การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ :  ศึกษาเฉพาะกรณีบ้านหนองห้าง
ตำบลหนองห้าง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์

People’s Participation in preserving Forest Resources : A Case Study of  Ban Nong Hang,
Tambon Nong Hang, Kuchinarai District, Kalasin

Province

นายทศพล  อุทโท

นักวิชาการเกษตร

องค์การบริหารส่วนตำบลหนองห้าง  อำเภอกุฉินารายณ์   จังหวัดกาฬสินธุ์

บทคัดย่อ

 

สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ บ้านหนองห้าง ตำบลหนองห้าง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ และเพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ บ้านหนองห้าง ตำบลหนองห้าง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ หัวหน้าครอบครัวหรือบุคคลผู้อาศัยในครอบครัวที่บรรลุนิติภาวะแล้ว (ชายหรือหญิง) จำนวน ๑ คน เป็นตัวแทนครัวเรือน ๑ ครัวเรือนได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน ๑๙๗ คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้เกณฑ์ ๓๐ % เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่าห้าระดับ จำนวน ๓๐ ข้อ และแบบปลายเปิด ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ ๐.๗๔ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป

 

Abstract

                The research’s objectives were to study people’s participation in preserving forest resources and their suggestions on preserving the same at Ban Nong Hang, Tambon Nong Hang, Kuchinarai district, Kalasin province. The sampling group, determined by the criterion of 30 %, included the head or   a resident coming of age (either male or female) in each family as the representative of one family, totaling 197 respondents’ The tool employed in the research was thirty questionnaires of five rating scales and open-ended ones with the reliability covering the whole issue amounting to 0.74. Statistics utilized for analyzing data encompassed: percentage, mean and standard deviation by making use of the computerized programme.

 

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


1.       ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

                                ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นพื้นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย  โดยเฉพาะป่าไม้นับว่าเป็นทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สำคัญยิ่ง ในอดีตประเทศไทยมีระบบนิเวศป่าไม้อุดมสมบูรณ์ เป็นปัจจัยที่เคยเกื้อหนุนพัฒนาประเทศ แต่ในปัจจุบันระบบนิเวศป่าไม้เสื่อมโทรมลงอย่างมากเข้าสู่ขั้นวิกฤต ทั้งเชิงปริมาณในรูปของการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ โดยระบบนิเวศนั้น ๆ จะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง(Deforestation) และความเสื่อมโทรมในเชิงคุณภาพ (Degradation) ซึ่งรวมทั้งการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทางโครงสร้างของสังคมพืชป่าและสัตว์ป่า วิกฤตการณ์ป่าไม้กลายเป็นปัจจัยข้อจำกัดในการพัฒนาประเทศ เกิดปัญหาแก่เศรษฐกิจและสังคมไทยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการขาดแคลนไม้ใช้สอยหรือเป็นวัตถุดิบการผลิต ปัญหาความแห้งแล้งปัญหาการเกิดน้ำท่วมอย่างฉับพลันและปัญหาสภาพแวดล้อมวิกฤตอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการระบบนิเวศป่าไม้ให้กลับคืนสู่สภาพอุดมสมบูรณ์ เป็นปัจจัยเกื้อหนุนต่อการพัฒนาประเทศ

กรมป่าไม้ในฐานะส่วนราชการของรัฐมีอำนาจหน้าที่ส่งเสริม และพัฒนาการอนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติและฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ป่าไม้ โดยดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า กฎหมายว่าด้วยป่าไม้ กฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยการสงวนป่า กฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติ และศึกษา ค้นคว้า วิจัย ทดลองและพัฒนาวิชาการด้านป่าไม้และสัตว์ป่า และวิชาการด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้กรมป่าไม้ได้ใช้ความพยายามในการบริหารจัดการระบบนิเวศป่าไม้มาโดยตลอด ปัจจุบัน กรมป่าไม้ได้กำหนดนโยบายให้กรมป่าไม้เป็นแกนหลักในการรวมพลังจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและมุ่งมั่นบริหารจัดการในลักษณะป่าของเราแทนการบริหารจัดการในลักษณะ ป่าของฉัน โดยจะบริหารจัดการระบบนิเวศป่าไม้ ซึ่งจะต้องผสมผสานความรู้ และประสบการณ์ทั้งในด้านวิชาการ ด้านการบริหารจัดการ ด้านนิติศาสตร์ ด้านรัฐศาสตร์ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้การดำรงอยู่ของคน-ป่า-สัตว์ป่า-สรรพสิ่ง อยู่ร่วมกันพึ่งอาศัยซึ่งกันและกันได้อย่างกลมกลืน และสมดุลยั่งยืนตามวิถีของธรรมชาติ

การอนุรักษ์ป่าไม้ (ป่าชุมชน) เป็นโครงการหนึ่งของกรมป่าไม้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การดำรงอยู่ของคนป่าสัตว์ป่าสรรพสิ่งอยู่ร่วมกัน พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันได้อย่างกลมกลืน สมดุลเกิดสันติสุขและยั่งยืนตามวิถีของธรรมชาติมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนในชุมชนสามารถจัดการป่าชุมชนเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งอาจได้รับความช่วยเหลือจากภายนอก เช่น การเงิน เทคโนโลยี วัสดุ อุปกรณ์ ความรู้ ทักษะความชำนาญในการบริหารจัดการป่าชุมชน โดยกรมป่าไม้มีกิจกรรมเป็นผู้ส่งเสริมสนับสนุนและระดมความช่วยเหลือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยงานราชการและหน่วยงานพัฒนาเอกชนไปสู่ชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.. ๒๕๔๐ ซึ่งให้ความสำคัญต่อประชาชนในท้องถิ่นและการปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีบทบัญญัติให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น ให้ราชการบริหารส่วนท้องถิ่นมีอิสระในการกำหนดนโยบายการบริหารงานการเงินการคลัง การปรับปรุงโครงสร้างการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นทำให้ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ราชการบริหารส่วนท้องถิ่นได้รับความสนใจในลักษณะต่าง ๆ จากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ตำบลหนองห้าง มีเนื้อที่ประมาณ ๕๖ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๓๕,๐๐๐ ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและป่าไม้ ประชาชนมีวิถีชีวิตโดยอาศัยป่าไม้เป็นแหล่งหาอาหาร ยารักษาโรค แหล่งไม้ใช้สอย เชื้อเพลิง และไม้ทำที่อยู่อาศัย  นอกจากนี้ผลผลิตจากป่าต่าง ๆ ยังเป็นสินค้านำรายได้มาสู่ชุมชนอีกทางหนึ่ง ประชาชนได้ร่วมกันการดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้อย่างจริงจัง โดยการสนับสนุนของหน่วยงานของรัฐในพื้นที่ และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี จึงทำให้การดำเนินการดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้ของชุมชนประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่ง คือ ไม่มีการบุกรุกที่ป่า มีการลักลอบตัดต้นไม้น้อยมาก และป่าไม้มีความสมบูรณ์มากขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นชุมชนที่ได้รับธงพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระบรมราชินีนาถ คือ ธงพระราชทาน พิทักษ์ป่าเพื่อรักษาชีวิต และยังเป็นชุมชนตัวอย่างในด้านการดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้ ดังจะเห็นได้จากการมีกลุ่ม องค์กรต่าง ๆ นำกลุ่มบุคคลเข้ามาศึกษาดูงาน อย่างต่อเนื่องตลอดมา

๑.๒ วัตถุประสงค์ของการวิจัย

                ๑.๒.๑ เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของบ้านหนองห้าง ตำบลหนองห้าง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์

                ๑.๒.๒ เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของประชาชนบ้านหนองห้าง ตำบลหนองห้าง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์

๑.๓ ขอบเขตของการวิจัย

การวิจัยเรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของบ้านหนองห้าง ตำบลหนองห้าง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตการวิจัยไว้ดังนี้

๑.๓.๑ ขอบเขตด้านเนื้อหา ผู้วิจัยได้กำหนดตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย ดังนี้

ตัวแปรพื้นฐาน ได้แก่ เพศ อายุ การศึกษา สถานภาพสมรส อาชีพ และระยะเวลาในการตั้งถิ่นฐาน

ตัวแปรที่ศึกษา การมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของบ้านหนองห้าง ตำบลหนองห้าง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ จำแนกเป็น ๕ ด้าน ดังนี้      ๑. ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

๒. ด้านการมีส่วนร่วมในการวางแผน

๓. ด้านการปฏิบัติงาน
๔. ด้านการร่วมติดตามแลประเมินผล

๕. ด้านการมีส่วนร่วมในการใช้ประโยชน์

..๒ ขอบเขตด้านประชากร

ประชากร ที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ ครัวเรือนที่อยู่อาศัยในหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านหนองห้าง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ประชากรจำนวนรวม ๖๕๘ ครัวเรือน

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คัดเลือกจากประชากรที่เป็นครัวเรือนที่อยู่อาศัยในพื้นที่หมู่บ้านหนองห้าง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยถือเอาหัวหน้าครอบครัวหรือบุคคลผู้อาศัยในครอบครัวที่บรรลุนิติภาวะแล้ว (ชาย หรือหญิง) จำนวน ๑ คน เป็นตัวแทนครัวเรือน ๑ ครัวเรือน กำหนดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้เกณฑ์ ๓๐% ได้จำนวนกลุ่มตัวอย่าง ๑๙๗ ครัวเรือน

..๓ ขอบเขตด้านพื้นที่ ได้แก่ บ้านหนองห้าง ตำบลหนองห้าง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์

๑.๔ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

๑.๔.๑ ทำให้ทราบถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของบ้านหนองห้าง ตำบลหนองห้าง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์

๑.๔.๒ ทำให้ทราบถึงข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของประชาชนบ้านหนองห้าง ตำบลหนองห้าง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์

๑.๔.๓ เป็นข้อมูลสารสนเทศเพื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปศึกษาและเพิ่มประสิทธิภาพการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

                ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ทำการศึกษา ค้นคว้าเอกสารและงานวิจัย ที่เกี่ยวข้องกับ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้  ตามประเด็นต่อไปนี้

๒.๑ แนวคิดและทฤษฏีเกี่ยวกับการมีส่วนร่วม

๒.๒ แนวคิดและทฤษฏีเกี่ยวกับทรัพยากรป่าไม้

๒.๓ แนวคิดและทฤษฏีเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้

๒.๔ สภาพพื้นที่ของบ้านหนองห้าง ตำบลหนองห้าง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์

๒.๕ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

๒.๖ กรอบแนวคิดที่ใช้ในการวิจัย

๒.๑ แนวคิดและทฤษฏีเกี่ยวกับการมีส่วนร่วม

                การพัฒนาคุณภาพชีวิตในเรื่อง คนอยู่ร่วมกับป่าจำเป็นต้องมีพื้นฐานจากการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนนั้น ๆ ซึ่งนักวิชาการตลอดจนนักพัฒนา ได้มีแนวคิดในเรื่องการมีส่วนร่วมในหลายประเด็น ดังนี้ คือ

๒.๑.๑ ความหมาย และแนวคิดการมีส่วนร่วม

                การมีส่วนร่วมเป็นการสังสรรค์ทางสังคม มักมีส่วนเกี่ยวข้องกับทั้งปัจเจกบุคคลและกลุ่มโดยที่มีการเกี่ยวข้องทางด้านจิตใจ และอารมณ์ของบุคคลหนึ่งในสถานการณ์กลุ่ม ซึ่งการเกี่ยวข้องดังกล่าว เป็นเหตุเร้าให้กระทำเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายของกลุ่มขึ้น กับทั้งทำให้เกิดความรู้สึกรับผิดชอบกับกลุ่มด้วย

                ความหมายโดยรูปศัพท์นั้น ต้องอาศัยจากความหมายของสามัญชนโดยทั่วไปที่เข้าใจกันได้ในสังคมจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ได้ให้ความหมายเอาไว้ว่า

                ส่วนนั้น เป็นคำนาม แปลว่า สิ่งที่แบ่งจากส่วนรวม[1] ส่วน ร่วมเป็นคำช่วยกิริยา แปลว่า มีส่วนร่วมอยู่ด้วยกัน

                เสถียร เหลืองอร่าม ได้กล่าวถึงการมีส่วนร่วม คือ การที่ผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับกลุ่มด้วยจิตใจ มีส่วนในการสนับสนุน ริเริ่มสร้างสรรค์ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของกลุ่ม และรับผิดชอบในกิจกรรมของกลุ่ม ตามคำนิยามนี้ การเข้ามีส่วนร่วมด้วยแนวคิด ๓ ประการ คือ

๑. การเข้ามีส่วนร่วมเป็นวิธีการที่ผู้ปฏิบัติงานเข้าเกี่ยวข้องด้วยจิตใจ จึงเป็นเรื่องทางจิตวิทยายิ่งกว่ากายภาพ

๒. การเข้ามีส่วนร่วมกระตุ้นผู้ปฏิบัติให้มีส่วนออกกำลังปัญญา และกำลังความคิดในการสร้างสรรค์เพื่อบรรลุตามวัตถุประสงค์ขององค์กร หรือสถาบัน โดยนัยนี้การเข้ามีส่วนร่วมจึงแตกต่างจากการให้ความยินยอม การให้ความยินยอมนั้นเพียงแต่ใช้แนวความคิดของผู้บริหาร เพื่อขอความเห็นชอบของกลุ่ม ผู้ให้ความยินยอมมิได้มีส่วนให้แนวความเห็นชอบเท่านั้น

๓. การมีส่วนร่วมสนับสนุนให้ผู้ปฏิบัติงานมีส่วนรับผิดชอบในกิจกรรมขององค์การหรือสถาบัน โดยที่ฝ่ายปฏิบัติงานมีส่วนริเริ่มและสร้างสรรค์ จึงมีความต้องการให้เห็นว่าการดำเนินงานตามแนวความคิดของตนนั้นบรรลุความสำเร็จ โดยนัยนี้ฝ่ายปฏิบัติงานจึงมีส่วนรับผิดชอบในกิจกรรมขององค์กร  เมื่อผู้ปฏิบัติงานเริ่มมีส่วนรับผิดชอบยิ่งสนใจต้องทำงาน โดยร่วมมือกันเป็นกลุ่มก้อนจะทำคนเดียวไม่ได้

                ไพรัตน์ เตชะรินทร์ ได้เสนอความหมายหลักสำคัญเรื่องนโยบายการมีส่วนร่วมของชุมชน หมายถึง กระบวนการที่รัฐบาลทำการส่งเสริม ชักนำสนับสนุนและองค์การอาสาสมัครต่าง ๆ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือหลายเรื่องร่วมกันในกิจกรรมต่อไปนี้ ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ และนโยบายที่กำหนดไว้ ได้แก่

๑. ร่วมทำการศึกษาค้นคว้าถึงปัญหา และสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน รวมตลอดจนความต้องการของชุมชน

๒. ร่วมคิด และสร้างรูปแบบ และวิธีการพัฒนาเพื่อแก้ไข และลดปัญหาของชุมชนหรือเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน หรือสนองความต้องการของชุมชน ขจัดและแก้ไขปัญหา

๓. ร่วมวางนโยบาย หรือแผนงาน หรือโครงการ หรือกิจกรรม เพื่อขจัดและแก้ไขปัญหา และตอบสนองความต้องการของชุมชน

๔. ร่วมตัดสินใจการใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนร่วม

๕. ร่วมจัดหรือปรับปรุงระบบการบริหารงานพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล

๖. เพื่อร่วมการลงทุนในกิจกรรมโครงการชุมชน ตามขีดความสามารถของตนเอง และหน่วยงานที่วางไว้

๗. ร่วมปฏิบัติตามนโยบาย แผนงาน โครงการ และกิจกรรมให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้

๘. ร่วมควบคุม ติดตาม ประเมินผล และซ่อมบำรุงรักษาโครงการ

                นอกจากนี้ ไพรัตน์ เตชะรินทร์ ได้สรุปหลักการ และแนวทางการพัฒนาให้ประชาชนมีส่วนร่วม สรุปได้ว่า

๑. ต้องยึดหลักความต้องการ และปัญหาของประชาชนเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรม

๒. กิจกรรมต้องดำเนินการในรูปกลุ่มเพื่อสร้างพลังกลุ่มในการรับผิดชอบร่วมกัน

๓. ให้คำนึงถึงขีดความสามารถของประชาชน และปลูกฝังให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ

๔. กิจกรรมที่ต้องสอดคล้องกับภาพแวดล้อม ทรัพยากร วัฒนธรรมของชุมชน

๕. การเริ่มต้นควรอาศัยผู้นำชุมชนที่ชาวบ้านเคารพนับถือ

๖. ขั้นต้นการดำเนินงานต่าง ๆ ควรให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น

                สุพจน์ พิสุทธิวงศ์ ได้กล่าวถึง การมีส่วนร่วมว่าเป็นเรื่องที่บุคคล และกลุ่มคนเห็นพ้องต้องกันในเรื่องความต้องการ และการเปลี่ยนแปลงที่ต้องการ ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อตนเอง และส่วนร่วม ซึ่งแสดงออกในรูปการตัดสินใจในการกำหนดวิถีชีวิตของคนอย่างเป็นตัวของตัวเอง [2]

อาภรณ์พันธ์ จันทร์สว่าง ได้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมว่า การมีส่วนร่วมเป็นผลมาจากการเห็นพ้องต้องกัน ในเรื่องความต้องการและทิศทางการเปลี่ยนแปลงซึ่งความเห็นพ้องต้องกันนั้นต้องมีมากพอจนเกิดการริเริ่มโครงการเพื่อการปฏิบัติ กล่าวคือ การเห็นพ้องต้องกันของคนส่วนใหญ่ ที่จะเข้าร่วมปฏิบัติการนั้น และเหตุผลที่มาร่วมปฏิบัติการจะต้องมีความตระหนักว่า การปฏิบัติการทั้งหมดโดยกลุ่มหรือในนามของกลุ่มหรือกระทำผ่านองค์กร ดังนั้นองค์กรจะต้องเป็นเสมือนตัวทำให้บรรลุถึงความเปลี่ยนแปลงที่ต้องการ

นิรันดร์ จงวุฒิเวศย์ ได้ให้ความหมายการมีส่วนร่วมว่า เป็นการเกี่ยวข้องทางด้านจิตใจและอารมณ์ (Mental and Emotional Involvement) ของบุคคลหนึ่งในสถานการณ์กลุ่ม (Group Situation) ซึ่งผลของการเกี่ยวข้องดังกล่าว เป็นเหตุเร้าใจให้การทำการ (Contribution) บรรลุจุดมุ่งหมายของกลุ่มนั้น กับทั้งทำให้เกิดความรู้สึกร่วมรับผิดชอบกับกลุ่มดังกล่าวด้วย

ยุวัฒน์ วุฒิเมธี ได้กล่าวถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนว่า หมายถึง การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการคิดริเริ่ม การพิจารณาตัดสินใจ การร่วมปฏิบัติ และการร่วมมือรับผิดชอบในเรื่องต่างๆ อันมีผลกระทบมาถึงตัวประชาชนเอง[3]

ไพโรจน์ สุขสัมฤทธิ์ กล่าวถึง การมีส่วนร่วมของประชาชนว่า เป็นกระบวนการดำเนินงานรวมพลังประชาชนกับองค์กรของรัฐ หรือองค์กรเอกชน เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาของชุมชน โดยยึดหลักการว่า สมาชิกในชุมชนนั้น ๆ จะต้องร่วมมือกันวางแผน และการปฏิบัติงาน เพื่อสนองความต้องการหรือแก้ปัญหาของประชาชนในชุมชน

                จากความเ