ช่วงหลังปีใหม่ น้ำตาลทรายมีสถานการณืราคาสูงขึ้น อาจต่อเนื่องไปอีกตามกลไกของตลาด ทำให้ผู้บริโภค ต้องจ่ายค่าการบริโภคเพิ่มขึ้น ในส่วนของกรมอนามัยให้มุมมองไว้อย่างน่าสนใจในเรื่องนี้ ซึ่งน่าจะมีผลต่อภาวะโภชนาการที่ดีของประชาชนได้ส่วนหนึ่ง ในแง่จะเป็นการช่วยลดปริมาณการบริโภคน้ำตาล ร่วมกระแสรณรงค์คนไทย "ไม่กินหวาน" เนื่องจากส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว
น.พ.สมยศ เจริญศักดิ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยข้อมูลทางโภชนาการ เกี่ยวกับอัตราการบริโภคน้ำตาลของคนไทย ว่า ที่ผ่านมา มีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 12.7 กิโลกรัมต่อคน ต่อปี ในปี 2526 เป็น 26.19 กิโลกรัม ต่อคนต่อปี ในปี 2548 ซึ่งเป็นอัตราที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากการบริโภคอาหารรสหวาน นอกจากจะเป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคอ้วน และโรคฟันผุแล้ว ยังก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพเรื้อรังอีกมากมาย เมื่ออายุมากขึ้น เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด และโรคเบาหวาน ที่สำคัญผู้ที่นิยมรับประทานอาหารรสหวานบ่อยๆ ภาวะสมดุลของแร่ธาตุชนิดต่างๆ จะเสีย ส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย เกิดอาการเหนื่อยง่าย ไม่กระฉับกระเฉง โดยเฉพาะเด็กที่บริโภคอาหารรสหวานจัด จะทำให้ความอยากอาหารลดลง เบื่ออาหาร มีภาวะโภชนาการเกิน เป็นผลให้เกิดโรคอ้วน และเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ตามมาอีกมากมาย
"ปัญหาภาวะน้ำตาลในตลาด กำลังขาดเคลนในขณะนี้ อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่ประชาชนจะให้ความสำคัญ ในการลดปริมาณการบริโภคน้ำตาล และหันมาบริโภคอาหาร ที่ถูกหลักโภชนาการกันมากขึ้น ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่มีนิสัยบริโภคอาหารที่ไม่ถูกต้อง เช่น นิยมปรุงอาหารก่อนชิม โดยเฉพาะน้ำตาล ซึ่งมักจะเติมคราวละมากๆ หรือเวลาปรุงประกอบอาหาร ต้องเติมน้ำตาลด้วยทุกครั้ง" อธิบดีกรมอนามัยกล่าว
นอกจากนี้ น้ำตาลยังแฝงมากับอาหารฟุ่มเฟือยอื่นๆ ท ี่ไม่ให้ประโยชน์แก่ร่างกาย อาทิ น้ำหวาน น้ำอัดลม ลูกอม เยลลี่ ตลอดจนการใช้น้ำตาลเติมในเครื่องดื่ม เช่น ชา กาแฟ โอวัลติน ที่คิดว่าทำให้ได้รับพลังงานเพิ่มขึ้น ทั้งๆ ที่ความจริง จะได้รับรสหวาน จากการกินอาหารในกลุ่มข้าว แป้ง และผลไม้อยู่แล้ว การได้รับความหวานจากอาหารดังกล่าวอีก จึงเป็นการได้รับพลังงานเพิ่มอย่างไม่จำเป็น ทั้งนี้ น้ำตาล เป็นอาหารที่ไม่ควรบริโภคเกินวันละ 24 กรัม หรือ 6 ช้อนชาต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 10 ของปริมาณพลังงานที่ร่างกายต้องการ

        การเริ่มต้นลดการกินหวาน ในช่วงน้ำตาลแพงเช่นนี้ จึงน่าจะเหมาะกับการสร้างเสริมสุขภาพที่ดี  ทั้งยังช่วยเพิ่มเงินในกระเป๋าได้อีกทาง  สำหรับคนที่ไม่ชอบกินหวานอยู่แล้วก็คงสบายๆอยู่แล้วนะค่ะ

ที่มา :  advisor.anamai.moph.go.th/ news/news_list.html