600 บาทสำหรับผมไม่ได้มากมาย สิ่งที่สำคัญคืออย่างน้อยเสื้อของผมก็ทำให้คน 3 คน มีความสุขก้เพียงพอแล้ว คนแรกคือผมผู้เป็นคนวาด คนที่สองคือคนที่ซื้อเสื้อตัวนี้ และคนที่สามคือเพื่อนผู้เห็นเสื้อตัวนี้

                 "600 บาทสำหรับผมไม่ได้มากมาย สิ่งที่สำคัญคืออย่างน้อยเสื้อของผมก็ทำให้คน 3 คน มีความสุขก้เพียงพอแล้ว คนแรกคือผมผู้เป็นคนวาด คนที่สองคือคนที่ซื้อเสื้อตัวนี้ และคนที่สามคือเพื่อนผู้เห็นเสื้อตัวนี้"  เป็นประโยคที่สะกดให้ฉันกับพี่ปูต้องหยุดฟังและร่วมสนทนากับชายคนหนึ่งผู้ซึ่งเป็นพ่อค้าร้านเสื้อทำมือร้านหนึ่งบนถนนที่เรียกว่า "Bangsan walking street"

                5 ชั่วโมงที่แล้วฉันกับพี่ปูยังอยู่ที่สวนสามพราน นครปฐม หลังประชุมเสร็จพี่บัวน้องชายพี่ปูก็มารับไปที่ชลบุรีเพื่อไปหาเจ้าตัวน้อยตัวป้อมกลม ผู้มีแววตาสดใสนามว่าน้องจูเนียร์ เราวางแผนให้น้องจูเนียร์อยู่กับแม่ที่ชลบุรีอีก 1 คืนแล้วจะกลับบ้านหนองคายในวันรุ่งขึ้น ฉันกับพี่ปูคงไปนอนริมทะเลสักแห่งเพื่อผ่อนคลายความเครียด ใช้เวลา 5 ชั่วโมงจากนครปฐมมาที่บางแสนนี้ อาจเป็นเพราะพี่บัวคงอยากพาเรานั่งรถเล่นชมรอบเมืองกรุงก็เป็นได้ แต่หากเราไปทางลัด (ถ้าไม่หลงทาง) เราคงถึงตั้งแต่ 6 โมงเย็นแล้ว

                สามทุ่มกว่าๆฉันกับพี่ปูกินอะไรไม่ลงจริงๆ รู้สึกผะอืดผะอม อาจเป็นเพราะการนั่งรถนานไปหน่อย พี่บัวจึงพาเราไปเดินเล่นที่ "Bangsan walking street" ทั้งๆที่ง่วงเต็มที แต่เมื่อเดินเข้าไปในถนนนี้แล้วเรากลับลืมทุกอย่างไปหมดสิ้น เราลัดเลาะไปตามร้านขายสินค้าต่างๆไม่ว่าจะเป็นร้านเสื้อยืดสกรีนลายต่างๆ ต่างหูเครื่องประดับ handmade หยุดซื้อกีวี่ปั่นร้านหนึ่ง ข้างๆกันเป็นร้านน้ำส้มสด มีแม่ค้าสาวสวยหน้าตาน่ารักมากกว่าจะเป็นแม่ค้าได้ มีหนุ่มๆต่อคิวอยากกินน้ำส้มเป็นแถว ฉันก็อยากกินน้ำส้มน่ะแต่ไม่อยากไปเทียบรัศมีแม่ค้าจึงเลือกกินน้ำกีวี่ปั่นดีกว่า เดินไปเรื่อยๆช่วยพี่ปูหาเสื้อยืด handmade สวยๆ สักครึ่งโหลเพื่อไปใส่กันเป็นทีมแต่ยังได้ไม่ถูกใจ หรือถูกใจแต่ก็ไม่ครบครึ่งโหลซักที

               เดินจนมาถึงร้านเสื้อยือสกรีนลายแปลกร้านหนึ่ง มีเสื้อสีขาวสกรีนลายดอกลั่นทมสีเหลืองเด่นตัดด้วยใบสีเขียวดูสดใส แขวนเรียงกันอวดความสวยบนแผงอยู่ 5 ตัว เมื่อเราหยุดดู ชายผู้เป็นเจ้าของร้านเดินออกมาเสนอราคา

"เสื้อตัวละ 359 ครับ แต่ถ้าคนรักสิ่งแวดล้อมไม่ใส่ถุงพลาสติกผมลดให้เหลือ 299 บาท" พูดเสร็จพร้อมชูป้ายบอกราคา ฉันหันไปมองหน้ากับพี่ปู เจอเข้าให้แล้วศิลปินตัวจริง

"เสื้อนี้ไม่สามารถหาซื้อได้ที่ห้าง ไม่ได้ทำด้วยเครื่องจักรแต่ทำด้วยมือครับ ทำด้วยความรัก ต้องค่อยๆร่างแต่ละกลีบแต่ละใบด้วยดินสอก่อนแล้วค่อยลงสีใล่ไปเรื่อยๆครับ วันนึงทำได้แค่ 2 ตัวเอง คุณใสเสื้อมียี่ห้อแล้วไงครับ ก็เท่านั้นไม่ได้ให้ความรู้สึก แต่ถ้าคุณใสเสื้อตัวนี้เป็นไงครับดอกไม้สวยไหมครับ สวยนะครับ"

ชายหนุ่มร่างสันทัด ใสเสื้อยืดคอกลมสีขาว มีรูปหัวใจดวง เล้กๆ กระจายไปทั่วหน้าอกนั้น มุมด้านขวาของเสื้อ ลงชื่อว่า "กฤษณ์ สะกิดใจ"  โฆษณาสรรพคุณสินค้าของเขาเอง อย่างตั้งใจ

"วันนึงก็ทำได้แค่ 2 ตัว ได้วันละ 600 เหรอค่ะ" ฉันถามไปหลังจากคิดคำนวณในใจดูแล้ว "ครับ ค่าเสื้อก็ตัวละ 100 แล้ว หักค่าสีอีก ...600 บาทสำหรับผมไม่ได้มากมาย สิ่งที่สำคัญคืออย่างน้อยเสื้อของผมก็ทำให้คน 3 คน มีความสุขก้เพียงพอแล้ว คนแรกคือผมผู้เป็นคนวาด คนที่สองคือคนที่ซื้อเสื้อตัวนี้ และคนที่สามคือเพื่อนผู้เห็นเสื้อตัวนี้ ผมวาดรูป ทำเสื้อตัวนี้ผมมีความสุข คนที่ซื้อเสื้อตัวนี้เมื่อใส่มันเห็นดอกไม้สวยงาม ตื่นมาแล้วก็เห็นได้เลยไม่ต้องลงไปที่สวนดอกไม้ก็มีความสุขได้ เมื่อเพื่อนเห็นคุณใส่เสื้อลายดอกไม้สวยงาม สดชื่น เพื่อนก็มีความสุขครับ"

ฉันหันไปพิจารณาดูเสื้ออย่างละเอียดกว่าจะทำได้ ถ้าไม่ตั้งใจจริงๆ ถ้าไม่รักที่จะทำจริงๆ คงยากที่จะสำเร็จ ฉันคนนึงล่ะที่คงทำไม่ได้แน่ในชาตินี้ "แล้วสีที่เขียนไว้บนเสื้อนี้มันจะไม่หลุดไปเหรอค่ะ ถ้าเราไปซัก" "ไม่หรอกครับ ถ้าคุณซื้อเสื้อผมไปถ้าจะซักในครั้งแรก ให้เอาสีขาวบางๆมารองไว้แล้วรีดด้วยความร้อนอ่อนๆ เสร็จแล้วนำไปซักด้วยมือ แค่นี้ก็อยู่ได้นานไม่หลุดครับ รีดก่อนซักแค่ครั้งแรกเท่านั้นนะครับ"

ฉันคิดในใจ ยุ่งยากน่าดู แล้วทำไมนายไม่ซักให้เสร็จในครั้งแรกก่อนล่ะ ค่อยเอามาขาย สะดุ้งเล้กน้อยเมื่อคุณพ่อค้าศิลปินตอบออกมาเหมือนอ่านความคิดฉันออก "มีหลายคนถามผมครับว่าทำไมไม่ซักให้ครั้งแรก ครับผมจะบอกอย่างนี้ครับ ถ้าคุณได้ทำเอง คุณมีส่วนร่วม คุณก็จะรักและถนอมเสื้อตัวนี้เมื่อคุณมีความรักคุณจะเกิดความสุขครับ คิดดูนะครับเสื้อสวยไหมครับ ดอกไม้สวยไหมครับ ถ้าตื่นมาเห็นดอกไม้ที่เสื้อเป็นไงครับ สดชื่นมีความสุขแม้อยู่บนห้องนอน ตอนนี้คนเรามักลืมความละเอียดอ่อน ครับ ทำให้ชีวิตขาดความสุขครับถ้าเรามองสิ่งรอบตัวช้าลง ใส่ใจกับมันเล้กน้อย เราก็มีความสุขได้ครับ" ประโยคนี้ฉันนึกไปถึงหน้าหมอแอนนี่ ในห้องประชุมที่นครปฐม มันฟังดูคล้ายกันมากจริงๆ

เราสนทนากันอย่างออกรสอีกพักใหญ่ในประเด็น การลดใช้ถุงพลาสติกลดโลกร้อน คุณกฤษณ์อยากสะกิดใจให้ทุกคนได้ตะหนักโดยเริ่มทำที่ร้านเขาก่อนและหวังว่ามันจะขยายผลไปที่ร้านค้าอื่นด้วย พูดคุยไปถึงประเด็นเป้าหมายการทำงานที่แม้ต่างอาชีพกันแต่กลับมาตรงกันอย่างไม่น่าเชื่อ เป้าหมายที่อยากให้คนรอบข้างมีความสุข สุดท้ายคุณกฤษณ์ให้แง่คิดเรามาว่า "พวกคุณน่า อิจฉานะ จริงๆพวกคุณได้ทำบุญ ได้ทำความดีอยู่ทุกวันโดยไม่ต้องไปวัดหรือเดินทางไปบริจาคที่ไหน นั่นแหละคือความสุข คุณรู้ไหม การทำความดีก็คือการทำให้เรามีความสุขนั่นเอง"

ฉันกับพี่ปูเดินกลับที่พักอย่างสุขใจ แม้ไม่ได้อุดหนุนเสื้อยืด พ่อค้าศิลปินนี้ซักตัวก็ตาม คืนนั้นเรานอนหลับสนิทอาจเพราะความเหนื่อยล้า...ความอิ่มใจหรืออะไรก็ตาม รู้ตัวอีกที่ก็... 9 โมงเช้า ฉันวิ่งเข้าห้องน้ำแล้วตะโกนอย่างตกใจว่า "ตายแล้วจะถึงบุ่งคล้ากี่โมงเนี่ย"