ผมเพิ่งรับประกาศนียบัตร DCP ไปเมื่อวันที่ ๒๘ พ.ค. ๕๒ พอวันที่ ๑ – ๒ มิ.ย. ๕๒ ก็ไปเรียนอีกหลีกสูตรหนึ่ง คือ FSD – Financial Statements for Directors ซึ่งจัดโดย IOD เป็นการเรียนเพื่อให้ตนเองทำหน้าที่กรรมการได้ดีขึ้น
ไปพบเพื่อนร่วมรุ่น DCP 116 มาเรียน ๑ ท่าน คือคุณสุทธิ เกรียงชัยพฤกษ์ มาเรียนทั้งที่ท่านเป็นนักบัญชี และทำงานด้านตรวจบัญชี ท่านบอกว่าวิชาสมัยก่อนกับสมัยนี้มันต่างกันยังกับคนละวิชา
นอกจากนั้นผมยังพบหมอรุ่นน้อง ๒ คนมาเรียนด้วย คือ นพ. วิชัย โชควิวัฒน์ ประธานคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม และรองประธานคณะกรรมการ สสส. กับ นพ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ กรรมการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และกรรมการอื่นๆ อีกมากมายหลายชุด รวมทั้งเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยมหิดลด้วย
๑ มิ.ย. ๕๒
เรียน ๒ ช่วง คือช่วงเช้า กับช่วงบ่าย ช่วงละ ๓ ชั่วโมง
ช่วงเช้า เรื่อง ความเข้าใจพื้นฐานทางการบัญชี สอนโดยคุณวีระชัย งามดีวิไลศักดิ์ กรรมการ บริษัทโปรเฟสชั่นแนลเอ๊าท์ซอสซิ่ง โซลูชั่น จำกัด เป็นการทำความเข้าใจแนวคิดทางการบัญชี และหลักการทางบัญชีที่สำคัญ เพื่อปูพื้นฐานไปสู่ความสามารถในการอ่านรายงานการเงิน
ผมเพิ่งเข้าใจวันนี้แหละ ว่า การบัญชี คือ กระบวนการของการคัดเลือก เก็บรวบรวม บันทึก จำแนก และสรุปผล ของรายการทางธุรกิจ และจัดทำรายงานทางการเงิน เพื่อใช้ในการตัดสินใจ โดยใช้หน่วยวัดเป็นหน่วยเงินตรา
แต่รายการสำคัญที่ไม่เป็นเงินตราจะอยู่ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน กรรมการต้องอ่านด้วย เพื่อหาว่ามีความเสี่ยงซ่อนอยู่หรือไม่
การบัญชี มีข้อสมมติขั้นมูลฐาน ๑๔ ข้อ ได้แก่ (๑) หลักการใช้หน่วยเงินตรา (๒) หลักความเป็นหน่วยงานของกิจการ (แยกออกจากเจ้าของ) (๓) หลักรอบระยะเวลา (ตามปกติใช้รอบปีปฏิทิน) (๔) หลักความดำรงอยู่ของกิจการ (๕) หลักราคาทุน (๖) หลักการเกิดขึ้นของรายได้ (๗) หลักการจับคู่ค่าใช้จ่ายกับรายได้ (๘) หลักเงินค้าง – accrual (๙) หลักโดยประมาณ (estimation) (๑๐) หลักความสม่ำเสมอ (consistency) (๑๑) หลักการเปิดเผยข้อมูลอย่างเพียงพอ (disclosure) (๑๒) หลักความระมัดระวัง (conservatism) (๑๓) หลักเนื้อหาสำคัญกว่ารูปแบบ (substance over form) (๑๔) หลักการมีนัยสำคัญ
รายการทางบัญชีมี ๕ หมวดคือ (๑) สินทรัพย์ - assets (๒) หนี้สิน - liabilities (๓) ส่วนของผู้ถือหุ้น - equity (๔) รายได้ - revenues (๕) ค่าใช้จ่าย – expenses
ผมเคยคิดว่านักบัญชีคือคนที่ถูกฝึกมาให้เป็นเถรตรง แต่เมื่อมาเรียน DCP และ FSD แล้วจึงรู้ว่า นักบัญชีต้องใช้ดุลพินิจมาก เช่นรายการหนึ่งอาจลงบัญชีเป็นสินทรัพย์ก็ได้ เป็นรายจ่ายก็ได้ ขึ้นกับเหตุผล และกรรมการต้องตรวจสอบความสมเหตุสมผลของการลงบัญชี ผ่านทางผู้สอบบัญชี และดุลพินิจแบบนี้แหละที่อาจเปิดช่องให้มีการทุจริต มีผลถึงกับบริษัทล้มละลาย ดังตัวอย่างบริษัท Enron และบริษัท WorldCom
เราได้เรียนรู้ว่า การตกแต่งบัญชีที่เกิดบ่อยที่สุด เกิดที่การรับรู้รายได้ มีการทำบัญชีเพื่อทำให้รายได้สูง ล่อใจนักลงทุน พอหุ้นขึ้นฝ่ายบริหารก็ขายกินกำไร
ช่วงบ่าย เรื่อง งบการเงิน และกิจกรรมทางการเงิน สอนโดย คุณสุวภา เจริญยิ่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาติ จำกัด (มหาชน) วิทยากรที่มีความรู้มาก และสอนเก่งจนสะกดความง่วงของผมและผู้เข้าเรียนท่านอื่นๆ ได้อยู่หมัด
งบการเงิน คือ รายงานสรุปผลในรูปของตัวเงิน ของกิจกรรมทางธุรกิจทั้งสามประเภทของกิจการ
กิจกรรมสามประเภทได้แก่ (๑) กิจกรรมการดำเนินงาน (Operating Activities) (๒) กิจกรรมการลงทุน (Investing Activities) (๓) กิจกรรมการจัดหาเงินทุน (Financing Activities)
รายงานประจำปี ประกอบด้วยส่วนสำคัญ ๖ ส่วนคือ (๑) สรุปข้อมูลการเงิน (๒) บทรายงานและการวิเคราะห์ของฝ่ายบริหาร (๓) งบการเงิน (๔) หมายเหตุประกอบงบการเงิน (๕) รายงานของผู้สอบบัญชี (๖) ข้อมูลกรรมการและผู้บริหาร
งบการเงินประกอบด้วย ๖ ส่วนคือ (๑) งบดุล – Balance Sheet (๒) งบกำไรขาดทุน – Income Statement (๓) งบกระแสเงินสด – Cash Flows (๔) งบกำไรสะสม (๕) หมายเหตุประกอบงบการเงิน (๖) รายงานของผู้สอบบัญชี
ส่วนแรกของงบการเงินที่กรรมการเปิดอ่านคือรายงานของผู้สอบบัญชี และเขาแนะนำให้ดูว่า น่าสบายใจถ้ามี ๓ ส่วนใน ๑ ฝ่ามือ หลังจากนั้นให้ดู cash flows เพื่อดู reality ของบริษัท โดยตระหนักอยู่ในใจว่า อาการผิดปกติตัวแรกของธุรกิจ คือกระแสเงินสดติดลบ ส่วนงบดุลบอก wealth และงบกำไรขาดทุนบอก position ของบริษัท และต้องอ่านหมายเหตุประกอบงบการเงินว่ามีความเสี่ยงซุกซ่อนอยู่ในพฤติกรรมที่ไม่เป็นรายการทางบัญชีหรือไม่
งบดุล ประกอบด้วย ส่วนซ้ายมือ – สินทรัพย์ ส่วนขวามือ หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น เมื่อไรก็ตามที่หนี้สินมากกว่าสินทรัพย์ หมายความว่าบริษัทกำลังจะล้มละลาย ตอนที่บริษัท Lehman Brothers ล้มละลาย มีหนี้สิน ๒๒ เท่าของสินทรัพย์
๒ มิ.ย. ๕๒
เป็นเรื่องการวิเคราะห์งบการเงินทั้งวัน สอนโดยวิทยากรท่านเดียว คือคุณศิริชัย รัศมีจันทร์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และเป็นวิทยากรที่สอนดีมาก ทำให้ผมได้แนวทางการสอนผู้ใหญ่ ว่าต้องเดินเรื่องด้วยตัวอย่างเรื่องจริง ให้ได้เรียนหลักการและทฤษฎีจากเรื่องราวจริง ซึ่งหมายความว่าวิทยากรต้องมีประสบการณ์มาก และเล่าเรื่องได้เก่ง
เท่ากับเป็นการตอกย้ำทฤษฎีที่เรียนเมื่อวาน และเอามาเรียนในภาคปฏิบัติโดยการแบ่งกลุ่มศึกษากรณีตัวอย่าง เพื่อให้อ่านรายงานงบการเงิน ๓ หมวดเป็น คือ งบกำไรขาดทุน งบดุล และงบกระแสเงินสด แล้วเรียนวิธีคำนวณดัชนีหรือสัดส่วนจากตัวเลขในรายงาน เพื่อให้ได้ภาพ ๓ (๔) มิติของสถานภาพการประกอบการของบริษัท โดยดูขีดความสามารถ (performance) ๓ (+๒) ด้าน คือ
๑. การบริหารทรัพย์สิน (Assets Performance) ดูสัดส่วน ๓ ตัวคือ
- Asset Turnover = Sales / Total Assets
- Inventory Turnover = (Cost of Goods Sold) / Inventory (ค่าสูงถือว่าดี)
- ระยะเวลาเก็บสต็อก = 365/IT (ค่าน้อยวันถือว่าดี)
- A/R Turnover = Sales / (Account Receivables) (ค่าสูงถือว่าดี)
- ระยะเวลาเก็บหนี้ = 365 / AT (ค่าน้อยวันถือว่าดี)
๒. การบริหารกำไร (Profitability Performance) ดูสัดส่วน ๓ ตัวคือ
- EBIT Margin = EBIT / Sales (ค่าสูงถือว่าดี)
- Gross Profit Margin = (Gross Profit) / Sales
- Net Profit Margin = (Net Profit) / Sales
๓. การบริหารกิจการ (Company Performance) ดู
- Return on Asset (ROA) = EBIT / Total Assets (ค่าสูงถือว่าดี)
- Return on Equity (ROE) = EBIT / Total Equity
๔. การบริหารหนี้ (Debt Performance) ดู
- Debt Ratio = Total Liabilities / Total Assets (เกินเป็นสัญญาณอันตราย)
- Interest Coverage Ratio = EBIT / Interest Paid (ถ้าเกิน ๓ สุขภาพดี)
- D/E Ratio = Total Debt / Total Equity (ค่าต่ำถือว่าดี)
๕. การบริหารสภาพคล่อง ดู
- Current Ratio = (Current Assets) / (Current Liabilities)
- Quick Ratio = ((Curent Assets) – (Non-liquid Assets)) / (Current Liabilities)
ผมได้เห็นว่า หากอ่านรายงานงบการเงินเป็นจริงๆ คนที่มีประสบการณ์ด้านธุรกิจจะมองเห็นทะลุเข้าไปเห็นพฤติกรรมการดำเนินธุรกิจ พอจะมองออกว่าน่าจะมีจุดอ่อนอยู่ตรงไหน ทำให้สามารถตั้งคำถามในฐานะกรรมการบริษัท ที่จะทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นได้
ก่อนจะจบเรายังได้เรียนวิธีจับผิดงบการเงิน ๘ ข้อด้วย
หมอสุวิทย์บ่นว่าที่เรียนกันนี้เป็นเรื่องเห็นแก่ตัว ผลประโยชน์ และการจับผิดคนเบี้ยว ไม่เห็นพูดกันเรื่องผลประโยชน์ของสังคม การทำดีเพื่อสังคม ผมบอกว่านี่คือไวยากรณ์ของธุรกิจในระบบทุนนิยม ที่ใช้ความโลภเป็น driver of growth แต่มองอีกมุมหนึ่ง กรรมการที่มีสติ และคุณธรรม ต้องเรียนวิชามาร เอาไว้สยบมาร โดยตัวเองต้องไม่ติดโรคมาร และเป็นมารเสียเอง
วิจารณ์ พานิช
๒ มิ.ย. ๕๒