ผมค้นพบกลุ่มอาการโรคนี้จากรายงานผลการวิจัย “การศึกษาสถานภาพการดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน” โดยสถาบันพัฒนาการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยมหิดล    สนับสนุนโดย สกว.  
          โอ้โฮ! มีการลงทุนดำเนินการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เป็นเงินมหาศาลนะครับ    มากอย่างไม่น่าเชื่อ   ผู้วิจัยเขาไม่ได้รวบรวมจำนวนเงิน   แต่ผมประมาณว่า ปีละหลายพันล้านบาท    อาจจะถึงหมื่นล้าน    และผมเดาต่อว่า    โครงการปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่สองจะเติมลงไปอีกมาก   และจะสูญเปล่าอีก    เพราะโดนโรค “โครงการเดี่ยว” กินหมด 


          กลุ่มอาการโรค “โครงการเดี่ยว” เท่าที่ผมจับได้ มีดังนี้


๑. เป็นโครงการของหน่วยงานหรือกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง   ดำเนินการแบบ top-down   เจ้าของโครงการคือหน่วยงาน และนักวิชาการส่วนกลาง
๒. หวังผลสำเร็จของโครงการ 
๓. โรงเรียนและครูผู้ปฏิบัติมีหน้าที่ดำเนินการตามสูตรสำเร็จที่กำหนดจากนักวิชาการส่วนกลาง    โดยในแต่ละช่วงเวลาครู (และโรงเรียน) ต้องทำโครงการแบบนี้หลายโครงการ
๔. มีการนิเทศงานจากส่วนกลาง   แต่ละโครงการนิเทศแยกกัน
๕. เมื่อโครงการจบก็จบ   ครู (และโรงเรียน) หันไปก้มหน้าก้มตาทำโครงการอื่นๆ ที่สั่งตรงมาจากส่วนกลางอีก


          ผมพยายามหา “เส้นผมบังภูเขา” จากการอ่านรายงานนี้    (แต่ไม่รับรองว่าผมละเมอเอาเองหรือเปล่า)    ว่าทำไมโครงการดีๆ เหล่านี้ จึงไม่ช่วยดึงคุณภาพการศึกษาขึ้น


          ผมสรุปว่าเป็นเพราะครู (และโรงเรียน) ไม่เรียนรู้ จากการสอนเด็ก   ที่จริงโครงการต่างๆ เหล่านี้คงจะทำให้ครูเรียนรู้บ้าง   แต่ไม่ใช่การเรียนรู้สิ่งที่เป็นหัวใจของครู    คือการกระตุ้นการเรียนรู้ของเด้ก    โครงการเหล่านี้กลับเป็นสาเหตุทำให้ครูไม่เรียนรู้สิ่งที่เป็นหัวใจ 


          ผมถามต่อว่าทำไมครูจึงไม่เรียนรู้สิ่งที่เป็นหัวใจของการเป็นครู จากโครงการดีๆ เหล่านี้    ผมลองตอบ (ไม่ทราบว่าถูกหรือผิด แต่ที่แน่คือ ไม่ครบถ้วน) ดังนี้


• โครงการขาด local integration   มีลักษณะโครงการใครโครงการมัน   ต่างก็ต้องการให้ครูส่งรายงาน
• ส่งผลให้ครู (และโรงรียน) ขาดความกล้าและทักษะในการตีความและบูรณาการความรู้และทักษะจากแต่ละโครงการเข้าด้วยกัน   บนฐานของสถานการณ์จริงของแต่ละโรงเรียน 
• ซึ่งหมายความว่าโครงการเหล่านี้เป็นสาเหตุให้ครูไม่เป็นบุคคลเรียนรู้ (learning person)
• ครูมัวแต่กรอกรายงานส่งโครงการ   ไม่ได้ทำกระบวนการ AAR เพื่อการเรียนรู้ของตนเอง    จึงไม่ได้ทบทวนตอกย้ำทำความเข้าใจการเรียนรู้ tacit knowledge จากการดำเนินโครงการแต่ละโครงการ    ซึ่งถ้าได้ทำ AAR จะช่วยบูรณาการความรู้จากต่างโครงการโดยอัตโนมัติ
• วัฒนธรรม top-down และวัฒนธรรมความรู้สำเร็จรูป ของกระทรวงศึกษาธิการ    ปิดกั้นการเรียนรู้ในการปฏิบัติงานของครู


          อ่านรายงานชิ้นนี้แล้ว ผมเห็นโอกาสหลายอย่าง   โดยต้องมองโครงการเหล่านี้เป็น assets ที่จะนำมาต่อยอด   หรือที่จริงมองครู (โรงเรียน) และนักวิชาการส่วนกลาง ของโครงการเหล่านี้ เป็น assets    แล้วดำเนินการจัดการความรู้เพื่อให้ความรู้จากโครงการที่หลากหลายนี้ เกิดผลในทางปฏิบัติ ตามความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ แต่ละโรงเรียน    โดยต้องไม่ดำเนินการแบบเอาโครงการเป็นหลัก    ต้องเอาพื้นที่หรือโรงเรียนเป็นหลัก  
          อีกโอกาสหนึ่ง คือโอกาสในการหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดโรคโครงการเดี่ยวอีก    น่าจะทำโดยเลือกเชิญนักประวัติศาสตร์มาวิจัยเชิงประวิติศาสตร์ของโครงการเหล่านี้    ว่าโครงการจำนวนมากมายและใช้เงินมากมายเหล่านี้ มีผลต่อสังคมไทย ต่อการศึกษาไทย ในภาพรวมอย่างไร    ผมเรียกว่า โครงการศึกษา Natural History ของโรคโครงการเดี่ยว    ความเข้าใจที่แท้จริงต่อโรค จะทำให้เราป้องกันโรคได้   ซึ่งแปลว่า จะช่วยให้ประเทศไทยไม่ต้องสูญเสียเงินไปทำโครงการที่ไร้ผล ปีละหลายพันล้านบาท
          ที่จริง ที่โครงการ LLEN ของ สกว. ให้ทุนเพื่อทบทวนทำความเข้าใจโครงการศึกษาสถานภาพการพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานก็เพื่อทำความเข้าใจภาพรวม   ให้เห็นว่าที่ผ่านมา มีโครงการอะไรบ้าง    รายงานให้รายชื่อและรายละอียดของโครงการและสรุปผลการสังเคราะห์ว่าไม่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาครู    และควรใช้วิธีการพัฒนาครูที่ต่างไปจากเดิม
          แต่ผมมองต่าง หรือมองอีกมุมหนึ่ง ว่าไหนๆ เราก็เรียกเงินเหล่านั้นกลับมาไม่ได้แล้ว   เราควรหาทางถอนทุนดีกว่า    โดยการหาทางเอาสะเก็ดความรู้ หรือสะเก็ดผลดี ของแต่ละโครงการ เอามาจัดการความรู้บนฐานของพื้นที่หรือโรงเรียน


          ดังนั้น สิ่งที่ควรทำต่อจากโครงการศึกษาสถานภาพฯ คือการค้นหาตัวบุคคลที่เป็นแกนนำของโครงการแต่ละโครงการ    ค้นหา Tacit Knowledge ที่เกิดจากโครงการแต่ละโครงการ    ผมเรียกกระบวนการนี้ว่า เป็นการทำ mapping หา assets ที่โครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานได้สร้างทิ้งไว้    สำหรับนำมาใช้ต่อยอด


          ผมขอขอบคุณ ดร. เจือจันทร์ จงสถิตย์อยู่ ผู้ประสานงานชุดโครงการ LLEN ของ สกว. ที่ส่งรายงานนี้ให้ผม review    ทำให้ผมเกิดความคิดที่นำมาลงในบันทึกนี้


วิจารณ์ พานิช
๑ มิ.ย. ๕๒