วันที่ 3 ของการเดินทาง แต่จริงๆ ก็เป็นวันที่ 2 ที่ข้าพเจ้าอยู่โปรตุเกส เมื่อคืนนี้พี่นกได้นัดแนะกับทุกคนให้พร้อมกันด้วยสูตร 7 8 9 บางคนที่ไม่เคยไปเที่ยวกับทัวร์อาจไม่เข้าใจว่าคืออะไร ข้าพเจ้าขออธิบายง่ายๆ คือ 7 โมงปลุก 8 โมงทานอาหารเช้า และ 9 โมงล้อหมุน เวลาที่สำคัญที่สุดคือ 9 โมงเช้า ส่วนเวลา 7 โมง หรือ 8 โมงก็แล้วแต่ละคนจะจัดเวลาของตนเอง ข้าพเจ้าเป็นคนทานอาหารเร็ว แต่เนื่องจากวันนี้ต้องเดินทางไปเมืองต่อไป ต้อง Check-out เลย ดังนั้นทุกคนต้องนำกระเป๋ามาขึ้นรถและเสร็จก่อน 9 โมงเช้า เพื่อออกเดินทางตอนเก้าโมงเช้าพอดี
ไม่กล่าวถึงอาหารเช้าก็คงไม่ครบกระบวนการ อาหารเช้าที่โรงแรมก็เป็นแบบ American Breakfast แบบโปรตุเกส คือ มีขนมปัง เบคอน ไส้กรอก อะไรๆ ที่ American Breakfast มีแต่เค็ม! นั่นแหละโปรตุเกส แต่โรงแรมคืนแรกที่พักนั้นเป็นระดับ 3 ดาวจึงไม่มีอะไรให้กินมากนัก แต่ก็พออิ่มสำหรับอาหารเช้ามื้อแรก
ตอนเช้านี้ พี่นกบอกว่าจะพาไปทาน Egg Tart ซึ่งมีที่มาจากโปรตุเกสนี่เอง เป็นขนมพื้นเมืองที่มีมากว่า 200 กว่าปีแล้ว ร้าน”ขนม” ในเมืองไทยซื้อสูตรจากมาเก๊า ซึ่งมาเก๊าเป็นส่วนหนึ่งของเมืองจีนที่ยกให้กับโปรตุเกสครอบครอง แต่ไม่ได้ให้เป็นสิทธิขาด ร้านนี้หน้าร้านดูไม่ใหญ่โต 3 คูหาเล็กเท่านั้น แต่พอเดินเข้าไปข้างในกลายเป็นโรงงานใหญ่โต มีอายุกว่า 200 ปี ทั้งร้านตกแต่งด้วยกระเบื้อง น้องตาลต้องไปจองที่นั่งให้ก่อนเนื่องจากปกติแล้วร้านนี้จะมีคนเยอะมาก และคณะของข้าพเจ้าก็มีตั้ง 27 คน โชคดีที่เป็นช่วงเช้า จึงยังไม่ค่อยมีคน มีโควต้า Egg Tart คนละ 1 ชิ้นและกาเลา (หางกาแฟผสมนม) คนละ 1 แก้ว Egg Tart ชิ้นใหญ่ประมาณ 2 เท่าของร้านขนม แต่รสชาติที่เมืองไทยอร่อยกว่า(ตามความคิดเห็นของข้าพเจ้า) นมในกาเลามีกลิ่นเหม็นคาว ข้าพเจ้าเป็นคนชอบกินกาแฟมากและเป็นคอกาแฟ กาเลาจึงไม่ค่อยเป็นที่โปรดปราน รู้สึกเหมือนกินนมรสกาแฟมากกว่า ในร้านจัดเป็นสัดส่วนและสะอาดมากๆ เครื่องคิดเงินสมัยก่อนหรือแม้กระทั่งรูปภาพต่างๆ ถูกนำมาจัดแสดงไว้ในร้าน ประหนึ่งว่าเป็นพิพิธภัณฑ์เล็กๆ เลยทีเดียว พนักงานในร้านเป็นกันเองและยิ้มแย้มตลอดเวลา แม้พวกเขาจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ก็สื่อสารกันได้ แค่ยิ้มให้ก็สร้างความสัมพันธ์และความรู้สึกดีๆ มากมายมากกว่าคำพูดด้วยซ้ำ พวกเขาชี้ชวนให้ข้าพเจ้าเข้าไปถ่ายภาพกับวีดีโอในส่วนของการผลิต ซึ่งดูแล้วก็ยังคงเป็นเหมือนโรงงานเล็กๆ ที่ดูแล้วน่าทำงานจัง ขอกล่าวถึงนิดนึงเรื่องกระเบื้อง ที่โปรตุเกสนี้มีการทำกระเบื้องมาหลายร้อยปีมากๆ และพวกเขาใช้กระเบื้องในการตกแต่งทั้งภายนอกและภายในบ้าน ซึ่งจะได้เห็นในรูปของวันถัดๆ ไปด้วย กระเบื้องพื้นขาวและวาดภาพด้วยสีน้ำเงิน สิ่งหนึ่งที่สามารถบอกได้อย่างดีคือ เทคโนโลยีนั้นดีมากขนาดที่ยังสามารถรักษาได้จนถึงปัจจุบัน อาจเป็นเพราะอากาศที่เย็นพอดีและไม่ค่อยมีความชื้นในอากาศก็ได้
ถึงเวลาที่ต้องขึ้นรถเพื่อไป National Accreditation Agency ซึ่งคณะดูงานได้นัด Professor ที่เป็นผู้อำนวยงานไว้ประมาณ 11 โมงครึ่ง คงงงกันว่านัดเกือบเที่ยงไปทำไม มีเรื่องต้องแจ้งแถลงไขอีกคือ เป็นวัฒนธรรมของที่นี่คือ อาหารเที่ยงจะทานกันประมาณบ่ายโมงครึ่งหรือบ่านสองโมง ส่วนอาหารเย็นเป็น Full Course Dinner เริ่มประมาณสองทุ่มจนถึงห้าทุ่ม ข้าพเจ้าจะเล่าฟังตอนหลังๆ เพราะฉนั้นการนัดพบตอนสิบเอ็ดโมงครึ่งก็จะเสร็จประมาณบ่ายโมงกว่า National Accreditation Agency คือหน่วยงานที่เป็นของเอกชนแต่ทำงานเพื่อรับประกันหลักสูตรการศึกษาของสถานศึกษาตามมาตรฐานของยุโรปในที่สุด แต่ตอนนี้พวกเขาเพิ่งเริ่มต้นอยู่ในขั้นตอนของการวางแผน อีกหน่อยคนไทยถ้าจะไปเรียนที่ประเทศในสหภาพยุโรปคงมีค่าใช้จ่ายแพงมากขึ้นอีกมากมาย เพราะการประกันคุณภาพก็ถือเป็นต้นทุนอย่างหนึ่งด้วย ถ้ามองจากมุมมองของข้าพเจ้าที่เป็นเจ้าของกิจการ National Accreditation Agency นี้ตั้งอยู่ในตัวเมืองลิสบอน ชั้น 5 ของตึกแถวเก่าแก่ย่าน Downtown พวกเขาแปลกใจมากที่จำนวนคนมากมาย ดีที่คนไทยตัวเล็กจึงเข้าไปนั่งในห้องประชุมได้หมด เสร็จการเยี่ยมชมภายใน 1 ชั่วโมง เวลาเหลือกว่าที่ร้านอาหารจะเปิด พี่นกจึงตัดสินใจพาไปดูอนุสาวรีย์ของ Henry the Navigator เป็นผู้เดินเรือคนแรกของโปรตุเกส และในบริเวณเดียวกันนั้นมีแผนที่โลกอยู่บนหินอ่อน
เอาหล่ะถ้าไม่พูดถึงถนนในโปรตุเกสก็จะไม่สนุกนะสิ ถนนในโปรตุเกสเป็นถนนหินยกเว้นทางด่วนหรือถนนระหว่างเมือง บางครั้งข้าพเจ้าเดินบนถนนก็ไม่แน่ใจว่าถนนนี้คนเดินอย่างเดียวรึเปล่า อีกอย่างหนึ่งเขาจะไม่มีกลับรถ (U-Turn) อยากรู้ใช่มั้ยว่าแล้วทำอย่างไร ก็เขาจะใช้มีสะพานวนไปวนมาหรือทางวันเวย์ วงเวียน วนไปวนมาในที่สุดก็กลับมาที่เดิมได้ เหมือนกับสถานที่ที่พี่นกพาไป จริงๆ แล้วอนุสาวรีย์นี้อยู่ตรงข้ามกับมหาวิหารที่ไปในวันแรก
และร้านอาหารก็ทำให้ต้องวนกลับมาอีกรอบ อาหารไทยมื้อแรก เฮ้!! เป็นร้านอาหารไทยร้านเดียวในลิสบอน
จำไม่ได้แล้วว่ามื้แรกข้าพเจ้ากินอะไร แต่เอาเป็นว่ามี 3 อย่างคือ Soup, Main Course, Dessert บางทีก็เป็นผลไม้รวม แต่ที่ขาดไม่ได้คือขนมปัง เนย และแจ่ว (แล้วคุณจะรู้สึกถ้าไม่มีมัน) เมื่อท้องอิ่ม ล้อก็หมุนอีกครั้ง คราวนี้เดินทางไกลหน่อย ไปเมือง Coimbra(โคอิมบรา) เป็นเมืองทางเหนือของ Lisbon และเป็นเมืองเล็กๆ ที่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัย Coimbra มีอายุกว่าเจ็ดร้อย ปี เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยแรกๆ ของโลก นักศึกษาที่นี่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของเมือง แปลว่าเมื่อปิดเทอมเมืองก็เงียบ เพราะว่านักศึกษาส่วนใหญ่จะกลับบ้านที่อยู่เมืองอื่นๆ ใช้เวลาเดินทางจาก Lisbon ไป Coimbra ประมาณ 2 ชั่วโมง ระหว่างทางวิวก็ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจยกเว้นโบสถ์ มีโบสถ์มากมาย หมู่บ้านเล็กหมู่บ้านน้อยก็มีโบสถ์ ที่แปลกคือยิงพลุเพื่อเป็นการแสดงความยิ่งใหญ่ของโบสถ์ ขนาดไม่สำคัญเท่าจำนวนพลุที่ยิง แปลกดีเหมือนกัน ส่วนใหญ่โบสถ์ที่นี่จะสรรเสริญเซนต์ต่างๆ จะกล่าวถึงอีกทีเมื่อวันที่เราไปอีกเมืองหนึ่งคือ Porto (ปอตู)
จาก Lisbon ไป Coimbra จะผ่านเมืองเล็กๆ เรียกว่า Obidos (โอบิดูส) ภาษาโปรตุเกส ตัวโอ ออกเสียงเป็นสระอู
ข้าพเจ้าชอบเมืองนี้มาก เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีความสำคัญเพราะเป็นเมืองที่เคยของขวัญที่กษัตริย์องค์หนึ่งของโปรตุเกสให้พระราชินีในวันแต่งงานของพระองค์ และที่สำคัญเมืองนี้มีเทศกาลชอคโกแลตประมาณต้นเดือนพฤศจิกาและมีไวน์เรียกว่า เชอรรี่ไวน์ เวลาดื่มเทลงไปในถ้วยที่ทำจากชอคโกแลต อร่อยมาก ข้าพเจ้าลองดูแล้ว เมืองนี้เป็นเมืองที่เล็กๆ น่ารักๆ ใช้เวลาเดินชื่นชมประมาณชั่วโมงเศษๆ ก็หมดแล้ว จึงเดินทางต่อไป เพื่อไป Coimbra
ถึงแล้ว Coimbra เวลาประมาณหกโมงเย็น
อ๊ะ! ลืมบอกไปว่าที่โปรตุเกสช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าไปนี่ พระอาทิตย์ตกเวลาสองทุ่ม ดังนั้นหกโมงเย็นฟ้าแจ้งจางปางอยู่เลย แต่เราก็เข้าที่พักแล้วเป็นโรงแรมอยู่บนเขาเรียกว่า Dom Luis Coimbra คำว่า“Dom” เป็นตำแหน่งอาจเทียบเท่าได้กับ “พระยา” เพราะว่าตำแหน่งที่ได้จากการทำความดีความชอบให้กับประเทศ วันนี้อากาศยังเย็นอยู่บ้างประมาณ 13 องศาน่าจะได้ นัดเจอกันอีกที 6 โมงครึ่งเพื่อไปกินข้าวเย็น อาหารโปรตุเกสอีกแหละ ไม่ต้องสงสัย จากนั้นก็นัดสูตรเดิมสำหรับพรุ่งนี้เช้า 7-8-9