิดคือเบื้องหลังของกิจกรรมสร้างสุข หากถอดรหัสความคิดของชุมชนตำบลวังอ่างจะพบว่าจุดเปลี่ยนหลักของชุมชนนี้เกิดขึ้นในช่วงของการต่อสู้การสร้างอ่างเก็บน้ำ จนชาวบ้านจดจำว่าชุมชนมีสิทธิในการปกป้องทรัพยากรของชุมชนเอง คำว่า สิทธิชุมชน จึงเปรียบเสมือนตราสำคัญที่เป็นเกราะป้องกันชุมชนจากภัยคุกคาม และที่สำคัญชุมชนเริ่มเข้าใจและใช้คำว่าสิทธิชุมชนในการปกป้องภัยที่เกิดจากภายนอกเป็นผลสำเร็จจนเกิดความเชื่อมั่นตามมา การเรียนรู้ของชุมชนไม่ได้หยุดแค่นั้นแต่พัฒนาต่อมาเป็นการเรียนรู้ที่จะจัดการเพื่อที่จะพึ่งตัวเองให้ได้ ภายใต้การเรียนรู้หลากหลายแบบชุมชนได้วิธีคิดชุดที่สองคือ การพึ่งตนเอง ซึ่งเป็นหลักคิดที่สำคัญและถูกแปรออกมาสู่รูปธรรมกิจกรรมในหลายระดับ การพึ่งตนเองยังเป็นวิธีคิดที่สำคัญในการรับมือจากความแปรปรวนของปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยเฉพาะมิติทางเศรษฐกิจ ซึ่งชุมชนเหล่านี้ได้มีกิจกรรมหลายรูปแบบเพื่อนำไปสู่การจัดการพึ่งตนเองทั้งในระดับบุคคล ครัวเรือนและชุมชน หลักคิดการพึ่งตนเองสอดคล้องกับเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้ชุมชนเกิดความมั่นใจว่าจะสามารถอยู่ได้แม้ว่าความผันผวนข้างนอกจะมีมาอย่างมากมาย การดำเนินกิจกรรมแผนสุขภาวะชุมชนสะท้อนหลักคิดที่สำคัญเรื่องการ จัดการเชิงระบบ ผู้นำหลายคนเล่าให้ฟังว่า ทำไมถึงต้องทำแผนสุขภาวะชุมชน คำตอบที่น่าสนใจก็คือว่า เราต้องมองเชิงระบบ จัดทำข้อมูลที่เพียบพร้อม วางกลไกร่วมกัน และพัฒนาศักยภาพความคิดของคนพร้อมกันไปจึงจะแก้ปัญหาได้ดี การจัดทำแผนสุขภาวะชุมชนคือการเล่นกับข้อมูลที่มีการจัดเก็บและวิเคราะห์ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้ชุมชนไม่เคยทำมาก่อน ถือเป็นหลักคิดที่ยกระดับการพัฒนาของคนในตำบลซึ่งพยายามแก้ปัญหาด้วยการมองปัจจัยและเงื่อนไขที่รอบด้านมากขึ้นในการแก้ปัญหา การปรับตัวต่อปฏิบัติการทางนโยบายของรัฐในประเด็นกองทุนสุขภาพถือว่าเป็นการแสดงศักยภาพของชุมชนในการปรับเปลี่ยนนโยบายของรัฐให้เหมาะกับชุมชน ด้วยกระบวนการสร้างความหมายให้กับกองทุนสุขภาพว่าเป็นกิจกรรมของชุมชน ซึ่งจะนำไปสู่รูปธรรมปฏิบัติการและกลไกการบริหารจัดการที่เป็นประโยชน์กับชุมชน และยังหมายรวมถึงกระบวนการทำงานกับกลไกของรัฐที่ชุมชนมีอำนาจต่อรองและกำหนดบางสิ่งบางอย่างได้ภายใต้ผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับสมาชิกส่วนใหญ่ของชุมชน นอกจากนี้การทำงานของชุมชนวังอ่างยังมีกระบวนการเชื่อมภาคีกับภาคส่วนต่างๆมาร่วมทำงานกับชุมชนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งหน่วยงานในพื้นที่ด้วย ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันที่สำคัญของชุมชนสำหรับการเสริมในส่วนที่ชุมชนยังขาดความเข้มแข็งและในความเป็นจริงแล้วกระบวนการทำงานชุมชนในปัจจุบันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆด้วย การเชื่อมประสาน จึงเป็นอีกขั้นหนึ่งของการทำงานของชุมชนที่นี่ ....หลังจากนั่งฟังบทเรียนที่ตัวเองทำมาเป็นเวลานับชั่วโมง หลายคนเริ่มเมื่อยล้าอีกทั้งข้าวเที่ยงที่เพิ่งกินผ่านไป เป็นยาห่วงนอนได้เป็นอย่างดี แต่ด้วยเรื่องราวที่นั่งทบทวนในช่วงกึ่งทศวรรษที่ผ่านมา พบว่าหลายอย่างดำเนินมาอย่างถูกทางแล้ว เสียงหมออ้อยดังขึ้นว่า “สักเดี๋ยวเราไปดูของจริงร่วมกัน ไปดูผลงานที่เราทำว่าเป็นอย่างไรบ้าง มีรถกระบะอยู่สองคันเลือกขึ้นคันไหนก็ได้ตามบายใจ” หลายคนกำลังยกก้นขึ้นแต่ถูกเสียงพี่ดุลเบรกเอาไว้ “อย่าเพิ่งครับใจเย็นๆ เราจะเห็นว่าสิ่งที่เราทบทวนกันมาหลายชั่วโมงวันนี้คงมีประโยชน์มากทีเดียว ที่สำคัญเราจะได้รู้ว่าหลังจากนี้จะทำอะไรต่อ ทั้งเรื่องแผนสุขภาวะ กองทุนสุขภาพหรือกิจกรรมระดับหมู่บ้าน ตอนที่เราขึ้นรถไปดูของจริงที่ทำมาแล้วอาจนึกออกระหว่างทาง แล้วค่อยแลกเปลี่ยนกันอีกทีนะครับ” หลายคนส่งเสียงตอบรับด้วยอาการต่างๆ และเสียงพูดแสดงความเห็นออกมา ก่อนแยกย้ายกันขึ้นรถ สีหน้าของทุกคนยังเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและมุ่งหวังกับสิ่งที่จะทำในอนาคต ทั้งเชื่อมั่นในเส้นทางสายนี้... รถสองคันวิ่งออกจากสถานีอนามัยออกไปแล้ว ด้วยเสียงหยอกล้อกันบนรถอย่างมีความสุข...วังอ่างวันนี้คนทำงานมีความสุขดีและกำลังแบ่งปันพลังใจอันนี้แปรออกมาเป็นรูปธรรมสร้างสุขสู่คนอื่นๆด้วย...