ประชุมคณะทำงานพิจารณาประวัติครู ของคุรุสภา เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ได้พิจารณาประวัติของ พลตำรวจจัตวา หม่อมหลวงมานิจ ชุมสาย ซึ่ง ดร.จันทร์ ชุ่มเมืองปัก คณะทำงานท่านหนึ่งร่างมานำเสนอให้คณะทำงานพิจารณา รวม 15 หน้า
ผมคิดว่าพอเอ่ยชื่อท่านผู้นี้ พวกเราทุกคนคงคุ้นหูคุ้นตา (โดยเฉพาะคนรุ่นเก่าอย่างผม) ใครที่เรียนภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน ภาษาฝรั่งเศส คงได้อ่านพจนานุกรมภาษาเหล่านี้เทียบกับภาษาไทยในเวอร์ชั่นต่างๆมากมาย รวมทั้งหนังสือเรียน หนังสือคู่มือการสอนภาษาต่างๆเหล่านี้อีกหลายฉบับ
รวมทั้งคุ้นกับชื่อบุตรของท่านที่ล้วนสร้างชื่อเสียงให้กับเมืองไทยเช่นกัน คือ ดร.อาจอง ชุมสาย ดร.สุเมธ ชุมสาย
ดร.ปาริชาติ ชุมสาย
เราอาจสงสัยว่าทำไมท่านเก่งจัง ก็ลองดูประวัติท่านย่อๆก็แล้วกัน
พลตำรวจจัตวา หม่อมหลวงมานิจ ชุมสาย ท่านเกิดเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2451 ที่อำเภอเมืองแปดริ้ว หรือฉะเชิงเทราในปัจจุบัน เป็นบุตรคนโตของพันตรีหลวงเอนกนัยวาที(ม.ร.ว.นารถ ชุมสาย)กับนางเจิม ชุมสาย ณ อยุธยา มีน้องถึง 10 คน
เริ่มเรียนชั้นประถมปีที่ 1 ที่โรงเรียนวัดปากเพรียว จ.สระบุรี โดยย้ายตามบิดาและบิดานำไปฝากไว้กับพระเพราะเป็นโรคผอมพุงโร ก้นปอด บิดาไม่รู้จะรักษาอย่างไรจึงนำไปฝากให้พระช่วยดูแล พระท่านก็ช่วยสอนหนังสือให้ และสวดมนต์ให้ โรคต่างๆก็หายไปด้วย จากนั้นก็ย้ายโรงเรียนไปตามการย้ายของบิดา เช่น เรียนชั้น ป.2 ที่โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ กรุงเทพฯ เรียนชั้น ป.3 ที่โรงเรียนวัดสันป่าตอง เชียงใหม่ และที่สันป่าตอง บิดาได้ฝากให้เรียนภาษาอังกฤษเป็นพิเศษที่โรงเรียนของหม่องละต่อ ชาวพม่าด้วย
เรียน ม.1 ที่โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย เชียงใหม่ เรียน ม.2 ที่โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ เรียน ม.3 ที่โรงเรียนปากน้ำโพ นครสวรรค์ จนจบชั้น ม.5 แล้วกลับมาเรียนชั้น ม.6- ม.8 ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
แม้หม่อมหลวงมานิจ จะต้องย้ายที่เรียนตามความต้องการของบิดาไปหลายจังหวัด แต่ก็โชคดีที่มักจะได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี เห็นตัวอย่างที่ดี ประกอบกับเป็นคนที่มีความมานะ ขยัน อดทน มีความตั้งใจที่จะเรียนให้เก่ง ท่านกำหนดเป้าหมายของชีวิตอย่างแน่วแน่ว่า ต้องไปศึกษาต่อต่างประเทศให้จงได้ ซึ่งจะเห็นจากความตอนหนึ่งที่ท่านเล่าไว้ใน “ปาร์ลุย แมม” ว่า
“...ขึ้นห้อง 8 ใน พ.ศ. 2466 การสอบไล่กลางปีสอบได้คะแนนนำ แต่พอถึงปลายปี กระทรวงเป็นผู้สอบรวมทั้งประเทศ ได้ผลไม่ค่อยดีนัก ตกไปอยู่ที่ 50 กว่า พ่อจึงอยากจะเอาไปฝากไว้กับพวกนักปราชญ์ จึงเอาไปฝากไว้ที่บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ...ทั้งๆที่ท่านไม่เคยรู้จักมาก่อนท่านก็แสนดียอมรับเอาไว้ ลูกชายคนหัวปีของท่านไปเมืองนอกแล้ว คนที่ 2 กำลังจะส่งไปเมืองนอกอีก ข้าพเจ้าไม่มีสตางค์ ก็นึกว่าทำอย่างไรจะได้ไปเมืองนอกกับเขาบ้าง ทำให้มุมานะเรียนหนังสือจนดึกจนดื่นแทบทุกคืน บางคืนก็ไม่ได้นอนตลอดคืน...ปีนั้นเป็นปีซ้ำชั้น ม.8 เป็นปีที่ 2 สอบได้ที่ดีขึ้น คือสอบได้ที่ 4 (พ.ศ.2467) แต่ก็ยังสู้คนอื่นเขาไม่ได้ จึงซ้ำชั้นมัธยมปีที่ 8 เป็นปีที่ 3 ใน พ.ศ.2468...ชั้นมัธยม 8 ทุกแห่งต้องมาสอบแข่งขันกันให้ได้คะแนนเป็นที่ 1 ที่ 2 จึงจะได้รับพระราชทานทุนเล่าเรียนหลวงไปเมืองนอก จึงนับว่าเป็นการแข่งขันที่ยิบตา...การสอบคัดเลือกไปนอก ต้องสอบกัน 2 ครั้ง ...คัดเอาหัวกะทิมาสอบกันอีกรอบหนึ่ง มีฝรั่งเป็นผู้สอบ เวลานั้นมีแต่อาจารย์ฝรั่งเป็นผู้สอน และตำราก็ใช้แต่ภาษาอังกฤษทุกวิชา จึงเก่งภาษาอังกฤษ...และตำราภาษาอังกฤษก็ให้อ่านเชคสเปียร์ตัวจริงถึง 3 ปี(เพราะเรียนซ้ำม.8 ถึง 3 ครั้ง) ข้าพเจ้ารู้จักเชคสเปียร์ทุกบรรทัด จำได้ขึ้นใจตั้งแต่ต้นจนจบ...กรรมการฝรั่งผู้สอบเรียกตัวเข้าไปสัมภาษณ์ จึงตอบได้ไม่ติดขัด พอฝรั่งเลิกถาม ข้าพเจ้ายังไม่ยอมเลิก บอกว่าอยากร้องเพลงฝรั่ง ในหนังสือเชคสเปียร์ให้ฟัง...คงจะเป็นเพราะอย่างนี้กระมังปีนั้น ข้าพเจ้าจึงสอบชิงทุนเล่าเรียนหลวง(คิงสกอลล่าชิพ)ได้...”
พลตำรวจจัตวา หม่อมหลวงมานิจ ชุมสาย เล่าถึงความแตกฉานในภาษาฝรั่งไว้ตอนหนึ่งว่า
“...ข้าพเจ้าเรียนทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส (ต่อมาก็เรียนเยอรมันด้วย) ข้าพเจ้าชอบภาษาฝรั่งมาก นายโบมองต์สอนภาษาอังกฤษให้เรียงความ เขียนเรื่องตัวอย่างให้ดูบนกระดานดำ เสร็จแล้วก็เช็ดกระดานดำทิ้ง เวลานั้นความจำข้าพเจ้าดีมาก จำได้หมด เขียนตามครูได้ทุกคำ การเขียนเรียงความภาษาอังกฤษจึงได้คะแนนเต็มเสมอ เพราะไม่มีผิดเลย วันหนึ่งอาจารย์แหม่มกระทรวงบรรจุใหม่มาสอน...สั่งให้พวกเราเรียงความเรื่อง East India Company ข้าพเจ้าเขียนตามตำราที่จำได้ เหมือนในหนังสือทุกคำพูด แหม่มเอาไปตรวจ โกรธว่าข้าพเจ้าขโมยตำรามาลอก ฟ้องอาจารย์ใหญ่ (นายนอร์แมน ชัคตัน) นายนอร์แมน ชัคตัน เรียกตัวข้าพเจ้าเข้าไปในห้องอาจารย์ใหญ่ ให้แหม่มนั่งคุม แล้วสั่งให้ข้าพเจ้าเรียงความให้ใหม่ ข้าพเจ้าก็เขียนเหมือนเดิมทุกอย่าง แหม่มไม่รู้จะทำอย่างไร เลยจำต้องให้คะแนนเต็ม”
พ.ศ. 2468 พลตำรวจจัตวา หม่อมหลวงมานิจ ชุมสาย ได้ไปศึกษาต่อที่ประเทศอังฤษ ครั้งแรกได้เข้าเรียนที่ Imperial Service College ที่วินเซอร์ เพื่อรอสอบเข้ามหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ ต้องเรียนภาษาละตินตั้งแต่ชั้นต้นจนถึงชั้นสูงสุด และสอบผ่าน ได้รับคำชมเชยจากโรงเรียน โดยท่านเขียนเรื่องนี้ไว้ตอนหนึ่งว่า
“...อาจารย์ใหญ่พอใจมาก ถึงกับพูดว่า ข้าพเจ้าแปลหนังสือนี้ถอยหลังก็ยังได้ ความจริงข้าพเจ้าใช้วิธีการเรียนแบบเมืองไทย คือท่องจำหมดทั้งเล่ม...”
พ.ศ.2470 ท่านสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ โดยลงทะเบียนเป็นนักเรียนใน Trinity College(ถือเป็นสำนักที่เด่นที่สุดและถือตัวว่าอยู่ในระดับเหนือกว่าทุกสำนัก ของมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์) เรียนจบได้รับปริญญาตรีเกียรตินิยม เมื่อ พ.ศ. 2474 และได้ปริญญาโทกับอนุปริญญาทางการศึกษา เมื่อ พ.ศ.2475 ใช้เวลาศึกษาในประเทศอังกฤษรวมทั้งที่ไปเรียนพิเศษที่ประเทศเยอรมันและฝรั่งเศสด้วย ประมาณ 7 ปี
เมื่อท่านกลับมาก็ได้มาปฏิบัติงานในกระทรวงและกรมต่างๆหลายแห่ง หลายตำแหน่ง ซึ่งจะไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้
ประเด็นสำคัญที่น่าศึกษาเกี่ยวกับประวัติชีวิตของท่าน ที่เป็นแบบอย่างให้เยาวชนในปัจจุบัน คือการตั้งเป้าหมายของชีวิตที่ชัดเจน อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี แล้วมุ่งมั่น มานะพยายาม ฟันฝ่า ให้ถึงเป้าหมายอย่างไม่ย่อท้อ และอีกประการหนึ่งน่าจะเป็นข้อคิดของกระทรวงศึกษาธิการในเรื่องการเรียนการสอนปัจจุบันที่รังเกียจเรื่องการสอนแบบท่องจำ ซึ่งมีผลทำให้เยาวชนไม่รักการอ่าน ไม่แน่นในเนื้อหา เมื่อคิดวิเคราะห์ก็ขาดข้อมูลที่ลึกซึ้ง อย่างที่ผมพูดเสมอว่า “ถ้าแน่นในเนื้อหาลีลาก็มาเอง”
พลตำรวจจัตวา หม่อมหลวงมานิจ ชุมสาย ท่านถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2552 สิริอายุได้ 100 ปี 2 เดือน 28 วัน
************************************************
พลตำรวจจัตวา หม่อมหลวงมานิจ ชุมสาย : แบบอย่างของผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียน และลุ่มลึกด้านภาษาต่างประเทศ
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
นพ. วัลลภ พรเรืองวงศ์ · 13 มิ.ย. 2552
ทรัพย์มาดี · 13 มิ.ย. 2552
นพ. วัลลภ พรเรืองวงศ์ · 13 มิ.ย. 2552
นพ. วัลลภ พรเรืองวงศ์ · 13 มิ.ย. 2552
นพ. วัลลภ พรเรืองวงศ์ · 13 มิ.ย. 2552
small man · 13 มิ.ย. 2552
นพ. วัลลภ พรเรืองวงศ์ · 13 มิ.ย. 2552
สุดยอดครับอาจารย์" แน่นในเนื้อหา ลีลาก็มาเอง "
จะเสนอแนะให้คุณครูในปัจจุบันนำไปใช้บ้างครับ