มีชีวิตอยูู่่เพื่อทำความดี..

 

กดที่เเถบนี้เพื่อดูรูปขนาดดั้งเดิม




รู้สึกมั่นใจว่าอดทนได้จริงๆ


เพราะการฝึกที่ท้าทายทั้งทางกายทางใจ
ก็สมัครใจทำมาแล้วตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน


เคยเป็นนักปีนเขาแบกเต๊นท์และเสบียงอาหาร
หนัก 15 กิโล 20 กิโล เดินข้ามเขาลูกหนึ่งไปอีกลูกหนึ่ง
ผ่านยอดเขานี้ไปอีกยอดเขาหนึ่ง
เรียกว่าเดินขึ้นเดินลงภูเขาตลอดวัน
มีทั้งการเดินระยะสั้นๆ 2-3 วัน ไปจนถึง 7 วันก็มี
ตั้งแต่อายุ 20 อาจารย์ก็ออกเดินทางท่องเที่ยว
คนเดียวแบบนี้อยู่เสมอ ทัศนศึกษาไปเรื่อยๆ
ในหลายๆ ประเทศ ทั้งอินเดีย เนปาล ปากีสถาน
อัฟกานิสถาน เยอรมัน ฯลฯ


เดินทางไปประเทศไหนก็ถือหลักว่า
จะทดลองดูเป็นประสบการณ์ว่าคนจนที่สุด
ของเขากินอยู่อย่างไร เราก็เอาอย่างเขานี่แหละ
กินง่าย นอนง่าย เรียกว่ากินอยู่แบบประหยัดสุดๆ






เมื่อไปกรุงเดลลี ประเทศอินเดีย
ซึ่งเป็นเมืองที่ค่าพักโรงแรมแพง
อาจารย์ก็อาศัยนอนค้างคืนตามสถานีรถไฟ

หรือเมื่อครั้งเดินทางไปประเทศเนปาล
ไปพักกับพวกชาวเขา เขากินมันฝรั่งต้มจิ้มน้ำพริก
หรือบางทีก็กินข้าวโพดคั่วแห้งๆ เราก็กินตามเขา
เจ้าของบ้านเขาก็พอใจที่ต้อนรับชาวต่างชาติ
ซึ่งมากินอยู่เหมือนเขา


การกินอยู่อย่างง่ายๆ
เป็นการสร้างความสบายใจ
ให้แก่เจ้าของบ้าน
และสร้างมิตรภาพที่ดีต่อกัน



ดังนั้นเมื่อจะมาอยู่ที่วัดหนองป่าพง
อาจารย์จึงมั่นใจว่าอยู่ได้แน่นอน
เมื่อมาอยู่ที่วัดหนองป่าพงใหม่ๆ
อาจารย์พยายามจับหลักธรรมที่หลวงพ่อชาสอน
ท่านว่า โลก แปลว่า มืด

การที่พวกเราพากันพัฒนาโลกให้เจริญ
จึงเป็นการทำให้มืดขึ้นๆ คือหมายถึงในด้านจิตใจ
คนเรากลับแย่ลงๆ สับสนวุ่นวาย
เป็นทุกข์กันมากขึ้นทุกวัน


เป้าหมายการปฏิบัติธรรมคือ
“อโลก” หมายถึง “ความสว่าง”
คือเพื่อกำจัดความมืด
ทำให้จิตใจสว่าง

แนวทางการปฏิบัติธรรม
ก็ต้องอาศัยความอดทนเป็นหลัก


ให้พากัน
กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย
ปฏิบัติให้มาก นั่งสมาธิให้มาก
ซึ่งทุกข้อก็ต้องมีขันติ คือ อดทนทั้งนั้นจึงจะทำได้
การปฏิบัติจึงอยู่ที่ อดได้ ทนได้
ใครทนได้ก็ปฏิบัติได้
ทนไม่ได้ก็ปฏิบัติไม่ได้นั่นแหละ






คาถาบทแรกจากโอวาทปาฏิโมกข์

หลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา
โปรดปัญจวัคคีย์แล้ว ในเวลาอีก 7 เดือนต่อมา
ตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 เป็นวันมาฆบูชา
พระพุทธเจ้าได้เสด็จลงจากยอดเขาคิชฌกูฏ
มายังวัดเวฬุวัน ปรากฏว่ามีพระอรหันต์จำนวน
1,250 องค์ มาประชุมกันอยู่แล้ว ณ วัดเวฬุวัน
โดยมิได้นัดหมาย พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า
เป็นนิมิตหมายที่ดีในการที่จะทรงแสดงคำสอนที่เป็นหลัก
หรือเรียกว่า “โอวาทปาฏิโมกข์”
เพื่อให้ภิกษุได้ยึดเป็นหลักแห่งพระพุทธศาสนา


เมื่อพระพุทธเจ้าประทับต่อหน้าพระอรหันต์
1,250 องค์แล้ว คาถาบทแรกที่พระองค์ทรงแสดงคือ

ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา
ขันติ คือความอดทน อดกลั้น


เป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง
พระพุทธเจ้าทรงแสดงถึงคุณธรรม
คือขันติ ความอดทนอดกลั้น
ว่าเป็นเครื่องอุดหนุนให้บุคคลบรรลุถึงเป้าหมาย
และเป็นเหตุที่ทำให้ละบาปอกุศลได้

“ความอดทน
เป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินชีวิตทุกขั้นตอน
กล่าวได้ว่า
เพียงเพื่อที่จะมีชีวิตรอดอยู่ในโลกได้
ทุกชีวิตต้องอาศัยความอดทนเป็นพื้นฐาน”


โลกนี้มีประชากรทั้งสิ้นประมาณ 6,500 ล้านคน
20 % ของจำนวนประชากรโลกเป็นกลุ่มคนยากจน
1 ใน 20 ของประชากรในกลุ่มยากจนนี้
ซึ่งมีจำนวนถึงประมาณ 65 ล้านคน

กดที่เเถบนี้เพื่อดูรูปขนาดดั้งเดิม



หรือเกือบเท่ากับประชากรชาวไทยทั้งประเทศ
เป็นคนยากจนถึงขั้นอดอยาก
ขาดอาหารจนเกือบถึงตาย
ในขณะเดียวกัน 15 % ของประชากรโลก เป็นคนอ้วน

ในจำนวน
ประชากรโลก 6,500 ล้านคน
75 % มีบ้านอาศัยอยู่
มีอาหารเก็บสำรองไว้
25 % ไม่มีบ้านอยู่
17 % ไม่มีน้ำสะอาดดื่ม


ในจำนวน
ประชากรโลก 6,500 ล้านคน
มีเพียง 8 % เท่านั้นที่มีเงินในธนาคาร
มีเงินในกระเป๋า มีเศษสตางค์เหลืออยู่ที่บ้าน
นอกจากนั้น ก็ไม่ใช่
เรียกว่ากว่า 90 % คือคนไม่มีเงินออม
เงินไม่พอใช้จ่าย มีหนี้สิน


เมื่อมองดูด้านการศึกษา ปรากฏว่า
ในจำนวนประชากรโลก 6,500 ล้านคน
มีเพียง 1 % เท่านั้นที่จบปริญญาตรี
และ 2 % เท่านั้นที่มีคอมพิวเตอร์ใช้
แต่มี 14 % ที่ไม่รู้หนังสือ


ในเรื่องสิทธิเสรีภาพ
ความปลอดภัยในชีวิต

เขากล่าวว่า
ถ้าคุณเป็นผู้หนึ่งที่มีเสรีภาพ
ในการแสดงความคิดเห็นได้
โดยไม่ถูกรังแกหรือถูกจับกุมคุมขัง
คุณอยู่ในกลุ่มของผู้โชคดีจำนวน 50 %
ถ้าคุณคือผู้หนึ่งที่ไม่ต้องกลัวอันตรายในชีวิต
ไม่ต้องกลัวเหยียบกับระเบิด ถูกยิง
โดนก่อการร้ายหรือถูกจับไปข่มขืน
คุณคือผู้โชคดีกว่าคนอีก 20 % บนโลกนี้


จากสถิติแสดงให้เห็นว่า
แค่เพียงการดำรงชีวิต
ให้อยู่รอดในโลกนี้
ไม่ใช่เรื่องง่าย


โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีชีวิตอยู่
อย่างมีคุณภาพ มีการพัฒนา
ก็ต้องใช้ความอดทนในการดำรงชีวิต
นับตั้งแต่เป็นเด็กแรกเกิด
ไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต





เด็กเล็กๆ ต้องมีความอดทน ชีวิตจึงจะพัฒนาได้


เริ่มตั้งแต่การฝึกกิน ฝึกถ่าย
ฝึกเข้านอนให้เป็นเวลา
ไปจนถึงการค่อยๆ ฝึกให้มีระเบียบวินัยในชีวิต
รู้จักแบ่งเวลาให้เหมาะสม เวลาเรียน เวลาเล่น
ดูทีวี เล่นเกมส์ ช่วยงานบ้าน
ฝึกให้รู้จักรอคอย อดออม ฯลฯ


การฝึกเรื่องต่างๆ เหล่านี้ คือฝึกให้รู้จัก
อดได้ ทนได้ รอได้


เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ชีวิตจะพัฒนาได้
อยู่ร่วมกันกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
ก็ยิ่งต้องใช้ความอดทนในทุกๆ ด้าน

นับแต่การกินอยู่ การเรียน การทำงาน
ความสัมพันธ์กับผู้อื่น การใช้ชีวิตในครอบครัว ในสังคม
ไปจนถึงการพัฒนาด้านอารมณ์และจิตใจ


ซึ่งในปัจจุบันนักจิตวิทยาจะให้ความสำคัญอย่างมาก
กับเรื่องวุฒิภาวะทางอารมณ์
เพราะเชื่อว่าคนเราจะประสบความสำเร็จ
และมีความสุขในชีวิตได้จะต้องมี


“ความฉลาดทางอารมณ์”
หมายถึงความสามารถรู้อารมณ์
และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
มีสติรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเอง
รู้จักรอคอย มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
สามารถจัดการกับความไม่สบายใจต่างๆ ได้
และมีชีวิตอยู่ด้วยความหวัง



การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์
ตามหลักของพุทธศาสนาก็คือ
การอบรมจิต อบรมสติปัญญา
ให้มีความรอบรู้เท่าทันอารมณ์

และสามารถใช้สติปัญญา
จัดการกับสิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม


อย่างไรก็ตาม
การพัฒนาจิตและสติปัญญา
ตามแนวทางของพุทธศาสนา
มีเป้าหมายสูงสุดที่
การบรรลุมรรคผลนิพพาน

ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน
โอวาทปาฏิโมกข์
ต่อจาก ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา ว่า

นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา
พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าว
พระนิพพานว่าเป็นบรมธรรม



นิพพาน คือ บรมธรรม หมายความว่า
เป็นธรรมอันเป็นเป้าหมายสุงสุด ซึ่งหมายถึง
ความสุขสูงสุดที่มนุษย์และเทวดาสามารถบรรลุได้


ดังนั้นจึงสรุปใจความสำคัญ
ของโอวาทปาฏิโมกข์ตอนแรกได้ว่า


พระนิพพาน
เป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา

และขันติ
เป็นคุณธรรมอันเป็นเหตุ
ที่จะนำเราไปสู่จุดหมายนั้น






เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถึงเป้าหมายของพระพุทธศาสนา
และคุณธรรมอันเป็นเหตุที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายไว้แล้ว
พระองค์จึงตรัสถึงวิธีปฏิบัติตามหลัก 3 ประการ
หรือที่เรียกว่า ไตรสิกขา คือ


1. สพฺพปาปสฺส อกรณํ การรักษาศีล

การไม่ทำบาปทั้งปวง ทั้งกาย วาจา ใจ
คือการรักษาศีล ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
ตั้งเจตนาถูกต้องที่จะละจากบาปอกุศลทั้งปวง
ไม่ว่าจะเป็นศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 227
หัวใจของศีลคือ การไม่เบียดเบียน


2. กุสลสฺสูปสมฺปทา สมาธิ

การทำกุศลให้ถึงพร้อมในทางโลก
คือ การทำความดี บำเพ็ญกุศล
แต่ในระดับโลกุตระคือทำจิตให้เป็นสัมมาสมาธิ
ปราศจากกามารมณ์ และอกุศลจิต
เป็นจิตสะอาด ตั้งมั่น พร้อมแก่การงาน

จิตที่เป็นสัมมาสมาธิ
จะทำทุกอย่าง ก็เป็นกุศล


พร้อมแก่การพิจารณาธรรม
สัมมาสมาธิจึงเป็นบ่อเกิดของปัญญา


3. สจิตฺตปริโยทปนํ ปัญญา

การทำจิตให้บริสุทธิ์
เป็นจิตที่อยู่เหนือความชั่วความดี
บาป บุญ ทุกข์ สุข ซึ่งยังเป็นโลกีย์
การทำจิตให้บริสุทธิ์ในที่นี้
คือ การเจริญวิปัสสนา อบรมปัญญา
จนเข้าสู่อริยมรรค อริยผล
และพระนิพพาน

เป็นโลกุตรจิต


กดที่เเถบนี้เพื่อดูรูปขนาดดั้งเดิม



ธรรมะแต่ละข้อในไตรสิกขานี้ ต่างก็มีความสัมพันธ์กัน
ศีลเป็นพื้นฐานให้เกิดสมาธิ
และสมาธิเป็นพื้นฐานให้เกิดปัญญา
เมื่อเกิดปัญญาขั้นสมบูรณ์ คือ
สมบูรณ์พร้อมด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา
หรือเรียกว่าเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 สมบูรณ์
บรรลุมรรคผลนิพพาน

หลักปฏิบัติซึ่งเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา
จึงอยู่ที่ละความชั่ว ทำความดี ชำระจิตให้สะอาด
หรือศีล สมาธิ ปัญญา







อดได้ ทนได้ ทำใจได้

ขันติ เป็นภาษาบาลี หมายถึง
การรักษาภาวะปกติของตนไว้ได้
ไม่ว่าจะถูกกระทบกระทั่ง
ด้วยสิ่งที่น่าพอใจ หรือไม่น่าพอใจก็ตาม
ในภาษาไทย ขันติ หมายถึงความอดทน


อด เป็นอาการที่อยากจะได้ แต่ไม่ได้
ทน เป็นอาการที่ไม่อยากได้ แต่ต้องได้


ในภาษาจีนและญี่ปุ่น
ตัวอักษรคันจิที่มีความหมายว่าอดทน
เป็นอักษรที่เกิดจากการนำคำสองคำมารวมกัน

คำหนึ่งคือ มีด อีกคำหนึ่งคือ หัวใจ
ซึ่งความหมายของศัพท์คำใหม่ที่ได้ก็คือ ทำใจได้


แม้มีใครเอามีดมาจ่อที่หัวใจก็ทำใจได้
คือ มีความอดทน อดกลั้น ไม่หวั่นไหว





อดทนต่อเหตุที่มากระทบ 4 อย่าง

ในชีวิตประจำวันของคนเรา
จำเป็นต้องฝึกให้มีความอดทนต่อเหตุที่มากระทบ
ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น 4 อย่างคือ



1. อดทนต่อความลำบากตรากตรำ

คืออดทนต่อสภาพธรรมชาติ ดินฟ้าอากาศ
ไม่เอาเหตุแห่งดินฟ้าอากาศ
มาเป็นข้ออ้างที่จะทอดทิ้งการงาน



2. อดทนต่อทุกขเวทนา

คือการอดทนต่อความเจ็บไข้ได้ป่วย
ความไม่สบายกาย



3. อดทนต่อความเจ็บใจ

คืออดทนต่อเหตุแห่งความไม่พอใจ
ที่มากระทบ เช่น คำพูดที่ไม่ชอบใจ
ความบีบคั้นจากผู้บังคับบัญชา
อดทนต่อความโกรธ หงุดหงิด
ขุ่นเคืองใจ เป็นต้น



4. อดทนต่ออำนาจกิเลส


คืออดทนต่อสิ่งยั่วยุอันน่าเพลิดเพลินใจ
อดทนต่อสิ่งที่อยากทำแต่ไม่สมควรทำ เช่น
การใช้ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย การเที่ยวกลางคืน
เล่นการพนัน สูบบุหรี่ กินเหล้าเมายา เป็นต้น





มีบางคนที่นำเอาคำว่า
ขันติมาใช้อย่างผิดความหมาย
คือเอามาเป็นข้องอ้างที่จะปล่อยปละละเลย
ไม่ยอมทำในสิ่งที่ถูกที่ควร
เช่น บางคนขี้เกียจทำมาหากิน งอมืองอเท้า
ตกอยู่ในสภาพใดก็ทนอยู่อย่างนั้น ไม่ขวนขวาย
แล้วบอกว่า ตนมีความอดทนต่อความยากลำบาก
อย่างนี้เป็นการเข้าใจผิด
ตีความหมายของขันติผิดไป

ขันติ ความอดทน อดกลั้น
ที่พระพุทธเจ้าทรงสอน คือ

อดทน ในสิ่งที่ควรอดทนด้วยความเต็มใจและพอใจ
อดทน ในการละ หลีกเลี่ยงจากความชั่ว
อดทน ทำความดีต่อไปในทุกสถานการณ์
อดทน รักษาใจให้ผ่องใส ไม่เศร้าหมอง


ลักษณะที่สำคัญของขันติ
คือตลอดเวลาที่อดทนอยู่นั้น
จะต้องรักษาความเป็นปกติของตนไว้ได้
ใจผ่องใส ไม่เศร้าหมอง



 


มีชีวิตอยูู่่เพื่อทำความดี
  เเสดงความเห็นพร้อมอ้างอิง


กดที่เเถบนี้เพื่อดูรูปขนาดดั้งเดิม



ทศบารมีสำเร็จได้ เพราะขันติบารมี


พระพุทธเจ้าก่อนที่จะตรัสรู้
พระองค์ทรงเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์
บำเพ็ญทศบารมี หรือ บารมี 10 ประการ

ก่อนที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้
ต้องบำเพ็ญบารมีทั้ง 10 ประการนี้
จนเต็มบริบูรณ์


1. ทาน การเสียสละ


2. ศีล การรักษากายวาจาให้เป็นปกติ


3. เนกขัมมะ การออกจากกามคุณ 5


4. ปัญญา การรู้ตามความเป็นจริง


5. วิริยะ ความเพียรไม่ทอดทิ้งหน้าที่


6. ขันติ ความอดทน อดกลั้น


7. สัจจะ ความจริงใจ พูดจริง ทำจริง


8. อธิษฐาน การตัดสินใจเด็ดเดี่ยว


9. เมตตา การเกื้อกูลให้ผู้อื่นเป็นสุข


10. อุเบกขา การวางใจเฉย เที่ยงธรรม
พระจันทกุมาร

จันทกุมารชาดก เป็นชาติที่พระโพธิสัตว์
เสวยพระชาติเป็นพระจันทกุมาร
ทรงบำเพ็ญขันติบารมีเต็มบริบูรณ์ในชาตินี้
คือทรงอดทน อดกลั้นต่อความโกรธ
ด้วยใจที่ปกติ ไม่หวั่นไหว
แม้กำลังจะถูกนำตัวไปฆ่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ทนได้ยากยิ่ง


กดที่เเถบนี้เพื่อดูรูปขนาดดั้งเดิม



พระจันทกุมารเป็นโอรสของเจ้าผู้ครองแคว้นๆ หนึ่ง
แคว้นนี้มีเสนาบดีซึ่งเป็นคนทุศีล โลภ
เห็นแก่อามิสสินบน ไม่มีความเที่ยงธรรม
เวลาจะพิจารณาคดีความ
ถ้าใครให้สินบนก็จะว่าความให้คนนั้นชนะ


เมื่อพระจันทกุมารทรงเจริญวัย
พอที่จะเป็นรัชทายาท
พระราชบิดาโปรดให้มาช่วยงานแผ่นดิน
ดูแลทุกข์สุขของราษฎร
วันหนึ่งทรงพบชาวบ้านที่มีคดีความ
ตัวเองเป็นฝ่ายถูก แต่ไม่มีเงินให้เสนาบดี
ซึ่งถูกฝ่ายคู่คดีติดสินบนเอาไว้
เสนาบดีเลยว่าความให้ชายคนนั้นแพ้หมดเนื้อหมดตัว





ชายคนนี้เสียใจ เดินร้องไห้ออกมาจากศาล
มาพบกับพระจันทกุมาร ตรัสถามว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร
นายคนนี้ก็เล่าให้ฟัง
ท่านทรงรื้อค้นคดีนี้ขึ้นมาสืบสวนสอบสวนตามความเป็นจริง
ทำให้ชายคนนี้ได้รับความยุติธรรม


พระเจ้าแผ่นดินทรงเห็นพระโอรส
ปฏิบัติภารกิจเที่ยงธรรม เป็นที่สรรเสริญของประชาชน
จึงทรงแต่งตั้งให้พระจันทกุมาร
ขึ้นมาดูแลคดีความทั้งหลายแทนเสนาบดี
เสนาบดีก็คับแค้นใจ
เพราะเท่ากับไปทุบถุงเงินถุงทองของเขา
ทำให้เขาขาดรายได้ก้อนงาม


กดที่เเถบนี้เพื่อดูรูปขนาดดั้งเดิม



เสนาบดีคอยโอกาส วันหนึ่งพระเจ้าแผ่นดินทรงพระสุบิน
ว่าได้ทิพยสมบัติ พอตื่นบรรทมก็ตรัสเล่าให้เสนาบดีฟังว่า
ทิพยสมบัติวิเศษทำให้พระทัยปีติสุขอย่างไร
เสนาบดีเห็นเป็นโอกาสที่จะแก้แค้น ก็ตอบว่า
ท่านมีบุญญาภินิหารสามารถได้ลิ้มรสทิพยสมบัติ
ขณะยังมีชีวิตเป็นบุคคลธรรมดา เพื่อรักษาบุญญาภินิหารนี้ไว้
ขอให้พระองค์ทำพิธีบูชายัญ สิ่งที่ใช้เพื่อบูชาก็คือ


เลือดของพระโอรส พระมเหสี
ช้างแก้ว ม้าแก้ว คือ ของคู่บ้านคู่เมืองทั้งหลาย
ต้องเอามาบูชายัญให้หมด
รวมทั้งประชาชนและสัตว์ต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก


กดที่เเถบนี้เพื่อดูรูปขนาดดั้งเดิม



พระเจ้าแผ่นดินหูเบา เชื่อเสนาบดี โปรดให้สร้างโรงพิธี
ขึ้นขึ้นเพื่อบูชายัญ เสนาบดีทูลว่าคนแรกที่ต้องบูชายัญคือ
พระจันทกุมาร พิธีนี้จึงจะศักดิ์สิทธิ์และสัมฤทธิ์ผล
ถึงวันพิธีก็เตรียมเอาพระจันทกุมารมัดขึ้นกองไฟเผาบูชา
แล้วตัวเสนาบดีจะเป็นผู้เอาดาบเข้าไปฟันคอ
รองเอาเลือดมาถวายพระเจ้าแผ่นดินเพื่อใช้ประกอบพิธี


พระมเหสีของพระจันทกุมารเสียใจที่เสนาบดีเป็นคนไม่ดี
จะมาแกล้งฆ่าสวามีของตัว ก็ภาวนาอธิษฐาน
ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยให้พระจันทกุมารรอดพ้นจากวิบัติครั้งนี้
และขอให้เสนาบดีซึ่งเป็นคนผิดคนชั่วได้รับโทษทัณฑ์


ใจของพระมเหสีทรงมุ่งมั่นแน่วแน่ ผนวกกับคุณความดี
ของพระจันทกุมาร ทำให้อาสนะของพระอินทร์เกิดร้อนไปหมด
พระอินทร์เล็งทิพยเนตรดูก็ทราบเหตุการณ์
จึงเหาะไปในอากาศ
ถือค้อนที่เป็นไฟลุกแดงเข้าไปฟันปะรำพิธี





พระอินทร์ตรัสว่าพระเจ้าแผ่นดินว่าไม่ใคร่ครวญ
คนเราจะได้ทิพยสมบัติ ก็ต้องอยู่ในศีลในธรรม
มาทำอย่างนี้ได้อย่างไร
พระอินทร์สอนให้พระเจ้าแผ่นดิน
ครองพระองค์ปฏิบัติอยู่ในศีลในธรรม
ให้เลิกล้มพิธีนี้ให้หมด


ประชาชนซึ่งทนเสนาบดีไม่ได้อยู่แล้ว
เมื่อเห็นเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น
จึงช่วยกันรุมจับตัวเสนาบดี
ประชาทัณฑ์จนกระทั่งตายไป
แล้วพากันจะไปจับ
พระเจ้าแผ่นดินประชาทัณฑ์ด้วย
แต่พระจันทกุมารเสด็จไปกั้นเอาไว้
ตรัสว่า เป็นพระราชบิดา
ไม่ว่าจะอย่างไรท่านก็กตัญญูรู้คุณต่อพระราชบิดา


กดที่เเถบนี้เพื่อดูรูปขนาดดั้งเดิม



ไม่ยอมให้ประชาชนเข้ามาทำร้าย ถ้าจะทำร้าย
ก็ต้องทำร้ายท่านเสียก่อน
ประชาชนก็เลยไม่ทำร้ายพระเจ้าแผ่นดิน
แต่มีประชามติถอดถอนออกจากพระเจ้าแผ่นดิน
และยกพระจันทกุมารขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน
ปกครองไพร่ฟ้าประชาชนด้วยความยุติธรรม


พระจันทกุมาร ตอนที่เสนาบดีทูลพระเจ้าแผ่นดิน
และเอาท่านไปเผาเพื่อฆ่าบูชายัญ
ท่านก็ไม่มีความหวาดหวั่น ท่านไม่ได้ต่อสู้หรือโต้เถียง
เพราะท่านเห็นว่า เมื่อเสนาบดีกับท่านมีความขัดแย้งกัน
แม้ว่าท่านทำสิ่งที่ถูกทำสิ่งที่ควรเพื่อช่วยประชาชน
กิเลสของคนชั่วก็ย่อมเห็นไปว่าท่านไปรังแกเขา



ท่านยอมว่า เมื่อท่านเหมือนไปขัดขวางทางเขา
เขาก็ต้องโต้ตอบท่านเป็นธรรมดา
ท่านจึงอดทนอดกลั้น ไม่โกรธตอบ ยอมรับภัยที่จะเกิดขึ้น


หากบุญกุศลของท่านมีพลังก็คงจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น
เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์เอง
ท่านจึงไม่โต้แย้งหรือขัดขืนอะไรเลย
ท่านยอมให้คนจับเอาท่านไปอยู่ในปะรำพิธี
และจุดไฟเผาท่านเพื่อบูชายัญ





ท่านทำสมาธิภาวนา
ไม่ปล่อยใจให้หวั่นไหว มีขันติธรรม

สงบอยู่จนกระทั่งพระอินทร์เหาะลงมา

อาจารย์เข้าใจว่าเรื่องจันทกุมารชาดกนี้
น่าจะเป็นที่มาของคำว่าอดทน
ในภาษาจีนและญี่ปุ่นนั่นเอง
คือการเอาตัวอักษรคันจิที่แปลว่ามีด
มารวมกับอักษรคันจิที่แปลว่าหัวใจ


ในความหมายว่า
แม้มีใครเอามีดมาจ่อที่หัวใจ
ก็ทำใจได้ อดทน อดกลั้น ไม่หวั่นไหว
เหมือนกับพระจันทกุมาร
ที่แม้มีใครเอามีดจะมาตัดคอ
เพื่อเอาเลือดไปบูชายัญ
ท่านก็รักษาใจดี มีเมตตาไว้ได้ด้วยขันติธรรม


 



พระเตมีย์


เตมีย์ชาดก เป็นชาติที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็น
พระเตมีย์ ทรงใช้ความอดทน อดกลั้น
ทนต่อความยากลำบากเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
คือเพื่อหลีกให้พ้นจากการต้องทำกรรมชั่ว
และเพื่อให้บรรลุความตั้งใจที่จะออกผนวช
พระองค์ทรงบำเพ็ญเนกขัมมะบารมีเต็มบริบูรณ์ในชาตินี้



พระโพธิสัตว์เมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นเตมีย์ราชกุมาร
ทรงเกรงกลัวการที่จะได้ครองราชสมบัติ เพราะทรงสลด
พระหฤทัยที่เห็นราชบุรุษลงโทษโจรตามพระราชดำรัส
ของพระราชา เช่น เฆี่ยนพันครั้งบ้าง เอาหอกแทงบ้าง
เอาหลาวเสียบบ้าง จึงใช้อุบาย แกล้งทำเป็นง่อยเปลี้ย
หูหนวก เป็นใบ้ ไม่พูดจากับใคร แม้จะถูกทดลองต่างๆ
ก็อดทนอดกลั้นไว้ ไม่ยอมแสดงอาการพิรุธให้ปรากฏ
ทั้งนี้เพื่อจะเลี่ยงการครองราชย์สมบัติ


จนเมื่อพระชนมายุได้ 16 ชันษา พระราชาทรงปรึกษา
พวกพราหมณ์ ก็ได้รับคำแนะนำให้นำพระราชกุมารไปฝังเสีย
พระราชมารดาทรงคัดค้านไม่สำเร็จ ก็ทูลขอให้
พระราชกุมารครองราชย์ 7 วัน แต่พระราชกุมารก็ไม่
ยอมพูด ต่อเมื่อ 7 วันแล้ว สารถีนำพระราชกุมารขึ้นสู่รถ
เพื่อจะฝังตามรับสั่งพระราชา ขณะที่ขุดหลุมอยู่
พระราชกุมารก็เสด็จลงจากรถ ตรัสกับนายสารถี
แจ้งความจริงให้ทราบว่ามีพระราชประสงค์จะ
ออกผนวช สารถีเลื่อมใสในคำสอนก็ขอออกบวชด้วย
จึงตรัสให้นำรถกลับไปก่อน


สารถีนำความไปเล่าถวายพระราชมารดาพระราชบิดา
ให้ทรงทราบ ทั้งสองพระองค์พร้อมด้วยอำมาตย์ราชบริพาร
จึงได้เสด็จออกไปหา และเชิญให้ราชกุมารเสด็จกลับ
ไปครองราชย์สมบัติ แต่พระราชกุมารกลับ
ถวายหลักธรรมให้ยินดีในเนกขัมมะ คือ การออกจากกาม
พระราชบิดาและพระราชมารดาพร้อมด้วยบริวาร
เลื่อมใสในคำสอน ก็เสด็จออกผนวชและบวชตาม
และได้มีพระราชาอื่นอีกเป็นอันมากสดับ
พระราชโอวาทออกผนวชตาม


“เราไม่กลับไปวังอีกแล้ว เราได้ตัดขาดจากความยินดี
ในสมบัติทั้งหลาย เราได้ตั้งความอดทนมาเป็นเวลาถึง
16 ปี อันราชสมบัติ ทั้งพระนครและความสุข
ความรื่นเริงต่างๆ เป็นของน่าเพลิดเพลิน
แต่เราไม่ปรารถนา
จะหลงอยู่ในความเพลิดเพลินนั้น ไม่ปรารถนาจะกระทำบาปอีก
เราจะไม่ก่อเวรให้เกิดขึ้นอีกแล้ว บัดนี้เราพ้นจากภาระนั้นแล้ว
เพราะพระบิดาพระมารดาปล่อยเราให้พ้นจากราชสมบัติมาแล้ว
เราพ้นจากความหลงใหลในกิเลสทั้งหลาย
เราจะขอบวชอยู่ในป่านี้แต่ลำพัง
เราต่อสู้ได้ชัยชนะในจิตใจเราแล้ว”


เมื่อตรัสดังนั้น พระเตมีย์กุมารมีความชื่นชม
ยินดีอย่างยิ่ง รำพึงกับพระองค์เองว่า


“ผู้ที่ไม่ใจเร็วด่วนได้
ผู้ที่มีความอดทน
ย่อมได้รับผลสำเร็จด้วยดี”



แม้เตมีย์ชาดกและจันทกุมารชาดกจะเป็นเรื่องที่แสดง
ให้เห็นถึงความสำคัญของขันติธรรมอย่างเด่นชัด
โดยเฉพาะจันทกุมารชาดก ซึ่งถือเป็นพระชาติที่พระโพธิสัตว์
ทรงบำเพ็ญขันติบารมีอย่างสูงสุดจนเต็มบริบูรณ์ก็ตาม
แต่จริงๆ แล้ว การบำเพ็ญทศบารมีจะต้องมีขันติ
เป็นคุณธรรมรากฐานในทุกบารมี แม้จะเป็นบารมีอื่น
มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป
แต่ในทุกบารมีนั้นมีขันติเป็นหัวใจทั้งสิ้น


อาศัยอดทน
จึงเสียสละได้ คือ ทานบารมี



อาศัยอดทน
จึงรักษาศีลได้ คือ ศีลบารมี



อาศัยอดทน
จึงมีความเพียร คือ วิริยะบารมี


อาศัยอดทน
จึงวางใจเป็นอุเบกขาได้ คือ อุเบกขาบารมี



กล่าวได้ว่า
ในการบำเพ็ญบารมีทั้ง 10 ประการ
หากขาดขันติเป็นแม่บทแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นบารมีในข้อไหน ก็ไม่อาจสำเร็จผลได้



อดได้ ทนได้ จึงดีได้





โทมัส เอดิสัน

ผู้ล้มเหลวเก