วันนี้ อาจารย์จิ๋ว(รศ.เทียมจันทร์ พานิชย์ผลินไชย) และพี่รัตน์ (อมรรัตน์ วัฒนาธร) ชวนพวกเรา ผู้ก่อการดีมาร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เรื่องแผนการเรียนที่จะนำกิจกรรมจิตตปัญญาศึกษา เข้าไปสอดแทรกในการเรียนการสอน ซึ่งน้องๆ แต่ละคนได้ส่งแผนการสอนให้กับ อาจารย์จิ๋ว ได้นำมาวิพากษ์ วิจารณ์ เรียนรู้แนวทางของแต่ละคนว่ามีวิธีการกันอย่างไร

              ส่วนผมนั้นมาโดยมีแผ่นกระดาษข้อความว่า

 

"คุณคือใครใครคือคุณ"

ความชอบ ความภูมิใจ ความสนใจพิเศษ งานอดิเรก ความสามารถของฉัน สิ่งที่ฉันฝันไว้ ความสุขของฉันคือ

 

      ผมลองใช้ข้อคำถามนี้กับนิสิตที่เรียนรายวิชา Operating and Applied Application software ซึ่งในวันนี้ผมยังไม่ได้แจกคำอธิบายรายวิชาให้กับนิสิต เพราะผมกลัวว่าคำอธิบายรายวิชา จะไปครอบงำความคิดของนิสิต ชั่วโมงแรกๆ ผมขอ Tuneup ตัวเองกับนิสิตก่อน ขอรู้จักความเป็นตัวตน ความเป็นตัวเค้า ว่าเค้าเป็นใครกัน มีความรู้ความสามารถ ความชอบอะไร

          ไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่าย ที่จะทำให้นิสิต ชั้นปีที่ 3 เอกคอมพิวเตอร์ศึกษาบอกเล่าความเป็นตัวเค้าออกมาในเวลา สองชั่วโมง

           ผมลองใช้คำถามว่า "พวกเราอยากเรียนอะไร" "พวกเราตั้งความหวังได้กับการเรียนการสอนวิชานี้อย่างไร"

 

  •  
    •  "เรียนอะไรก็ได้ที่นำไปใช้ได้"

    • "เรียนเหมือนที่เพื่อนเรียน"

    • "เพื่อนเค้าลงมติว่าเรียนอะไรผมก็เรียนตามนั้น"

     

          นั่นคือคำตอบที่นิสิตเค้าตอบผม ทำให้ผมต้องใช้ความพยายามมากขึ้น ในการที่จะใช้คำถามกระตุ้นให้เค้าพูด และต้องพยายามระมัดระวังตนเอง ที่จะไม่ครอบครองเวทีการพูดไว้กับคนที่ได้เปรียบ ยืนอยู่หน้าห้อง ยืนบนพื้นที่สูงกว่า มีไมค์ที่พูดได้ดังกว่า มีความอวุโสกว่า มีเกรดอยู่ในมือ

        ซึ่ง อ.เอ้ ก็คิดเหมือนผมเลย อ.เอ้ บอกว่าบางทีการที่อาจารย์ผู้สอนคือผู้ยิ่งใหญ่ในห้องเรียน ฉันมีความมั่นใจ ฉันเก่ง ฉันถูก ทำให้นักเรียนของฉันตัวรีบลงทุกวันๆ  ผมก็เลยสนับสนุน อ.เอ้ว่า เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมามีนิสิตปริญญาโทครูประจำการ มาสารภาพรัก เอ๊ย! ไม่ใช่มาสารภาพกับผมว่า "อาจารย์รู้ไหม เวลาหนูอยู่ต่อหน้าอาจารย์ หนูรู้สึกเหมือนหนูโง่มากเลย" นิสิตคนนั้นยังเล่าต่อว่า"เพื่อนหนูก็คิดเหมือนหนูเลย ขนาดเค้าเป็นครู คศ.3 นะตอนที่อยู่โรงเรียน เราจะมีความมั่นใจมากแต่พอมาอยู่ต่อหน้าอาจารย์ เหมือนพวกเราไม่รู้อะไรอีกตั้งเยอะ"

            ตอนแรกที่ผมฟังนิสิตคนนี้พูด ผมรู้สึกเหมือนดีเลย ว่าเราฉลาด เราเก่ง แต่ด้วยความที่เราเรียนรู้เรื่อง KM มาบ่อยๆ เราฟัง เราคิดในมุมอื่นบ้าง ทำให้ผมคิดว่า

 

  •  
    •  "ที่นิสิตเค้าคิดอย่างนี้เค้าชมหรือเค้าด่าเรา"

    •  "สิ่งที่เป็นอยู่มันดีหรือไม่ดี"

            การที่อาจารย์ ฉลาดเกินไป มั่นใจในตนเองมากเกินไป มันทำให้นิสิตของเราขาดความมั่นใจไปหรือเปล่า ขาดความกล้าที่จะคิด กล้าที่จะโต้ตอบ ความคิดที่เค้ามี สะท้อนความคิดของเค้าเองกลับมาสู่อาจารย์

         ด้วยคำพูดง่ายๆ ประโยคคลาสิคอย่างคำว่า

  •  
    • "คุณใช้แนวคิด หรือทฤษฎีอะไรมาตอบคำถามนี้"

    • "สิ่งที่คุณนำเสนอมานั้น มีทฤษฎีอะไรรองรับหรือเปล่า"

           ซึ่งผมว่าพวกเราหลายคนคงเจอคำถามนี้บ่อยๆ ทั้งๆ ที่ในใจอาจจะคิดว่าถามย้อนไปที่อาจารย์ว่า "แล้วอาจารย์คิดว่าน่าจะใช้ทฤษฎีไหนดีคะ" หลายครั้งที่ผมแนะนำนิสิตที่ออกแบบ CAI ว่าให้เชื่อทฤษฎีครึ่งหนึ่ง เชื่อความคิดและจินตนาการของตนเองครึ่งหนึ่ง

              ส่วน อ.จิ๋ว แนะนำวิธีการบางอย่างในห้องเรียนที่น่าสนใจ เช่น การรู้จักฟังผู้เรียนบ้าง  หรือขอบคุณผู้เรียน อ.จิ๋ว เล่าให้ฟังว่า ในห้องเรียนวิชาวิจัย อ.จิ๋วจะมีระฆังในห้องเรียน ซึ่ง อ.จิ๋วตกลงกับนิสิตว่า "ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม ถ้าได้ยินเสียงระฆัง พวกคุณจะต้องหลับตา และจะลืมตาได้เมื่อเสียงกังวาลของระฆังสิ้นสุด"  หรือบางครั้งที่ อ.จิ๋ว เห็นว่ามี รอยย่นๆ แห่งความสงสัยและงุนงง ขึ้นอยู่บนใบหน้า ก็จะเคาะระฆัง ให้นิสิตได้หยุดคิดใคร่ครวญ ก่อนที่จะเรียนต่อไป

             ส่วนอาจารย์แจ๊ค เล่าให้ฟังว่า หลังจากที่ได้เรียนรู้เรื่องกระบวนการจิตตปัญญาศึกษาแล้ว เมื่อก่อน อาจารย์จะรู้สึกภูมิใจที่เป็นผู้สอน ผู้ที่ควบคุมห้องเรียนได้ เมื่อนิสิตเริ่มพูดคุย เริ่มไม่ฟัง อาจารย์ก็จะมีกฏกติกามารยาทในการเรียน ว่าทุกคนต้องเงียบเสียง ไม่เช่นนั้น ผมจะไม่สอนต่อ แต่เมื่อครั้งหนึ่ง อาจารย์แจ็ค ให้นิสิตทำกิจกรรมกลุ่ม และได้มีโอกาสเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มของนิสิต กลับพบว่า นิสิตเค้ากำลังพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาดถึงเรื่องการแบ่งกลุ่ม ว่าเค้าทำไมถึงเลือกมาอยุ่กลุ่มนี้ แต่พอเห็นหน้าอาจารย์แจ๊คอยู่ด้วย นิสิตก็จะชงัก และหยุดพูด เพราะความเกรงใจอาจารย์

         แต่อาจารย์กับพบความจริงว่า ทัศนคติของตนเองที่มีต่อเรื่องการพูดคุยของนิสิตในห้องเรียน บางทีอาจารย์นึกว่านิสิตพูดคุย นอกเรื่องนอกราว การเรียนการสอน แต่อาจารย์เข้าใจผิด บางครั้งการคุย การเสียงดังของนักเรียน ก็เป็นการอภิปรายในเรื่องการเรียนการสอน อาจารย์เองก็เข้าใจผิดได้

       อาจารย์แจ็คบอกว่า "สิ่งที่เด็กคุยบางครั้งก็ไม่ใช่สิ่งไร้สาระเสมอไป" "กฏที่ผมตั้งขึ้น บางครั้งก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมคิดถูกเสมอไป"

"ผมต้องขอโทษพวกคุณที่ผมมีทัศนคติที่ดูแคลนพวกคุณ เข้าใจผิด" และเมื่อครูผิดครูก็ขอโทษพวกคุณ

             นี่คือหลากหลายประสบการณ์ที่พวกเรา เหล่าผู้ก่อการดี นำมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันในวันนี้