บทความวิชาการทางพระพุทธศาสนา เรื่อง “วิเคราะห์วิกฤตการณ์ทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากภาวะโลกร้อนผ่านมุมมองแบบอริยสัจ 4” ผู้วิจัยได้อธิบายแนวทางอริยสัจ 4 ซึ่งเป็นแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงใช้ในการอธิบายถึงกระบวนธรรมที่เป็นขั้นตอน กล่าวคือ มุ่งสอนให้เข้าใจง่ายและปฏิบัติได้ผล ดังนี้
1) ภาวะภัยที่ปรากฏ หรือ ปัญหาที่ปรากฏในปัจจุบันนี้ หรือ “ทุกข์” ในภาษาของอริยสัจนั้น วิเคราะห์ออกเป็น ๒ ลักษณะ คือ
1.1 ปรากฏการณ์ของภัยธรรมชาติ ซึ่งเป็นปัญหาที่เป็นภัยพิบัติต่อความเป็นอยู่อันมั่นคงของมวลมนุษย์ที่ปรากฏเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน หรืออาจเรียกว่า “ภาวะภายนอก” เช่น ปราฏกการณ์เอลนีโญ/ลานีญาที่มีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ก่อให้เกิดภัยที่รุนแรง เช่น พายุเฮอร์ริเคน ภัยแล้ง ไฟป่า น้ำท่วม แม้กระทั่งพายุหิมะ เป็นต้น
1.2 ภาวะทุกข์หรือความบีบคั้นของปัจเจกชนที่ได้รับจากความบีบคั้นภายนอก หรือภัยพิบัติภายนอก อาจเรียกว่า “ภาวะภายใน” เช่น ความบีบคั้นจากความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ จากภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง หรือ ความเศร้าโศกเสียใจจากการสูญเสียเงินทอง ทรัพย์สมบัติ ญาติมิตรจากภัยพิบัติทางธรรมชาติเหล่านี้
2) เหตุที่มาของภัย หรือ “สมุทัย” เหตุปัญหานี้ วิเคราะห์ออกเป็น 2 ลักษณะเช่นกัน คือ
2.1 สาเหตุของทางกายภาพของ “ภาวะโลกร้อน” คือปัจจัยทางธรรมชาติ และปัจจัยจากน้ำมือของมนุษย์
2.2 สาเหตุทางนามธรรม ภาวะทางจิตและปัญญา ที่ขับเคลื่นพฤติกรรมของมนุษย์ที่ก่อให้เกิดภัยพิบัติ วิกฤต ทางธรรมชาติและย้อนกลับสู่ตนในที่สุด
3) ภาวะที่สมดุล การอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติอย่างเป็นสุข หรือ “นิโรธ” ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้เป็น ๓ ระดับ คือ
3.1 สุขทางกาย : สุขที่ยังติดอยู่กับอายตนะทั้ง 5 คือยังอิงกับการใช้ธรรมชาติแต่เป็นไปอย่างสมดุล
3.2 สุขทางใจ : สุขที่เกิดจากภายในใจ จากการที่ได้มีส่วนร่วมในการได้สร้างสรรค์ ตอบแทนธรรมชาติ
3.3 สุขทางปัญญา : สุขที่เกิดจากการมีปัญญารู้เท่าทันสัจธรรมของธรรมชาติ เป็นอิสระอย่างสิ้นเชิงจากการยึดติดแม้ทางกายหรือทางใจ
4) แนวทางการปฏิบัติเพื่อไปสู่ความสมดุลนั้น หรือ “มรรค” ซึ่งผู้วิจัยได้อธิบายตามแนวทางของอริยมรรคมีองค์ 8 คือ
สัมมาทิฏฐิ เป็นองค์ธรรมแรกในการวิเคราะห์อริยสัจ 4 นั่นคือ มีความเข้าใจถูกต้อง มนุษย์และธรรมชาตินั้นเป็นองค์ร่วมขององค์รวมทั้งหมด คือต่างก็เป็นธรรมชาติของกันและกัน ไม่มองมนุษย์แยกจากกัน มองประสานกัน ความเข้าใจนี้ย่อมก่อให้เกิดความรู้สึกของการเกื้อกูล ประสานกลมกลืนกัน
สัมมาสังกัปปะ คือ ความคิดชอบ เป็น “โยนิโสมนสิการ” คือคิดอย่างเป็นกระบวนการในการกระทำของตน เมื่อเรามีความเข้าใจว่า มนุษย์และธรรมชาตินั้นต่างก็เป็นสิ่งที่อยู่ในกระบวนการความสัมพันธ์อันเดียวกัน ย่อมเห็นถึงคุณค่าซึ่งกันและกัน มีแนวคิดหรือความคิดที่เบียดเบียนกัน แต่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
สัมมาวาจา คือ ย่อมเกิดจากความเผยแผ่ทางวาจา กระจายข่าวข้อมูล บอกกล่าวให้สังคมตระหนักรู้ในความสำคัญของธรรมชาติ ว่าควรรักษาอย่างไร มนุษย์ควรมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับธรรมชาติอย่างไร
สัมมากัมมันตะ คือ การแสดงออกของพฤติกรรมที่เกื้อหนุน ดูแล รักษาธรรมชาติ
สัมมาอาชีวะ คือ การประกอบอาชีพที่ไม่ทำร้ายหรือทำลายธรรมชาติให้เสียไป
สัมมาวายามะ คือ ความมุ่งมั่น เอาจริงเอาจัง ในความพยายามในการที่จะรักษาธรรมชาติไม่ปล่อยปละละเลย
สัมมาสติ คือ การมีสติระลึกอยู่ตลอดเวลาถึงความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันระหว่างมนุษย์และโลก
สัมมาสมาธิ คือ ความสงบนิ่งของจิต สมาธินี้เป็นคุณสมบัติที่สำคัญในการบ่งบอกถึงความเป็น universal morality เป็นตัวบ่งบอกว่าการเกิดขึ้นทั้งหมดนั้นดำเนินไปถูกต้อง ดีงามแค่ไหน และยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของปัญญา เป็นสุขด้วย (รภานันท์ วิภาคโยธิน, 2552)
นมัสการ ครับผม ทางโลก กับทางธรรม ธรรมชาติ กับจิตใจ ปัญญา สติ ผมก็ไม่ค่อยได้เข้าถึง คือไม่ค่อยมีเวลาครับผม กราบนมัสการครับผม