ชื่อบันทึกนี้ เป็นชื่อหัวข้อที่จะเป็นดุษฏีนิพนธ์ การไปดูงานครั้งนี้เห็นว่ามีความสอดคล้องกันในหลายเรื่องจึงบันทึกมาเป็นเอกสารชิ้นนี้
ประโยชน์ส่วนรวม (common interest) เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นจากการสละประโยชน์ส่วนตน (private interest) เป็นผลประโยชน์ที่สังคมทั้งหมดได้รับ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม (Dredge and Thomas,2009) เป็นสิ่งที่คนในสังคมร่วมกันทำมาตั้งแต่อดีต เป็นการช่วยเหลือกันระหว่างเพื่อนมนุษย์ ซึ่งนับเป็นวัฒนธรรมหนึ่งที่สืบทอดกันมาในสังคมไทย เช่น การช่วยกันดูรักษาเส้นทางเข้าหมู่บ้าน การทำบุญเพื่อสร้างอาคารสถานที่ทางศาสนา และอื่น ๆ ฯลฯ โดยใช้กำลังและทุนทรัพย์ของประชาชนในชุมชนนั้น ๆ
ห้องสมุดโดยเงินบริจาค
รั้วโรงเรียนวัดดอนโดยเงินบริจาค
ภาพทั้งหมดกล่าวมานี้มองเห็นได้ยากในสังคมทุนนิยม ที่แต่ละคนต่างแข่งขันกันเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับตนเอง ความเป็นปัจเจกบุคคลที่สูงส่ง การสะสมที่เป็นคำฝังหัวในมนุษย์ยุคทุนนิยม เสรีภาพที่ปราศจากการคิดถือคนอื่น อย่างไรก็ตามการมาศึกษาดูงาน หรือมาฟังการพูดคุยของหลวงพ่อ และผู้นำทางสังคมในชุมชนบ้านคูเต่าในครั้งนี้ ทำให้ผู้เขียนได้โจทย์การวิจัยที่ค้นหามานาน และเป็นคำตอบหนึ่งที่หายากในสังคมไทย นั้นคือ ยังมีชุมชนที่ประชาชนช่วยเหลือกันอย่างขยันขันแข็ง ท่ามกลางการปิดล้อม และการรุกเข้ามาทั้งอำนาจรัฐและอำนาจทุน อำนาจรัฐบอกว่ากระจายอำนาจให้กับประชาชนผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบต่าง ๆ แต่ในภาพความเป็นจริงเป็นการขยายอำนาจรัฐมากกว่าการกระจายอำนาจ แม้มีการสนับสนุนงบประมาณให้ประชาชนทั้งโดยตรงและอ้อม ผ่านกองทุนหมู่บ้าน และกองทุนเงินต่าง ๆ ประชาชนก็ยังไม่ได้รับประโยชน์เพียงอย่างใด ในเมื่อ "เงิน" เหล่านั้นเป็นเงินที่มาพร้อมกับอำนาจ "ตัดขาดคนออก ไม่มีจิตวิญญาญของคนอยู่ด้วย เช่นเดียวกับอำนาจทุนที่พร้อมจะเขมือบชุมชน ท้องถิ่นตลอดเวลาที่อ่อนแอ
แต่ชาวบ้านคูเต่า ได้แปลงวิกฤตินี้เป็นภูมิคุ้มกันให้กับตนเอง ใช้เงินเป็นเครื่องมือในการพัฒนา สร้างจิตสำนึกร่วม จนเป็นพลังของชุมชน เงินเพียง 1 บาทที่ดูไร้ค่าในยุคปัจจุบัน เงิน 1 บ้านซื้ออะไรได้ยากยิ่งนอกเหนือจาก "ลูกอม 2-3 ลูกบาท" อย่างอื่นแทบลำบาก แต่เงินเพียง 1 บาทในชุมชนบ้านคูเต่ามีค่ามหาศาลสามารถสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตของคนในชุมชน ไม่ใช่เฉพาะเจ้าของเงิน 1 บาทเท่านั้น
ปัจจุบันรัฐพยายามกระจายเงิน กระจายงบประมาณไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ประชาชนแทบไม่ได้รับประโยชน์อันใดเลย ซ้ำยังสร้างความแตกแยกในชุมชน หมู่บ้านอย่างต่อเนื่องและตลอดเวลา เพราะ
คนที่เข้ามาบริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่น้อยเข้ามาเพราะด้วยต้องการ สร้างอำนาจบารมี และหาช่องทางนำเงินที่เป็นงบประมาณเหล่านั้นผันเป็นเงินในกระเป๋าของตัวเองและพรรคพวก เป็นการกระจายอำนาจที่ไม่เห็นความสำคัญของภาคประชาสังคมที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการพัฒนาของประเทศไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก่อนที่อำนาจรัฐและทุนจะแผ่ทั่วประเทศในปัจจุบัน
มีหลายหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นโดยพลังของคนในชุมชนที่ไม่ต้องพึ่งพางบประมาณหรือเงินเป็นตัวตั้ง ถ้ารัฐเชื่อมั่นว่าชุมชนหรือประชาชนทำด้วยตนเองได้ และทำได้ดีด้วย ก็จะทำให้ชุมชน ท้องถิ่นของประเทศไทยมีความเป็นอยู่และเข้มแข็งมากกว่านี้ ไม่ใช่ตกอยู่ในภาวะ "การพัฒนาที่ด้อยพัฒนา" และ "ยิ่งด้อยพัฒนาลงไปอีกไม่รู้จบ" ประชาชนทำอะไรได้ด้วยตนเอง และทำได้ดีกว่า เพราะรู้ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นจะทำอย่างไรไม่กระทบต่อตนเองและอื่น คนชุมชนบ้านคูเต่า เอาเทคนิคง่าย ๆ แปลงเงินเพียง 1 บาทสร้างพลังมหาศาลให้กับชุมชน กล้าปฏิเสธอำนาจรัฐและอำนาจทุนที่ไม่ยอมก้มห้วให้กับชุมชน กล้าที่จะต่อสู้ปฏิเสธ และสามารถทำในสิ่งที่ตนเองคิดว่าถูกต้องและเดินหน้าต่อไปได้ จึงเป็นสิ่งที่ควรได้รับการสายต่อ ขยายผลเป็นกำลังใจให้กับคนในชุมชน และเป็นแบบอย่างที่ชุมชนอื่นควรศึกษา (แต่ไม่ใช่เลียนแบบเพราะทำไม่ได้) เช่นเดียวกับรัฐควรที่จะศึกษาอย่างยิ่ง ควรใช้อำนาจที่สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบันที่รัฐกับสังคมนั้นไปด้วยกัน ไม่ใช่ใครจะเหนือกว่าใครดังที่เข้าใจเหมือนในอดีต
สิ่งที่นอกเหนือจากผลผลิตของการก่อสร้าง ที่เป็นอาคาร วัตถุ ต่าง ๆ สำหรับใช้ประโยชน์ คือ ความสัมพันธ์ที่ดีของคนในชุมชน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นอกเห็นใจกัน เอาใจเขามาใส่ใจเรา สังคมจึงมีความสงบสุข ไม่เบียดเบียนกัน ไม่เห็นต้องทำอะไรมากเลย เพียงแต่เปิดโอกาสให้เกิดขึ้น และเอื้ออำนวยในสิ่งที่เป็นอุปสรรคเท่านั้น
คนอื่นเขียนในเชิงเล่ามามาก ผมขอเขียนในเชิงระบายความรู้สึกในใจ และเก็บบันทึกนี้ขยายความต่อไปในการศึกษาเชิงลึกในชุมชน เพื่อพัฒนาเป็นงานวิจัยต่อไป ขอบคุณ GotoKnow ที่ให้โอกาสได้พบกับสิ่งดี ๆ ในสังคมไทยในครั้งนี้ ขอบคุณสมาชิกทุกท่านที่ช่วยถ่ายทอดมุมมองที่พบเห็น ทำให้ได้เปิดมุมมองที่ใหม่ และกว้างขวาง รอบด้านมากขึ้น
เอกสารอ้างอิง
Dredge, Dianne and Thomas, Phillippa. (2009). "Mongrel management. Public interest and protected area management in the Victorian Alps, Australia". Journal of Sustainable Tourism. 3 (1) : 1-19.
ดีไปหมดๆๆๆ
ทุเรศมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ น่าจะมีข้อมูลมากกว่านี้ นะคับ เพราะที่ดูข้อมูลมีน้อยมากนะคับ