เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ขึ้นง่าย อยู่ง่าย

   ชาวใต้หรือคนที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ล้วนรู้จักผักกูดเป็นอย่างดี  เพราะเป็นผักที่หากินได้ง่าย ราคาไม่แพง มองปราดเดียวรู้ว่าเป็นผักกูด

คุณค่าทางโภชนาการ ผักกูดที่ชาวบ้านนิยมรับประทานจะเป็นผักกูดที่ออกในหน้าแล้ง เพราะรสชาติอร่อยกว่าฤดูอื่น ซึ่งอาจมีรสฝาดปน ผักกูดมีคุณค่าทางด้านโภชนาการมีธาตุเหล็ก แคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง วิตามินซี ไนอาซีน โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรท และยังเป็นผักที่เกิดตามธรรมชาติปลอดสารพิษ ปัจจุบันมีการเก็บขายส่งไปยังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งชาวญี่ปุ่นจะนิยมนำไปดองเกลือรับประทานเรียกว่า "วาราบิ" ผักกูดเป็นพืชจำพวกเฟิร์น เรียกชื่อแตกต่างกัน เช่น กูดย่อย (เชียงใหม่) กูดฮ่มดำ (ลำปาง) กูดคึ (เหนือ) กูดกิน ผักกูด (กลาง) กูดขาว (ชลบุรี) กูดน้ำ ไก้กวิลุ/ปู่แปลเต๊าะ/กิ๊กุเด๊าะ (กระเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน

 การประกอบอาหารสามารถประกอบอาหารได้หลายอย่างปรุงเป็นอาหาร ยอดอ่อนและใบอ่อนนำมาทำเป็นผักลวกจิ้มน้ำพริกหรือรับประทานสด ๆ โดยเฉพาะผักกูดราดกะทิรับประทานกับน้ำพริกจะทำให้รับประทานอาหารได้มากขึ้น ผักกูดน้ำมันหอย ผักกูดชุบไข่ทอดหรือนำมาแกงหรือที่นิยมมากคือ ผักกูดผัดน้ำมันหอยและยำผักกูด

ข้อมูลทางสมุนไพร
           จากการค้นคว้าข้อมูลทางสมุนไพร พบว่า มีการใช้ผักกูด (วงศ์ Marattiaceae) เป็นส่วนผสมในยาระบายทั่วไป ใช้ทั้งต้นต้มหรือแช่น้ำนานประมาณครึ่งวันแล้วเอามาอาบแก้ผิวหนังเป็นผื่นคัน เป็นต้น
จากการค้นข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผักกูด มีการวิจัยที่กล่าวถึงผักกูด(Diplazium esculentum) ว่าเป็นผักที่ไม่มี thiamine และมีฤทธิ์ antithiamine(Food Chemistry vol 52,Issue 3,1995 P.285-288) และมีการวิจัยพบสาร f-riodietyol 5-o-Methyl ether 7-o-beta-D-xylosyigalactoside ซึ่งเป็นสารกลุ่ม flavanone glycoside จากต้น Diplazium esculentum(whole plant) (Phytochemistry vol 20,Issue 4,p 862)
ข้อมูลจากอินเตอร์เนต

 

 

 

ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต