หมอบ้านนอกไปนอก(98): น้ำใสใจจริง


ฟ้าสวยๆ ปุยเมฆขาวๆ หมอกบางๆ น้ำใสๆกับหัวใจงดงามของชายชราแห่งโมนาโก คุณค่าทางจิตใจที่ควรค่าแก่การจดจำของคนต่างชาติพันธุ์ต่างภาษาและศาสนา มนุษย์ทุกนามบนโลกนี้ต่างเป็นญาติกัน ความรักในใจหากแบ่งปันให้เกิดน้ำใจต่อกัน สันติภาพน่าจะเกิดขึ้นอย่างนิรันดร์กาล บนโลกมนุษย์ใบนี้

(98): น้ำใสใจจริง

ค่ำคืนนี้ ผมกับครอบครัวได้พักผ่อนในโรงแรมเล็กๆของซานเรโม เมืองตากอากาศชายทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในจังหวัดอิมพีเรียแคว้นลิกูเรีย แคว้นเล็กที่สุดแห่งอิตาลีตะวันตกเฉียงเหนือ เมืองที่ได้ชื่อว่าอากาศดีที่สุดตลอดปี ไม่ร้อนหรือหนาวเกินไปเพราะติดทะเลและมีภูเขาโอบล้อมด้านหลังเมือง ดุจดังเป็นฤดูใบไม้ผลิตลอดกาล กลางวันอันอบอุ่นและกลางคืนอันเหน็บหนาวที่อุณหภูมิเปลี่ยนผันน้อยมาก สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ 5 เคยเสด็จพระพาสเจนัว-ซานเรโม และทรงพักนานถึง16 วัน เป็นเมืองที่ผู้ป่วย มหาเศรษฐีหรือราชวงศ์ต่างๆในยุโรปนิยมมาพักฟื้น พักผ่อนกันมาก มีท่าเรือท่องเที่ยวสองแห่งคือปอร์โต เว็คคิโอและปอร์โต โซเลสมัยใหม่ ชายหาดและภัตตาคารอาหารทะเลมาก

ซานเรโมมีประชากรราว 57,000 คน เป็นเมืองที่มีมาตั้งแต่สมัยโรมัน ได้ชื่อว่าอิตาเลียน ริเวียร่า ติดต่อกับเจนัวและเวนติมิเกลีย (เมืองชายแดนติดกับฝรั่งเศส) เทศกาลดนตรีซานเรโมโด่งดังมาก ยังได้ชื่อว่าเมืองของดอกไม้ (The Town of Flowers) สวนที่หรูหรา แปลงดอกไม้หลากสีสันและสวนไม้เมืองร้อนในเมืองร้อนหลากพันธุ์ เมืองเล็กๆอันมากเสน่ห์แห่งนี้เป็นเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรมและกีฬา อาทิ ตกปลา ดำน้ำ พายเรือแคนู กอล์ฟ ขี่ม้า ว่ายน้ำ เบสบอลและศูนย์ฟิตเนส ขณะนิทราแม้ไม่ฝันแต่ก่อนนอนก็อดคิดถึงความงามของพรุ่งนี้ไม่ได้

วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม 2551 ด้วยความอ่อนเพลียและนอนดึกทำให้ตื่นสายเกือบแปดโมงเช้า อาบน้ำแต่งตัวแล้วออกมาเดินชมเมือง เลี้ยวขวาจากโรงแรมเดินไปตามถนนคอนกรีตสองเลน ไม่มีแผนที่ดู เดาสุ่มเดินไปเรื่อยๆ ผ่านจตุรัสสี่แยกเดินเข้าไปในย่านกลางเมืองเก่าที่เรียกว่า La Pigna เข้าไปตามถนนเล็กๆที่ไต่สูงขึ้นลงไปตามภูมิประเทศระหว่างซอกตึก อาคารหลังไม่สูงใหญ่แต่ก็เก่ามีคุณค่า พร้อมกับร้านขายของหลากสีสันเต็มไปหมด บ้านหลังเล็กๆมีเพิงยื่นออกมา ถนนเล็กๆตัดกันเป็นจตุรัสเล็กๆ หลากหลายเส้นทาง นักท่องเที่ยวออกมาเดินเยอะพอควร เดินชมได้สักพักก็กลับออกมา

เดินย้อนมาที่จตุรัสเดิมแล้วเลี้ยวไปทางขวา มีป้าย i แต่หาไม่เจอ เดินไปเรื่อยๆผ่าน คาสิโนประจำเมืองที่สร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 1905 ในสไตล์อิสระ แวะซื้อขนมปังและผลไม้ เดินไปจนถึงริมฝั่งทะเล น้ำทะเลใสออกสีน้ำเงินคราม มองเห็นเรือใบแล่นอยู่ในทะเล ฝูงนึกโผบินหาปลาเล่นลมเหนือผืนน้ำ ระลอกคลื่นกระทบคอนกรีตฝั่งทะเล ท้องฟ้าแจ่มใส แดดเจิดจรัส เรานั่งใต้ต้นมะพร้าวริมทะเล ที่ไม่มีชายหาดให้ยลเพราะเป็นส่วนท่าเทียบเรือ นั่งกินขนมปังและผลไม้บรรเทาความหิว สายลมเย็นพัดมาเป็นระยะๆ ยังไม่ได้เห็นแปลงดอกไม้งามกลิ่นหอมจรุงและไม่เจอสวนไม้เมืองร้อน ไม่มีแผนที่ในมือไปเที่ยวยาก

เดินกลับถึงโรงแรม เช็คเอาท์แบบไม่ยุ่งยากแค่เดินออกจากห้องเอากุญแจวางไว้หน้าห้องก็เสร็จ เดินย้อนกลับไปสถานีรถไฟ นั่งรถไฟไปที่เวนติมิเกลีย เมืองเล็กๆบรรยากาศรื่นรมย์ที่ห่างจากฝรั่งเศสแค่ 15 กิโลเมตร แล้วนั่งรถไฟต่อไปที่โมนาโก รัฐอิสระที่เล็กที่สุดของยุโรปและของโลก (Principality of Monaco) รองจากรัฐวาติกัน ใช้ภาษาฝรั่งเศส ไม่มีการแบ่งอาณาเขตที่ชัดเจนของรัฐและเมืองโมนาโกแม้รัฐบาลรัฐ (State-level) และรัฐบาลเมืองหรือเทศบาล (City-level) จะมีหน้าที่แตกต่างกัน ชื่อเมืองหลวงกับชื่อรัฐชื่อเดียวกัน พื้นที่ 1.95 ตารางกิโลเมตร มี 1 เทศบาลแบ่งออกเป็น 5 เขตคือชาร์แดง เอ๊กโซติก ฟังวิเยย์ โมนาโกวิลล์ ลาคงดามีนและมอนติคาร์โล อยู่ห่างจากอิตาลี 16 กิโลเมตร บนฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนติดกับฝรั่งเศส เป็นรัฐอิสระที่ฝรั่งเศสช่วยป้องกันประเทศ ประชากรราว 32,965 คน ที่ส่วนใหญ่เป็นคนมีฐานะ (84 %) จากต่างประเทศมาอาศัยอยู่เพราะเป็นเมืองปลอดภาษี

มีรถไฟหลายขบวนที่ผ่าน ทั้งรถไฟธรรมดาและรถด่วน ลงรถไฟที่โมนาโก มอนติคาร์โล เดินลงตามป้าย หาตัวสถานีและ i ไม่เจอ เดินลงมาตามอุโมงค์เรื่อยๆจนถึงทางออก เราออกมาทางด้านมอนติ คาร์โล คาร์สิโน เจอลุงพอลเข้ามาทัก คงเป็นเห็นเราเงอะๆงะๆ ไม่รู้จะไปทางไหน แกบอกว่ามาคอยรับเพื่อนชาวรัสเซีย รอจนรถผ่านไปสามขบวนแล้วก็ยังไม่มา แกเป็นลูกเสือที่มารอบำเพ็ญประโยชน์ ไม่รอคนรัสเซียแล้วแต่อาสาเป็นไกด์พาเราไปเที่ยวแทน พาเราเดินไปฝากกระเป๋าที่มาริมาโฮเต็ล (ใบละ 5 ยูโร ฝากเฉพาะกระเป๋าใหญ่) ที่สถานีรถไฟไม่รับฝากกระเป๋า

ลุงพอลพาเราขึ้นรถเมล์เบอร์ 1 ปลายทางโมนาโกวิลล์ ขึ้นเขาไปชมย่านเมืองเก่าและพระราชวังในเขตโมนาโกวิลล์ ที่ตั้งอยู่บนหินผาที่ยื่นไปในทะเล (Rock of Monaco) เดินจากป้ายรถเมล์ขึ้นเขาที่ค่อยๆลาดชันไปในย่านเมืองเก่า ที่มีบ้านเรือนอายุยาวนานแบบยุคกลาง มีร้านขายของที่ระลึกเรียงรายไปตามทางเดินปูหินแคบๆระหว่างอาคารขึ้นไปจนถึงยอดเขาที่เป็นจตุรัสขนาดใหญ่หน้าพระราชวังหรือปลาสดูปาเลย์ (Place du Palais) ผู้ชมมาเที่ยวชมกันเนืองแน่น ด้านหน้าเราคือพระราชวังปาเลย์ แปรงซิเยร์ ที่สร้างต่อเติมดัดแปลงจากป้อมปราการต่อสู้โจรสลัดสมัย ค.ศ. 1215 ให้กลายมาเป็นพระราชวังแห่งนาโกราวคริสต์ศตวรรษที่ 16 ถ่ายรูปด้านหน้าพระราชวังแล้วก็เข้าไปดูรูปปั้นชายแต่งชุดพระถือดาบคือฟรานเซสโก้ กริมานดิ หัวหน้าผู้รวบรวมไพร่พลต่อสู้โจรสลัดและกลายมาเป็นต้นราชวงศ์ผู้ครองนคร ไม่ได้เข้าไปชมด้านในและไม่ได้ชมข้าวของเครื่องใช้ของนโปเลียนในพิพิธภัณฑ์

น้องขลุ่ยตื่นเต้นกับปืนใหญ่ที่ตั้งเรียงรายอยู่ด้านหน้าพระราชวังถึง 16 กระบอก เป็นปืนสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 น้องขลุ่ยเข้าไปถ่ายรูปด้วยการขึ้นไปขี่ปืนใหญ่ เด็กคนอื่นเห็นเลยเอาตามอย่างกัน เราเดินไปชมทัศนียภาพของท่าเรือและมอนติคาร์โล ย่านที่พักอาศัยและที่พักตากอากาศและคาสิโนทางเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ เดินไปอีกด้านตะวันตกเฉียงเหนือเป็นทิวทัศน์เหนือเขตลาคงเดอมีน มองเห็นอาคารสมัยใหม่สูงแน่นและท่าเรือนิโคลัส ฟอเรส์ หลบร้อนของแดดจ้าเข้าสู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ใบเขียว สายลมเย็นช่วยให้สดชื่นรื่นรมย์กับทิวทัศน์งดงามเหนือท้องทะเลบนชะง่อนหินผากว้างแห่งโมนาโก ธรรมชาติช่างสรรค์สร้างได้อย่างน่ายล ฟ้าใสๆ ปุยเมฆสวยๆ ผืนน้ำฟ้าครามเบื้องล่าง เรือยอร์ชจอดเรียงรายกันที่ท่าเรือ เดินมาชมอาคารของที่ระลึกแล้วลงบันไดลัดเลาะมาด้านล่างตามตรอกถนนเล็กๆโผล่มาบนทางเดินหน้าวิหารโมนาโก สร้างแบบโรมัน-ไบเซนไทน์ เมื่อ ค.ศ. 1875 ทำจากหินสีขาวอุทิศให้นักบุญนิโคลัวและใช้เป็นที่เก็บพระศพของเจ้าชายโมนาโกผู้ครองรัฐ เห็นจุดขึ้นรถไฟชมรอบเมืองเก่าแต่เราไม่ได้ขึ้น

เดินวกกลับมาอีกทางหนึ่งมาขึ้นรถเมล์เบอร์ 2 ปลายทางชาร์แดง เอ๊กซ์ซิก ไปชมคาร์สิโน มอนติคาร์โล รถเมล์พาผ่านตลาดปลาส ดาร์คแมส นั่งไป 8 ป้ายลงที่ป้ายทัวริสเม่ คาร์สิโน เข้าไปขอแผนที่ชมเมืองเก็บไว้ มองเห็นคาร์สิโนตั้งตระหง่าน เราเดินผ่านสวนน้ำพุที่จัดอย่างสวยงามลงตัว ไปที่ด้านหน้าของคาร์สิโนที่ออกแบบสวยงามราวกับพระราชวัง สร้างเมื่อ ค.ศ. 1878 ภายในมีส่วนที่เป็นโรงโอเปร่าและห้องเล่นพนันต่างๆไม่เข้าไปข้างใน เดินกลับเลาะตามถนนริมทะเลที่มองเห็นทิวทัศน์เหนือท้องทะเลและท่าเรือยอร์ชเบื้องล่าง เบื้องหน้าไกลออกไปคือชะง่อนหินที่ตั้งของพระราชวัง เดินคุยกับลุงพอลไปเรื่อยๆผ่านโรงแรมสวยๆหลายหลัง  

ลุงพอลเล่าว่าปู่เป็นคนโมนาโก ญาติๆเป็นโมนากัน ส่วนแกเกิดในฝรั่งเศสจึงได้สัญชาติฝรั่งเศส ยังขอสัญชาติโมนากันไม่ได้เพราะอยู่ติดต่อกันไม่ถึง 10 ปี แกอายุ 79 ปีแล้ว ชอบบำเพ็ญประโยชน์ โมนาโกมีพื้นที่กว้าง 500 เมตรยาว 4 กิโลเมตร เดินแค่ 56 นาทีก็ข้ามส่วนที่กว้างของรัฐได้ มีเจ้าชายอัลเบิร์ตที่ 2 โอรสของเจ้าชายเรนิเยร์ที่ 3 (Rainier III) กับเจ้าหญิงเกรซ เคลลี อดีตดาราภาพยนตร์อเมริกัน (ราชวงศ์กริมานดิ (Grimaldi) ที่เป็นเจ้าครองนครกันมาตั้งแต่ ค.ศ. 1279) เจ้าชายเรนิเยร์ครองราชย์นาน 56 ปี สิ้นพระชนม์เมื่ออายุ 81 ปี (ค.ศ. 2005) ในโมนาโกไม่มีสัญญาณไฟจราจร มีแต่ทางม้าลาย คนขับรถต้องดูคนเดินถนน มีกล้องวงจรปิดติดอยู่ทั่วไป เราแวะกินไอศครีม เราอยากเลี้ยงขอบใจลุงพอล แกไม่ยอม กลับมาที่โรงแรมรับกระเป๋าแล้วเดินกลับไปที่สถานีรถไฟ ลุงพอลตามไปส่งและยืนส่งเราจนรถไฟเคลื่อนออกจากสถานี มือของทั้งสองฝ่ายต่างโบกอำลากันภายใต้รอยยิ้มบนใบหน้าและแววตาของสองฝ่ายด้วยมิตรภาพที่มีต่อกัน

ถึงสถานีการ์ นีซ-วิลล์ เมืองนีซ (Nice) ลงรถไฟฝากกระเป๋า มีระบบสแกนกระเป๋าและระบบรักษาความปลอดภัยดีมาก ใช้ระบบตู้รับฝากหยอดเหรียญ 8.5 ยูโร ใช้รหัสเปิด เดินไปที่ห้องขายตั๋วเพื่อสำรองที่นั่งจากนีซ-ลียง แต่พนักงานบอกว่าตั๋วพิเศษ (ใช้อินเตอร์เรลพาส) สำรองที่นั่งเต็มหมดแล้ว ต้องซื้อตั๋วแบบปกติในราคาผู้ใหญ่ 62 ยูโร เด็ก 31 ยูโร ผมต่อรองหลายครั้งจนได้สำรองมาหนึ่งที่นั่ง (3 ยูโร) และต้องซื้ออีก 4 ที่นั่ง ถ้าไม่รีบตัดสินใจซื้อตั๋วก็จะเต็มทั้งหมด ผมว่าเจอรถไฟอิตาลีโหดแล้วต้องเสียค่าสำรองที่นั่งเพิ่มเกือบทุกขบวน มาเจอที่นีซโหดกว่า ที่นั่งมี แต่แบบสำรองที่นั่งเต็ม ต้องซื้อตั๋วใหม่ หมดไปอีก 8 พันกว่าบาท

เสร็จแล้วเดินไปที่ i ข้างสถานี ขอแผนที่ เจอร้านอาหารเอเชีย แวะทานอาหารกลางวันก่อน เป็นข้าวผัด หมูปิ้ง อร่อยใช้ได้ ราคาไม่แพง แถมน้ำเปล่าบริการฟรี เดินไปตามถนนอเวอนู ทิเยร์ ขนานกับสถานีรถไฟไปเรื่อยๆจบถนนอเวอนู ชอง เม็ดแซงค์ ถนนใหญ่สองข้างโอบล้อมด้วยอาคารบ้านเรือนหลังเก่าเปิดขายของกันเรียงรายเดินจนถึงลานจตุรัสขนาดใหญ่ปลาส มาสเซน่า ด้านซ้ายมือเป็นพื้นที่ยาวไปถึงเชิงเขาที่มีปราสทาทโกลีน ดู ชาโต้ ตั้งอยู่เรียกว่าย่านเมืองเก่าหรือวิเยย์ วิลล์ (Vieille Ville) เราเดินผ่านจตุรัสที่มีผู้คนมาเดินเล่น มีกลุ่มนักดนตีมาล้อมวงเล่นดนตรีกัน บ้านเรือนนพื้นที่แถวนี้เป้นตึกแถวสีเหลืองสีแดงสดใส หลังคาแบบบ้านชาวเซียน่าของอิตาลี

เดินข้ามถนนใหญ่ขนานชายหาดทะลุตรอกเล็กๆไปถึงริมทะเล ฟ้าใส น้ำสวย แต่ชายหาดดูแล้วเม็ดทรายไม่ขาวละเอียดเหมือนเมืองไทย  เป็นกรวดก้อนโตๆ มองไปด้านซ้ายมือเห็นปราสาทโกลีนบนยอดเขาริมทะเลไม่ไกลแต่อากาศร้อนและเวลาเหลือไม่มาก เริ่มเหนื่อยล้าเลยตัดสินใจกลับ จึงมีเวลาชมความงามของทะเลและชายหาดอ่าวเบย์ เด ซองส์ได้ไม่นาน นีซนี้อยู่ในแถบโคท ดาซูร์คของแคว้นเฟรนช์ ริเวียร่า เมืองใหญ่ตากอากาศอันงดงามที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย ทิวทัศน์ริมทะเลงดงามและเมืองท่าเรือที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ริเวียร่าเป็นดินแดนตอนใต้ของฝรั่งเศสที่ติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียนชายฝั่งอะซู มีนีซเป็นเมืองหลวง

นั่งแทรมคนละ 1 ยูโร กลับสถานีรถไฟได้ทันเวลา รถไฟTGV (ออกเสียงเตเฌเว) ในเวลา 17:25 น. พนักงานบอกว่าที่นั่งใกล้กัน แต่ปรากฎว่าเลขใกล้กันจริงแต่คนละตู้ พอรถเคลื่อนจากสถานีผมก็เคลื่อนย้ายมาตู้เดียวกัน รถไฟTGVที่นั่งนี้สู้รถไฟระหว่างเมืองที่นั่งเมื่อเช้าไม่ได้ กว้างกว่ามีสองชั้น ขบวนนี้ทางเดินแคบลากกระเป๋าใหญ่ไม่ได้ต้องยกและที่วางกระเป๋าก็วางยาก รถไฟติดแอร์พาเราเลาะเลียบไปตามเส้นทางริมทะเล  ภูเขา ทิวทัศน์สวย นั่งได้สักพักผม เอ้ ขลุ่ยก็งีบหลับไปด้วยความเหนื่อยล้า แคนถ่ายรูปวิวได้สักพักหนึ่งก็หลับ ขิมไม่ยอมหลับกลัวคนมาขโมยกระเป๋า

จากริเวียร่าเข้าสู่แคว้นโปรวองซ์ที่ถือว่าน่าอยู่ที่สุดในฝรั่งเศส อากาศอบอุ่นตลอดทั้งปี จากนีซ เข้าสู่เมืองตูตง เมืองมาร์แซยย์ เมืองท่าการค้าที่มีคนอัฟริกันอยู่มาก เมืองอาร์ล เมืองท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่แวน โกห์เคยมาพำนักวาดภาพ เมืองอาวีญงเมืองหลวงของแคว้นที่มีกำแพงล้อมรอบ ทิวทัศน์ริมทะเล น้ำกับฟ้า ป่ากับเขาและบ้านหลังเล็กๆ ไร่องุ่นเขียวชอุ่ม เที่ยวหน้าร้อนจะดีที่กลางคืนสั้นแต่กลางวันยาว  สีสันที่ถูกธรรมชาติแต้มแต่งจนงดงาม รถพาเราไปเรื่อยๆจากทะเลสู่เทือกเขาสูง ทุ่งหญ้า ป่าสน แสงอาทิตย์สาดส่องอ่อนแรงลงเรื่อยๆ เมื่อใกล้ลับขอบฟ้า ท้องฟ้ายังคงใส เมฆขาวเป็นปุย แสงจางลงเรื่อยๆจนมืดแบบไม่รู้ตัว เข้าสู่ดินแดนลุ่มน้ำโรน ที่มีเมืองรีสอร์ทและเล่นสกีงดงามบนเทือกเขามองบลังก์ที่สูงสุดในยุโรป ผมเคยไปเที่ยวแล้วโดบนั่งรถไฟจากสวิส และนครลิยง เมืองใหญ่อันดับสองของฝรั่งเศสเป็นเมืองหลวง

ถึงสถานีลิยงพาดัวร์ เวลา 22:50 น. ลงจากรถไฟดูมอนิเตอร์และแผนที่โรงแรมแล้ว ยังไม่ถึง ต้องขึ้นรถไฟสองชั้นสภาพดีโอ่โถงเที่ยว 23:00 น.ต่อไปลงที่สถานีลิยง เปอร์ราเช่ ลงรถแวะศูนย์ข้อมูลสถานี ถามตารางรถที่จะไปนครเจนีวาในวันพรุ่งนี้ ไม่มีแผนที่ลิยงให้ เดินออกจากสถานีไกลพอควรเพราะเป็นสถานีใหญ่ ออกทางด้านคาร์โนท์

เดินลงบันไดเลื่อนผ่านจตุรัสเดินตรงไปเรื่อยๆ เลี้ยวขวาสองครั้งแล้วเดินต่อจนถึงที่พักโฮเต็ลเดอซาร์วัวร์ (Hotel des Savoies) พนักงานชายของโรงแรมท่าทางใจดี ยิ้มง่ายแต่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ผมจ่ายค่าห้องด้วยบัตรเครดิต (คิด 4 เตียงๆละ 23 ยูโร) แล้วก็ขึ้นลิฟต์เข้าที่พักที่ชั้นสาม สภาพห้องดีมากเหมือนโรงแรมสามดาวบ้านเรา สะอาดสะอ้าน ติดแอร์ มีเตียงใหญ่ 2 เตียง กินอาหารเย็นที่ซื้อจากร้านเอเชียเมื่อกลางวันและต้มบะหมี่สำเร็จรูป อาบน้ำอาบท่าสบายเนื้อตัวแล้วก็นอน คืนนี้แคนขิมขลุ่ยขอนอนเตียงเดียวกัน ปล่อยให้พ่อกับแม่นอนตามสบายอีกเตียงหนึ่ง

ฝนตกเยอะเหมือนกัน อดนึกถึงลุงพอลไม่ได้ น้ำทะเลสวยใสมากจริงๆและน้ำใจของลุงพอลก็มากล้นจริงใจ ไหลท่วมทั้นใจพวกเราไม่จืดจาง ผมภาวนาในใจพรุ่งนี้ขอให้ฝนหยุดตกจะได้ออกเที่ยวได้ แล้วก็หลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้

พิเชฐ  บัญญัติ (Phichet Banyati)

เขียนจากบันทึกประจำวันที่ 5 กรกฎาคม 2551 เวลา23.35 น. (ลิยง)

31 พฤษภาคม 2552

หมายเลขบันทึก: 264748เขียนเมื่อ 31 พฤษภาคม 2009 11:23 น. ()แก้ไขเมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 2019 17:45 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (3)

ยังไงๆๆๆ อ่านแล้วก็จะรอดูรูป ว่า อ่านแล้วจินตนาการตามเรื่อง กับรูปคุณหมอถ่ายมาจะเหมือนกันไหม...เอารูปลงทีหลังอย่างนี้ดีคะ เพราะมีโอกาสใช้จินตนาการตัวเองก่อน

คุณหมอ มีเรื่อถามความเห็นเกี่ยวกับแพทย์คะ..เดี๋ยวส่งเข้าไปใน mail นะคะ เพราะเห็นว่า คุณหมอมีประสบการณ์ตรง หลายเรื่อง ในแพทย์เขต 17 และแพทย์ชนบท แพทย์โควต้า และ แพทย์ Entrance คะ

สวัสดีครับคุณฮูโต๋

สบายดีนะครับ ขอบคุณที่เข้ามาทักทายกันครับ ผมยังไม่ได้รับอีเมล์สอบถามความเห็นเลยครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี