จิตเรานี้ก็พิกล รู้อยู่ว่าทุกข์ก็ยังชอบไปกลิ้งเกลือกอยู่กับความทุกข์ รู้อยู่ว่าร้อนก็ทำเป็น "หมูไม่กลัวน้ำร้อน..."

ความเคยชินแห่งจิตเปลือกนอก หรือ "สันดานเลว ๆ" ของจิต ที่หมักหมม และถูกปลกคลุมด้วยกิเลส มักหยอดให้เราสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ สุขแบบลม ๆ แล้ง ๆ หลอกให้เรารู้สึกว่านั่นแหละ "สุข" อันเป็น "สุขแบบสุดยอด"

จิตของเรามีทั้งฝ่ายดำและฝ่ายขาว

จิตฝ่ายขาวคือ "จิตแท้" อันได้แก่ "จิตประภัสสร"

จิตฝ่ายดำนั้นที่แท้ "ไม่มี" แต่เราหลงมักเรียกสิ่งนั้นว่าเป็นจิต แต่ที่แท้เป็นเพียง "อารมณ์"

อารมณ์ขุ่นมัว หรือเมฆหมอกดำ ๆ ที่มาปกคลุมดวงจิตที่ขาวสะอาด ทำให้เรามองจิตดวงนั้น จิตดวงนี้เป็น "สีดำ"

หากเรารับและรู้ความรู้แบบเลว ๆ เข้าไปมาก จิตดวงนี้ก็จะดำมากและเลวมาก

เปรียบเสมือนกับคราบน้ำมันดำ ๆ ที่ลอยปกคลุมอยู่เหนือแผ่นน้ำมหาสมุทร

แสงแดดส่องลงไปไม่ถึงเบื้องล่าง หมู่สัตว์น้ำก็ชูคอขึ้นมาสูดหายใจไม่ถึง

นานวันไปน้ำก็เน่า นานปีไปสัตว์ก็ตาย

ระบบนิเวศน์น้อยใหญ่ของห้วงน้ำอันชื่อได้ว่าเป็น "มหาสมุทร" ก็เน่า ก็เหม็น ส่งกลิ่นคละคลุ้ง ตลบ อบอวล ไม่มีใครอยากเข้าใจ สร้างความเสียหายกระจัด กระจายออกไปในวงกว้าง

แต่ถ้าหากเราพยายามขจัดคราบน้ำมันที่ลอยเกรอะกรังอยู่เหนือผืนน้ำออกแล้ว แสงอาทิตย์ พลังมหัศจรรย์แห่งธรรมชาติจะช่วยให้ผืนน้ำอันเปรียบได้ดั่งดวงจิตนี้ ใสสะอาด บริสุทธิ์ได้ดั่งน้ำ

สัตว์น้ำน้อยใหญ่ สาหร่าย ประการัง จะพลิกฟื้นกลับมีชีวิตที่สดใสและอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

คนเราทุกวันนี้มักคิดว่า "ตนเองเก่ง" ตนเองมีความรู้อยู่เหนือธรรมชาติ มักไม่ยอมใช้ "ธรรมชาติรักษาธรรมชาติ"

หากน้ำเน่า ปลาตาย ก็ใช้สารเคมีหนึ่ง เทคโนโลยีอีกหนึ่ง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นต้นทุน ที่มีได้และมีเสีย

ระบบเศรษฐศาสตร์สายหลัก (Core Economics) ที่มักสร้างภาพให้เราลืม "ของเสีย (West)" จากกระบวนการผลิต กระบวนการบริการ และกระบวนการต่าง ๆ ที่มักส่งผลเสียตามมาเป็นลูกโซ่

ช่วยชีวิตได้หนึ่ง แต่มีผลเสียตามมาอีกหลายร้อย...

เยียวยาจิตนี้ด้วย "ธรรมชาติ" ใช้แสงอาทิตย์ที่อุดมด้วยคุณค่า ทั้งความร้อน ความสว่าง ความสดใส นำมาช่วยฆ่าเชื้อโรคร้ายที่ฝังตัวอยู่ในน้ำ

น้ำทะเลที่ถูกคราบสกปรกปกคลุมอยู่เป็นเวลานาน จุลินทรีย์ชั่ว ๆ ย่อมแปลกเปื้อน ปะปน สมมติตนรวมเข้ากับดวงจิต

คนเราเดี่ยวนี้จึงมองเห็น "อารมณ์เป็นจิต" แล้วคิดเสมอว่า จิตนั้นคือ "อารมณ์..."

ชีวิตของเราจึงเหมือนดูกลับกลอก ร่อนเร่ เถลไถลไปตามความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เหล่าศัตรูและมิตรร้ายคอยฉาบทา

เปรียบได้ดั่งคนหย่อนสายออกซิเจนทะลุผ่านคราบน้ำมันนั้น หยอดให้เราได้สูดดม หายใจสักหน่อย ก็หลงเพลินติดใจไปตามรสที่ได้สัมผัสนั้น

จะตั้งหน้า ตั้งตาสู้เก็บกวาดขยะ คราบน้ำมันให้เหนื่อยแรงก็ไม่เอา ไม่ไหว สู้เสียเงิน เสียใจ ดูดดม เกาะกินออกซิเจนที่เขาหยอดลงมาให้ไปวัน ๆ

จิตของเราจึงต้องร่อนเร่ เวียนว่าย ตายเกิดนับภพ นับชาติ

พยามารทั้งร้ายที่หน้าตาดีแต่ "ใจร้าย" คอยหาผลประโยชน์กับชีวิตและจิตใจของเรามีมากมายนั้น

ครั้นเมื่อเรายังมีผลประโยชน์ให้เขาสูบ เขากินอยู่ เขาก็จะคอยเกาะ กัด กิน เหมือนเหลือบที่คอยกินเลือดเราอยู่ฉะนั้น

แต่วันใดที่เลือดในกายของเราหมดหรือตายไป เหลือบเหล่านี้ก็จะหนีตา หายตาไป ไม่แลเหลียวเราแม้นวันตาย

ที่ติดสุขกับสุขที่ฉาบทาอันเป็นสิ่งที่คนอื่นสร้างให้นั้นน่าสังเวช

การมีชีวิตได้เป็นคนแต่ไม่ลุกขึ้นสู้ ยืนหยัด และหายใจด้วยจมูกของตนนั้นแสนเศร้า

การหายใจด้วยถังออกซิเจนฤาจะสู้หายใจด้วยจมูกของเจ้าของ

ปรับชีวิต พาจิตนี้กลับคืนเข้าสู่สมดุล

ตั้งหน้า ตั้งใจ ยืนหยัด สู้อย่างเข้มแข็ง

ถึงแม้นว่าวันนี้จักเหนื่อย ท้อแท้ หมดเรี่ยวแรง กับการที่ต้องออกแรงกวาดขยะและคราบน้ำมันทั้งหลายเหล่านั้น ก็ขอให้ยืนหยัดสู้ เพื่อที่จะนำพาแสงอาทิตย์ ที่มีทั้งความร้อน แสงสว่าง อันเป็นธรรมชาติกลับคืนเข้าสู่ชีวิต นำพาสิ่งวิจิตรเข้าสู่จิตใจ

แสงสว่างใดฤาจะสู้แสงแห่งธรรม

แสงธรรมนำดวงจิต แสงชีวิต แสงพระธรรม...