ขอแซงทางโค้ง ภก.เอนก ทนงหาญ จาก รพร.ธาตุพนม มาเล่าความรู้สึกประทับใจในการประชุมเชิงปฏิบัติการ "ตลาดนัดความรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน-ความดันโลหิตสูง ภาคอีสาน" ซึ่งจัดไปเมื่อวันที่ 19-20 พฤษภาคม 2552 ณ ราชาวดี รีสอร์ท แอนด์ โฮเทล จ.ขอนแก่น
สิ่งประทับใจที่เกิดขึ้นมีหลายอย่าง เช่น ได้พบกับคนที่เป็นคอเดียวกัน คือ คนที่ทำงานด้านการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน-ความดันโลหิตสูง ได้พบกับทีมงานที่มีประสิทธิภาพ คือ ถึงแม้จะอยู่กันคนละโรงพยาบาล และประสานงานกันส่วนใหญ่ทางโทรศัพท์ แต่ทุกคนก็สามารถทำหน้าที่ของตนที่ได้รับมอบหมายได้อย่างลงตัว เป็นลูกคู่ที่ดี รับจังหวะ ลูกล่อ ลูกชนได้เหมาะสม แถมได้เรื่องเล่าการทำงานเกี่ยวกับเบาหวาน-ความดันโลหิตสูงกลับกรุงเทพอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกินข้าวเหนียว ที่ใช้ลูกปิงปองมาบอกปริมาณที่ควรรับประทาน การที่ อสม.ออกไปตรวจชาวบ้าน ก่อนมาตามนัดแพทย์ (รายละเอียด วิธีการติดตามได้ในครั้งต่อไป) เห็นความสัมพันธ์ฉันเพื่อนมิตรระหว่างผู้เข้าร่วมประชุมด้วยกัน เช่น ทีมจากอุดร พอว่างเว้นจากการประชุม ก็มาสาธิตวิธีการออกกำลังกายด้วยยางยืด หรือ คุณหมอ (แพทย์แผนไทย) จาก PCU หนองแวง ก็มาแนะนำสรรพคุณของยาไทยที่ช่วยสมานแผล และลดระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนั้นยังได้พบเพื่อนร่วมอุดมการณ์เก่าๆ อย่าง รพร.บ้านดุง ที่มีการพัฒนาเรื่องการรักษาแผลที่เท้าอยู่ตลอดเวลา หรือ อย่างวารินชำราบ ที่มีระบบการดูแลผู้ป่วย โดยเฉพาะเรื่องยาอย่างดี
อารัมภบทมาตั้งนาน หลายๆ คน (คิดเอาเอง) ว่าดิฉันอยู่กรุงเทพ ติดต่อประสานงานกับคนทางภาคอีสานอย่างไร ใครทำอะไรบ้าง มีขั้นตอนในการเตรียมจัดกิจกรรมอย่างไร ก็ขอเล่าไปทีละขั้นน่ะเจ้าค่ะ
ก่อนจัดประชุม
ด้วยงบประมาณที่จำกัด + ระยะทางที่ไกลกัน เราจึงใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยให้มากที่สุด นั่นก็คือติดต่อกันทาง mail และโทรศัพท์ เริ่มที่คุณเอนก ทนงหาญ set กำหนดการ ทีมวิทยากร และติดต่อผู้เข้าร่วมประชุมโดยคัดจากหน่วยงานที่มี best practice เรื่องเบาหวาน-ความดันโลหิตสูงส่งมาให้ดิฉัน และทีมงานที่อื่นๆ (มีอยู่ด้วยกัน 6 ทีม) พร้อมกับส่งใบกำหนดบทบาทหน้าที่การทำงานมาด้วยว่าใครทำหน้าที่อะไร ช่วงเวลาไหน หน้าที่ที่ดิฉันรับผิดชอบคือ การออกจดหมายเชิญทีมวิทยากร และผู้เข้าร่วมประชุม รวบรวมใบตอบรับ จัดทำรายละเอียดของการเข้าพัก ดูเหมือนจะง่ายๆ แต่จริงๆ แล้วมีปัญหาเกิดขึ้นตลอดเวลา อย่างเช่น ห้องประชุมที่เลือกไว้ตอนแรกเลือกที่ เขื่อนอุบลรัตน์ แต่ติดปัญหาเรื่องเทคนิคบางอย่าง ทำให้ต้องเปลี่ยนเป็นห้องประชุมที่ราชาวดีรีสอร์ท ซึ่งจดหมายเชิญต่างๆ ก็ออกไปหมดแล้วด้วย ดิฉันต้องคอยโทรกลับไปหาตัวแทนทีมที่ส่งใบตอบรับเข้ามาแล้วทีละที่ เพื่อแจ้งถึงห้องประชุม และราคาที่พักที่เปลี่ยนใหม่ให้ทราบ (ก็ยังมีบางคนหลงไปที่เขื่อนอุบลรัตน์ในวันจัดงานเหมือนกัน) หรือกำหนดการที่เซ็ตเอาไว้ไม่เหมาะสม ก็มาปรับกันล่วงหน้าในตอนกลางคืนก่อนวันงาน หรือมีทีมงานตอบรับการเข้าร่วมมาแล้ว แต่ก่อนถึงวันงาน 1 วัน (ขณะดิฉันกำลังบินไปอุบล) โทรมาขอยกเลิก (ไม่ใช่คนเดียว แต่ทั้งทีมค่ะ เขาบอกว่า คนนี้มาไม่ได้ ทำให้คนอื่นมาไม่ได้ด้วย เป็นต้น) ซึ่งตรงนี้ก็ต้องตามไปแก้ในเรื่องของการจัดกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ใหม่ และ cancle ห้องพักไปตามระเบียบค่ะ (แต่ไม่เป็นไร เรื่องนี้จิ๊บๆ สู้ สู้) และอีก 1 งานที่คุณเอนก มอบหมายให้ทำก็คือ พิมพ์เกณฑ์ระดับ ทำธารปัญญา และจับคู่กลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ค่ะ ซึ่งอันนั้นไว้ถึงวันงานจริงๆ จึงจะได้ทำค่ะ ส่วนงานหลักในฐานะตัวแทนของ พรพ. ก็คือไปเก็บรวบรวมข้อมูล ด้วยกลัองวีดีโอ และรูปถ่ายภาพนิ่ง พร้อมอัดเสียงเรื่องเล่า และดูแลความเรียบร้อยอื่นๆ เช่น เบรคพร้อมไหม ห้องพักเรียบร้อยดีหรือไม่ อาหารกลางวันพร้อมหรือยัง ซึ่งตรงนี้ได้น้องอุ้ม (จากพรพ.) ไปช่วยด้วยค่ะ
ดิฉันออกเดินทางในวันที่ 18 พ.ค. 52 เวลา 15.00 น. จาก พรพ. เพื่อไปขึ้นเครื่องเที่ยว 6 โมงเย็นให้ทันค่ะ ก่อนออกจากที่ทำงานก็ซ้อมการใช้เครื่องถ่ายวีดีโอ เครื่องอัดเสียง ตรวจเช็คอุปกรณ์ว่าเรียบร้อยหรือเปล่าอีกที เรียกรถ Taxi ไปรับน้องอุ้มที่ โรงแรม หลุยส์ แทเวิร์น และขึ้นทางด่วนตรงไปสนามบินค่ะ รถไม่ติดเลย ไปถึงสนามบินประมาณ 16.30 น. เราแวะ Check in เพื่อ load กระเป๋า แต่กระเป๋าของฉันไม่กล้า load ค่ะ เพราะมีอุปกรณ์ที่หยิบยืมมาจาก พรพ.มากมาย ก็เลยลากมันไปกินข้าวด้วย กินข้าวเสร็จเราก็ไปนั่งรอเวลาขึ้นเครื่องค่ะ ปรากฎว่าเรานั่งรอผิดที่ มารู้ตอนกำลังจะไปต่อแถว เห็นเขียนว่า ไปอุดร เลยถามเจ้าหน้าที่ว่า ประตูที่ไปขอนแก่นอยู่ตรงไหน ดิฉัน 2 คนใส่เท้าสุนัขโกยไปที่ประตูแทบจะไม่ทัน ในที่สุดก็ได้ขึ้นซะที ด้วยฤทธิ์ของยา Dopamine ทำให้ดิฉันหลับยาวไปถึงขอนแก่น พอลงจากเครื่อง พนักงานของ ราชาวดีรีสอร์ทก็มาต้อนพวกเรา (ตามที่นัดไว้) บริการดีมากๆ พาเราไปถึงที่พัก ซึ่งรั้วอยู่ติดสนามบินเลยค่ะ บรรยากาศ และสถานที่ที่นี่ดูเป็นธรรมชาติมาก ๆ ต้นไม้เยอะ มีกระต่ายวิ่งเล่นไปมาด้วย พนักงานขับรถพาเราไปเช็คอินกับ รร. ดิฉันก็เลยถือโอกาสเช็คชื่อว่าใครมาแล้วบ้าง ก็ทราบว่าทีมคุณเอนกมาแล้ว จึงโทรหา ซึ่งทีมของเธอออกไปทานข้าวข้างนอก แต่คุณเอนกบอกให้ดิฉันรอ เดี๊ยวจะพาไปทานส้มตำเจ้าอร่อย (อยู่ตรงข้ามกับ รร. นี่เอง) ดิฉันได้ทานแล้วก็ต้องบอกว่าอร่อยจริงๆ ส้มตำของเขาใส่ถั่วตัดด้วย ทำให้ได้รถหวาน หอม อร่อย หลังจากทานเสร็จเราก็กลับมานั่งรอทีมคุณหมอฝน จากครบุรี เมื่อคุณหมอมาถึงเราก็เรียกประชุมทีมค่ะ ในที่ประชุมก็มีทีมคุณหมอจิ้น จากวิเชียรบุรี คุณอรอุมา จาก รพร.ด่านซ้าย เราประชุมปรับแผนกำหนดการกันใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับเวลายิ่งขึ้น และตกลงกันมาใครจะทำ หรือจะนำกิจกรรมอะไรตอนช่วงไหน และติดต่อไปหาคุณสงกรานต์ ถึงวิธีการทำป้ายชื่อ คือให้เขียนชื่อตัวใหญ่ และ หน่วยงานลงในการ์ดที่แบ่งกลุ่มตามสีในวันรุ่งขึ้นค่ะ หลังจากนั้นเราก็แยกย้ายกันเข้าที่พัก แต่คุณเอนกรับหน้าที่ไปปรับกลุ่มใหม่ ซึ่งตอนเช้าวันรุ่งขึ้นดิฉันถามว่านอนกี่โมง เธอบอกว่านอนตอนตี 2 ค่ะ (เพราะมัวแต่ดูหนังตลกอยู่)
การประชุมวันแรก
ดิฉันรีบตื่น และรีบไปกินข้าวเช้า เพื่อที่จะไปดูความพร้อมของห้องประชุมก่อน ปรากฎว่าเมื่อไปถึงทีมของโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น กำลังปูผ้าทั่วห้องประชุมอยู่พอดี (บอกก่อนว่า การจัดประชุมคราวนี้ผู้เข้าร่วมประชุมนั่งกับพื้นค่ะ วิทยากรจะนั่งบนเก้าอี้ หรือนั่งที่พื้นก็ได้ แล้วแต่สะดวก จัดแบบพื้นๆ แต่กินใจ เป็นกันเอง) หลังจากนั้นก็เช็คระบบเสียง และจัดโต๊ะลงทะเบียน ส่วนคุณเอนกก็เรียกประชุมคุณอำนวย คุณลิขิตเพื่อซักซ้อมความเข้าใจ และบทบาทหน้าที่ที่จะต้องทำทีละขั้น ทีละขั้น ส่วนผู้เข้าร่วมประชุมท่านอื่นที่มาแล้ว เราก็เปิด VCD KM ของ ดร.วัลลาให้ชมไปพลางๆ
เราไม่มีพิธีเปิดค่ะ พอ 9.00 น.ปลุ๊บ พี่นาง จากครบุรีก็กระโดดจับไมค์ สอนท่าเต้น โยกย้าย ส่ายสะโพก และนำเกมมันส์ เรียกเสียงหัวเราะมาให้ผู้เข้าประชุมได้เล่นกัน เพื่อสร้างความสนิทสนม หลังจากนั้น คุณหมอฝนก็เข้ามานำในกิจกรรมเปิดตัว เปิดใจ โดยให้ผู้เข้าร่วมประชุมจับคู่กันแล้วค่อยๆ หลับตา พากันเดินไปเรื่อยๆ ให้ผู้เข้าร่วมประชุมค่อยๆ คิดถึงเหตุการณ์ตอนเป็นเด็ก ไล่ขึ้นมาเรื่อยๆ (รายละเอียดต้องอยู่ในเหตุการณ์ค่ะ) หลังจากนั้นก็เข้าสู่ช่วง BAR ให้ผู้เข้าประชุมวาดรูปตัวเอง เขียนชื่อเล่น ความคาดหวังเกี่ยวกับการประชุมครั้งนี้ และการเตรียมตัวก่อนมาประชุมค่ะ ต่อด้วย คุณเอนก ทนงหาญมาแนะนำกระบวนการ วิธีการเล่าเรื่อง เสร็จแล้วให้ผู้เข้าร่วมประชุมไปพักรับประทานอาหารว่าง และกลับเข้ามารวมกลุ่มกันตามสีที่ป้ายชื่อ ใครสะดวกจะนั่งตรงไหน รวมตรงไหนก็แล้วแต่ค่ะ ดิฉันเดินตามเพื่อเอา เครื่องอัดเสียงไปอัดเรื่องเล่าดีๆ ของพี่ๆ เพื่อนๆ เพื่อนำมาเล่าต่อให้ทุกคนได้ฟังค่ะ ให้เวลาในการเล่าประมาณชั่วโมงครึ่ง (ถึงเที่ยง) ปรากฎว่าหมดเวลาแล้วก็ยังไม่มีใครยอมลุกไปทานข้าว จึงต้องขอให้กลุ่มที่เล่าเสร็จแล้ว และเขียนการ์ดขุมความรู้เสร็จแล้ว ทยอยออกไป ลืมบอกไปเรามีผู้ประมวลภาพรวม และเก็บเรื่องเล่าดีๆ อีกหนึ่งคน คอยเข้าไปสังเกตุการณ์ วิธีการเล่าเรื่อง นั่นก็คือคุณหมอจิ้นนี่เอง
หลังจากรับประทานอาหารเรียบร้อยแล้ว ทีมงานก็ชักชวนผู้เข้าร่วมประชุมพักผ่อนนอนหลับ กับช่วงที่เรียกว่า ผ่อนพักตระหนักรู้ (ทำสมาธินี่เอง) โดยคุณหมอฝนนำอีกครั้งค่ะ ค่อยๆ กล่อมให้ทุกคนเข้าสู่สมาธิด้วยคำพูดดีๆ เสียงเพลงเพราะๆ ที่ฟังแล้วสบายใจประมาณครึ่งชั่วโมง คุณนางก็ออกมานำยืดเส้นยืดสายด้วยการแสดงท่าต่างๆ ประกอบกับเพลงที่ร้องโดยคุณนางและทีมงานเอง (ใครอยากได้เพลงนี้ก็ต้องโทรไปขอกับคุณนางที่ครบุรีนู๊น)
อันนี้เนื้อร้องเท่าที่จำได้ค่ะ "ตื่นนอนเราก็ต้องกางแขน ตื่นนอนแล้วก็ต้องกางขา โยกย้ายส่ายสะโพกไปมา แล้วก็ทำปากอ้า เสร็จแล้วก็มาโป๊งชึ่ง ซึ่ง....โป้ง โป้ง ชึ่ง...ง" และก็ให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมาสรุปขุมความรู้ (ความรู้ปฏิบัติ) ที่ได้จากที่เพื่อนๆ ในกลุ่มเล่า หลังจากนั้นวีดีโอที่ดิฉันเตรียมมาก็เกิดมีปัญหา ไม่สามารถอัดได้อีกเลยค่ะ ,๐"๐, แถมมาฟังเทปที่อัดไว้ ปรากฎว่าอัดได้แค่ 4 จาก 7 อัน เลยต้องนั่งหน้าเศร้าอีกครั้ง แต่ก็เศร้าได้ไม่นานค่ะ เพราะดิฉันต้องไปปฏิบัติภาระกิจข้างนอกห้องประชุมกับคุณเอนก คุณอำนวย และคุณลิขิต นั่นก็คือหาแก่นความรู้ค่ะ ส่วนในห้องประชุมเราได้คนไข้ที่ปฏิบัติตัวดี มาเล่าเรื่องการดูแลเบาหวานของตัวเองให้บุคลากรทางการแพทย์ฟังค่ะ โดยมีคุณหมอฝนทำหน้าที่เป็นพิธีกร (ได้ข่าวว่าในห้องให้ความสนใจกันมาก) ส่วนที่อยู่นอกห้องต้องมานั่งกุมขมับค่ะ เพราะแผ่นขุมความรู้ที่นำมานั้น ส่วนใหญ่เป็นความรู้ที่ผ่านการตีความมาแล้ว (ต้องบอกว่าแต่ละคนที่มา ส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการ และเป็นมือใหม่ในเรื่อง KM ค่ะ) คุณเอนกจึงพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยให้คุณอำนวย และคุณลิขิตถือการ์ดของกลุ่มตนเองไว้ และคุณเอนกสรุปแก่นความรู้ที่น่าจะเป็นไปได้จากการฟังเรื่องเล่าตอนกลุ่มต่างๆ ออกมานำเสนอให้ที่ประชุมฟังว่าใช่ หรือมีความเป็นไปได้หรือไม่ ถ้าแก่นความรู้นี้ใช่ ให้คุณอำนวย คุณลิขิตส่งการ์ดที่เป็นตัวแทนของแก่นนั้นๆ ออกมารวมที่เลขากลุ่ม (ดิฉันทำหน้าที่จดชื่อแก่นบน flipchart) ได้มาทั้งหมด 7 แก่น เสร็จแล้วคุณเอนกก็แนะนำวิธีการสร้างเกณฑ์ระดับให้คุณอำนวย คุณลิขิตฟัง ก่อนปล่อยตัวไปรับประทานอาหารเย็น และนัดเจอกันอีกครั้งเวลา 1 ทุ่ม
พอถึง 1 ทุ่มปุ๊บ ทุกคนก็มานั่งรอกัน ต่างคนต่างโรงพยาบาลก็ยังติดหล่มกับเรื่องเล่าเมื่อเช้า ก็มานั่งคุยกันต่อ มีผู้เข้าร่วมประชุมบางคนขอกลับก่อน เนื่องจากไม่ได้นอนค้างที่นี่ คุณนางและทีม รพร.ธาตุพนม (พี่ตุ๊กตา, พี่เล็ก ฯลฯ) ขึ้นมาชักชวนทุกคนดื่มกระทิงแดงก่อนประชุม เพราะกลัวจะหลับ หรือหมดแรงไปก่อน ดื่มไปคนละหลายอึก ก็รู้สึกว่าจะได้ผล คุณเอนกจึงหยิบไมค์นำเข้าสู่ช่วงทำเกณฑ์ระดับความสำเร็จ โดยแนะนำวิธีการทำเกณฑ์ให้ทุกคนทราบ และให้แบ่งกลุ่มกันไปทำเกณฑ์ตามความสมัครใจ ความชอบ และเรื่องที่ตนเองเล่าตกอยู่ในแก่นไหน ก็ตามหัวหน้าทีมไปที่แก่นนั้น บางกลุ่มเล็ก บางกลุ่มก็ใหญ่ เป็นการทดลองทำด้วยวิธีนี้ครั้งแรก (กล้าเสี่ยงจริงๆ) เพราะเดิมทีการสร้างเกณฑ์จะใช้กลุ่มที่แลกเปลี่ยนตอนเช้า แต่พอคุยกันในวันที่เตรียมงาน ทุกคนเห็นว่าถ้าลองทำวิธีนี้ น่าจะได้เกณฑ์ที่ตรงกับผู้ปฏิบัติมากกว่า จึงลองทำกันดู ปรากฎว่าได้ผล ทุกกลุ่มคิดเกณฑ์ออกมาได้อย่างรวดเร็ว (แต่ยังไม่รู้ว่าจะวัดได้หรือเปล่า) หลังจากนั้นคุณหมอจิ้นก็มาสรุปเหตุการณ์ตลอดทั้งวัน ปัญหาที่เกิดขึ้น วิธีการเล่าเรื่องที่ดีให้ทุกคนทราบ พร้อมกับให้ทุกคนกลับไปเขียนเรื่องเล่ามาส่งในวันรุ่งขึ้น 5 คนแรกที่มาส่งก่อน จะได้รับหนังสือ KM และ monofilament ส่วนคนที่เหลือจะได้เฉพาะหนังสือ และถ้าใครเขียนเรื่องเล่าได้น่าประทับใจ ก็จะได้รับ monofilament ด้วยเช่นกัน และทีมงานก็ปล่อยทุกคนกลับไปพักผ่อน ส่วนทีมงานมาทำ AAR กันต่อ และทุกคนเห็นตรงกันว่า ควรปรับเวลาในช่วงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้เพิ่มมากขึ้น เพราะช่วงแรกๆ ผู้เข้าประชุมไม่กล้าเล่า พอเล่าต่อๆ ไปก็ชักติดลมบน ไม่ยอมเลิก และเรื่องเล่าดีๆ มักมาตอนท้ายๆ เพราะผู้เข้าร่วมประชุมเริ่มจับจุดได้ นอกจากนั้นก็เตรียมการสำหรับวันพรุ่งนี้ โดยคืนนี้คุณหมอฝนรับหน้าที่ไปปรับภาษาของเกณฑ์ระดับให้สามารถประเมินตนเองได้ ส่วนคุณเอนกรับไปพิมพ์แบบฟอร์มสำหรับประเมินในวันรุ่งขึ้น น้องอุ้มไปหาเพลงจับมือกันไว้ เพื่อจะใช้ในพิธีปิดวันพรุ่งนี้ (ในที่สุด ผู้ที่หาเพลงนี้ได้ คือพี่สาวของคุณหมอฝนที่ส่งเพลงนี้มาจากนครราชสีมา) และดิฉันรับไปพิมพ์ทะเบียนผู้เข้าอบรม เพื่อจะ Write ลงแผ่นให้ผู้เข้าร่วมประชุมพรุ่งนี้ เพราะพวกเขาจะได้ติดต่อกันได้หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม พร้อมทั้งเคลียร์เรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ค้างทีมงานไว้ กว่าจะได้ sleep ก็ปาเข้าไปตี 1 * ๐ * # #
การประชุมในวันที่สอง
วันนี้ตื่นสายค่ะ ตื่นมาตอน 6.30 น. ก็เลยต้องรีบอาบน้ำ แต่งตัว ไปกินข้าว และไปดูความเรียบร้อยที่ห้องประชุม ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่โรงแรมน่ารักมากค่ะ ดึงผ้าที่ยับยู่ยี่เมื่อวานจนเรียบร้อยเลย พอset อะไรเรียบร้อยแล้ว ดิฉันก็ออกมานั่งรอผู้เข้าร่วมประชุมหน้าห้องค่ะ ปรากฎว่ามีคนนำเรื่องเล่ามาส่งให้แต่เช้าเลย (ดิฉันคิดในใจว่าวิธีนี้ก็ได้ผลน่ะ เพราะสามารถเรียกให้ผู้เข้าร่วมประชุมมาแต่เช้าได้) ดิฉันได้รับเรื่องเล่าจากผู้เข้าร่วมประชุมมากกว่า 1 เรื่องอีกค่ะ ปรากฎว่าผู้เข้าร่วมประชุมมาก่อนวิทยากรอีกค่ะ เหมือนทุกวัน พี่นางออกไปสอนผู้เข้ร่วมประชุมกวนขนมอี๋ค่ะ ผู้เข้าร่วมประชุมหลายคนหัวเราะเพราะเอร็ดอร่อยกับขนมชนิดนี้มาก เรียกได้ว่ากวนไม่ยอมหยุดเลยค่ะ ต่อด้วยการทำสปา (แบบถ้อยทีถ้อยอาศัย) เสร็จแล้วคุณเอนกก็นำใบประเมิน พร้อมกับเกณฑ์ระดับมาแจกแต่ละโรงพยาบาล (18 แห่ง) เพื่อให้ไปประเมินว่าทีมของโรงพยาบาลตนเองอยู่ในระดับไหนแล้ว ใครประเมินเสร็จก็นำมาส่งที่ดิฉัน ดิฉันกับน้องอุ้มก็ช่วยกันทำธารปัญญา และจัดแบ่งกลุ่มเพื่อให้ ผู้ให้ ได้เล่าเรื่อง วิธีการทำงานดีๆ ให้กับผู้รับได้อย่างถูกเรื่อง ถูกคน ปรากฎว่ามีอยู่ 1 เรื่องที่หาคู่แลกเปลี่ยนไม่ได้ คือ การสร้างให้ผู้ป่วยเกิดแรงจูงใจ คุณเอนกแนะนำผู้เข้าร่วมประชุมว่าอาจจะต้องไปดูจากคนนอกภมิภาค หรือรพ.อื่นที่ไม่ได้มา ณ วันนี้ เราปล่อยให้พวกเขาแลกเปลี่ยนเรียนรู้สักระยะเวลาหนึ่ง ก็เชิญคุณหมอจิ้นออกมาสอนเรื่องของการใช้ gotoknow.org และวิธีการนำกระบวนการ KM ที่ได้เรียนรู้ตลอด 2 วันไปใช้ ดิฉันประทับใจคำของคุณหมอจิ้นอยู่หลายคำ แต่คำที่ติดหู ก็คือ ต้องการไปศึกษาดูงานที่ไหน ก็ไปในฐานะเพื่อน ขับรถมาถึงจังหวัดนี้ โทรหากันขอเข้าไปศึกษาดูงานหน่อย ไม่ต้องทำอะไรที่เป็นพิธีรีตอง ต้องทำหนังสือขอเข้าดูอะไรอย่างนี้ เราเรียกระบบนี้ว่า "เพื่อนช่วยเพื่อน" ไม่รู้เรื่องอะไรก็ติดต่อหากันได้ เราแก้ไม่ได้ ไม่แน่อาจจะได้วิธีแก้จากเพื่อนก็ได้" "เราไม่ได้นำสิ่งที่เรียนรู้มา Copy แต่เรานำสิ่งที่ได้เรียนรู้มา มาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของตนเอง และเล่าสิ่งที่เราปรับใช้ให้คนต่อๆ ไปฟัง จะได้มีการพัฒนาสิ่งใหม่ ไม่ใช่รอให้ตกเหว มาเจอคัมภีร์ เหมือนฮุ้น โป่วย เอี้ยง เพราะถ้าไม่มีใครตกลงมาเลย คัมภีร์หรือตำรานั้นก็จะสูญหายไป" ปิดท้ายด้วยการ AAR ให้ทุกคนเลือกตอบจาก 1 ใน 5 ข้อ หรือจะตอบทุกข้อก็ได้ แล้วนำมาติดบนบอร์ดรูปหัวใจที่พวกเราเตรียมไว้ เสร็จแล้วก็จับมือกันเป็นวงกลม ร้องเพลงต้นไม้ของพ่อ เพื่อถวายแด่พระเจ้าอยู่หัว และปิดท้ายด้วยเพลงจับมือกันไว้ พร้อมชม slide กิจกรรมที่ผ่านมา จากกันด้วยการถ่ายภาพหมู่ จะปิดท้ายแบบ happy ending ทั้งผู้จัด และผู้เข้าร่วมประชุม เย้ เย้+ ๐ +
ดิฉันรอส่งทุกคนกลับไปทำงาน เนื่องจากว่าเครื่องบินที่จะนำดิฉันและน้องอุ้มกลับ ออกเวลา 20.00 น. เราจึงต้องนั่งรออยู่ที่ รร. โดยได้รับการบริการที่ดีจากเจ้าหน้าที่โรงแรมต่อค่ะ
หลังจากการประชุม
จริงแล้วดิฉันจะต้องสรุป AAR นำส่งคุณเอนก และพิมพ์เรื่องเล่าต่างๆ แต่พอกลับมาก็มีกิจกรรมอีกมากมายรอดิฉันไปสะสาง ตอนนี้ก็ยังไม่ได้ทำเลย คงต้องใช้เวลาวันเสาร์-อาทิตย์ค่อยๆ ทำไปค่ะ