ขอให้....ฉันได้เล่น ได้ส่งเสียง ได้ค้นหา และ..ได้ถามเถอะ แล้ววันพรุ่งนี้ ฉันจะได้รู้ว่า..............จะเอาดาวไปทำอะไร

    ระยะนี้มีข่าวเด็กฆ่าตัวตายหลายคน ทำให้ผมนึกถึงงานวิจัยของกรมสุขภาพจิต ที่เก็บข้อมูลจาก 30 ครอบครัว พบว่าปัจจัยที่ทำให้เด็กอยากฆ่าตัวตาย คือ

    1. การใช้คำพูดดุด่าว่ากล่าวรุนแรงของพ่อแม่

    2. การไม่มีเวลาให้แก่กันและกันในครอบครัว

    3. การเลี้ยงดูแบบกดขี่ข่มเหง

    4. สภาพเศรษฐกิจรัดตัว ทำให้ไม่มีเวลาใกล้ชิดกัน

    5. ความรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่าต่อครอบครัว

     ทุกข้อเกี่ยวเนื่องกับครอบครัวทั้งสิ้น และสอดคล้องกับงานวิจัยทางตะวันตก ซึ่งผมอ่านจากบทความของ ผศ.ดร.สมบัติ ตาปัญญา ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ท่านเขียนไว้ว่า Strauss & Kantor ได้เก็บข้อมูลจาก 6,002 ครอบครัว ในปี 1994 เพื่อศึกษาว่าการถูกลงโทษด้วยความรุนแรงมีผลต่อชีวิตในภายหลังอย่างไรบ้าง พบว่าในกลุ่มตัวอย่างนี้มีมากถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ที่เคยถูกลงโทษทางร่างกายในช่วงวัยรุ่น โดยผู้ชาย (58 เปอร์เซ็นต์) ถูกลงโทษมากกว่าผู้หญิง (44 เปอร์เซ็นต์) คนที่เคยถูกลงโทษเหล่านี้ จะมีอาการซึมเศร้า มีพฤติกรรมพยายามฆ่าตัวตาย ติดสุรา ทารุณกรรมลูกของตนเอง และทุบตีหรือทำร้ายคู่สมรสของตนเอง (โดยเฉพาะผู้ชาย) สูงกว่ากลุ่มที่ไม่เคยถูกลงโทษด้วยความรุนแรง แสดงให้เห็นว่าการถูกลงโทษด้วยความรุนแรงมีผลเสียที่ร้ายแรงไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ และทำให้มีการใช้ความรุนแรงสืบทอดกันต่อไปเรื่อยๆ ผู้วิจัยมีคำแนะนำว่า

       หากเราต้องการจะกำจัดปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ชุมชน และสังคม เราจะต้องเริ่มด้วยการหยุดใช้ความรุนแรงต่อเด็กให้ได้เสียก่อน

    ในทางตรงข้าม การวิจัยจากคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ. 2545 จากกลุ่มตัวอย่างเด็กวัยรุ่นในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และปีที่ 6 จำนวน 1,316 คนจาก 5 ภูมิภาคของประเทศไทย ก็ได้ข้อสรุปว่า เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูด้วยการเอาใจใส่ ยอมรับ เข้าใจ อบอุ่นเป็นมิตร ตอบสนองต่อเด็ก มีการสื่อสารสองทางที่ชัดเจน เคารพในศักดิ์ศรีของกันและกัน มีการคาดหวังและมีแนวทางและการสนับสนุนที่ชัดเจนให้พัฒนาพฤติกรรมที่พึงปรารถนา จะช่วยให้เด็กมีความฉลาดทางอารมณ์ (อีคิว) สูง มีการปรับตัวดีกว่า มีการแก้ปัญหาในชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูด้วยการควบคุมเข้มงวด หรือตามใจ หรือละเลยทอดทิ้งไม่เอาใจใส่

        ถึงกระนั้น พ่อแม่จำนวนมาก แม้แต่ครูหลายคน ก็ยังชอบที่จะตีลูกหรือเด็กๆ เพราะการตีนั้นทำให้เด็กหยุดพฤติกรรมที่พ่อแม่หรือครูไม่ชอบทันที (อาจจะด้วยความกลัวหรือตกใจที่ถูกตี) จึงทำให้พ่อแม่หรือครูสรุปเอาว่าการตีนั้น "ได้ผล" แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้ตีไม่ตระหนัก คือ การลงโทษเด็กด้วยความรุนแรงยิ่งทำบ่อยๆ ก็จะได้ผลน้อยลงเรื่อยๆ เพราะเด็กจะ "ดื้อไม้เรียว"  เมื่อการตีอย่างเดิมไม่ได้ผล ก็จะเพิ่มความรุนแรงของการลงโทษมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็เข้าขั้นเป็นการทารุณกรรม ยิ่งไปกว่านั้นบาดแผลที่เกิดขึ้นในใจเด็กยังมีผลต่อชีวิตไปอีกยาวนาน สร้างความหวาดกลัว ห่างเหิน เกลียดชัง และทำให้เด็กรับเอาทัศนคติที่ชอบแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงไปใช้กับคนรุ่นต่อไปอีกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

        และ....จากบทประพันธ์ของ "พจนา  จันทร์สันติ" ชื่อ กาลครั้งหนึ่ง ได้ถ่ายทอดความในใจของเด็กคนหนึ่ง.......

ยังไม่รู้หรอกว่า....มีดาวสักกี่ดวงบนท้องฟ้า

ไม่รู้ว่าโลกนี้     มันใหญ่สักแค่ไหน

และยังไม่รู้เลยว่า        

คนบนโลกนี้   มีมากมายสักเท่าใด

                                    เพราะว่า...................ฉันยังเป็นเด็ก

                                    ฉันรู้แต่ว่า..................ฉันชอบเล่น

                                                                   ชอบส่งเสียงดัง

                                                                   ชอบค้นหาและชอบถาม

                                     ขอให้....ฉันได้เล่น      ได้ส่งเสียง   

                                    ได้ค้นหา  และ.....ได้ถามเถอะ

                                     แล้ววันพรุ่งนี้

                                    ฉันจะได้รู้ว่า..............จะเอาดาวไปทำอะไร

                                    ฉันจะได้รู้ว่า.............จะอยู่บนโลกนี้ได้อย่างไร

                                     และ...........ฉันจะได้รู้ว่า.........

                                    ฉันจะทำอะไรให้แก่ตนเอง       และคนบนโลกนี้บ้าง