แล้วก็อีกนั่นแหละ ดิฉันสงสัยมานานแล้วว่า ทำไมค่ายผู้ลี้ภัยจึงต้องเป็นเขตแสนหวงแหน ไม่ใช่ว่าเพราะคุณแองเจลีนาเป็นฝรั่งต่างชาติดอกจึงต้องขออนุญาตเข้า แต่คนไทยธรรมดาก็ไม่มีโอกาสจะได้เข้าไปอย่างถูกต้อง หากไม่ได้ทำงานองค์กรมนุษยธรรมซึ่งก็ต้องผ่านการกลั่นกรองดิบดีและมีใบอนุญาตผ่านเข้าหรือแคมป์พาส

ศูนย์ข่าวข้ามพรมแดน

ฉบับที่ 3

ข้าวผัดกะเพรา

13 กุมภาพันธ์ 2552

ทิวา พรหมสุภา

13 ก.พ. 2552

ระหว่างรอข้าวผัดกะเพราไก่เช้านี้ ดิฉันนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งซึ่งทำให้ข้าวที่ลุงเจ้าของร้านวางลงตรงหน้าดูไม่น่ากินไปเสียทันตา


วิธีการอ่านหนังสือพิมพ์ระหว่างรอข้าวของดิฉัน มักเริ่มจากการกวาดสายตาดูพาดหัวหน้าแรก แล้วจึงพลิกดูเรื่องที่สนใจ จากนั้นก็จะเปิดหนังสือทุกหน้าอีกที จากหน้าสุดท้ายมาหน้าแรก (อันนี้เป็นนิสัยส่วนตัว) เพื่อจะดูว่ามีอะไรอื่นอีกหรือไม่


วันนี้  หลังจากสรุปภาพหน้าแรกเสร็จ ดิฉันก็พลิกไปอ่านข่าวโรฮิงญา ซึ่งอันที่จริงก็ไม่เกี่ยวกับคนโรฮิงญามากนัก แต่เป็นเรื่องที่คนไทยบางคนกำลังโมโหโทโสกรณีคุณแองเจลีนา โจลี ทูตสันถวไมตรีของสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) บังอาจมาพูดถึงเรื่อง ผู้ลี้ภัย โรฮิงญา ความโมโหที่ว่ามาจากเหตุดังนี้ (อันนี้พยายามสรุปเอาเอง) คือ 1) โรฮิงญานั้นไม่ใช่ผู้ลี้ภัย แต่เป็นแรงงานข้ามชาติที่เข้ามากับกระบวนการค้ามนุษย์ บางสื่อพาดหัวข่าวกระทั่งว่า UNHCR มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ (แต่พออ่านเนื้อในดันไม่มีรายละเอียดตรงนี้เลย..อ้าว)  2) การพูดนั้นเป็นการ บังอาจ อย่างยิ่ง คุณแองเจลีนาเป็นแค่ดาราฝรั่ง ไม่มีสิทธิมาก้าวก่ายเรื่องของเรา และ 3) คุณปลัดกระทรวงการต่างประเทศโมโหนักว่า UNHCR อนุญาตให้คุณแองเจลีนาเข้าค่ายผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยง (เอ้อ.. อันที่จริงเป็นชาวกะเรนนี)  ไปได้ยังไง


ดิฉันจะไม่ใช้พื้นที่นี้มาถกเถียงเรื่องโรฮิงญาตามข้อ 1) เพราะมีคนพูดถึงมากอยู่พอควรแล้ว และความหงุดหงิดใจของดิฉันในวันนี้ก็ไม่ได้มาจากกรณีโศกนาฏกรรมของชาวโรฮิงญา ทว่ามันเป็นความเบื่อหน่าย เอือมระอาต่อความเบาหวิวไร้สาระที่ซ้ำซาก

 

อ่านทั้งหมด click :ดาวน์โหลด