การแก้ไขปัญหาหนี้สินชุมชน ด้วยเครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์ชุมชน

โรงงานอุตสาหกรรมเต็มเมือง ..มองไปทางไหนก็แน่นขนัดไปด้วยโรงงานต่างๆ และด้วยการเติบโตอย่างรวดเร็วของภาคอุตสาหกรรมเช่นนี้เองทำให้จังหวัดสมุทรปราการ กลายเป็นพื้นที่ที่มีการหลั่งไหลเข้าไปอยู่อาศัย ทำกินของผู้คนมากมาย "เทศบาลเมืองสำโรงใต้" เป็นหนึ่งในเขตเทศบาลที่มีความหนาแน่นของผู้คนหลากหลาย ที่หลั่งไหลมาจากทั่วทุกทิศของประเทศ ด้วยมุ่งหวังจะเข้ามาทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดเต็มพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงงานอุตสาหกรรมเหล็กและเคมีภัณฑ์ที่มีจำนวนมากในเขตสำโรงใต้ แม้จะมีผู้คนจำนวนมาก แต่ก็ต่างคนต่างอยู่ ต่างหาเช้ากินค่ำกันไป..ไม่มีความเป็นชุมชนใดๆ ทั้งสิ้น

 "เริ่มต้นอาจไม่สวยงาม แต่ใช่ว่าจะสูญเปล่าเสียทีเดียว"ผู้คนที่ต่างคนต่างอยู่ ไม่มีจุดที่เชื่อมโยงกันและกันเหล่านี้ ได้รวมตัวกันครั้งแรกช่วงประมาณปี พ.ศ.2539 โดยเริ่มต้นจากสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง หรือ พชม.เข้ามาส่งเสริมให้เกิดการรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ภายในชุมชน ชาวบ้านไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการออมทรัพย์จะเกิดประโยชน์อย่างไรต่อตัวเอง ครอบครัว หรือชุมชน โดยกลุ่มแรกที่มีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ คือ กลุ่มออมทรัพย์บางฝ้าย มีสมาชิกเริ่มแรกประมาณ 30 คน มีเงินกองทุนเริ่มต้นประมาณ 10,000 กว่าบาท

อุดมศักดิ์ จันทร์สิน ประธานกลุ่มออมทรัพย์บางฝ้าย-ไทยสมุทร "ครั้งแรกกลุ่มออมทรัพย์บางฝ้าย จัดตั้งขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ.2539 โดยมีสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง หรือ พชม.ในสมัยนั้นเข้ามาสนับสนุน ให้ความรู้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า กลุ่มออมทรัพย์ตอนนั้นทั้งล้มลุก ทั้งคลุกคลานตลอดช่วงเวลาดำเนินการกว่า 2 ปี ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า คนทำงานเอง เราก็ไม่มีความรู้ ประสบการณ์น้อย ประกอบกับมีปัญหาเรื่องการเงินไม่โปร่งใส ทำให้สมาชิกขาดความเชื่อมั่น มีการปรับโครงสร้างการบริหารงานของกลุ่มอยู่หลายครั้ง"   จากการรวมตัวกันครั้งแรกที่อาจล้มไม่เป็นท่า แต่ก็ใช่ว่าจะสูญเปล่า เพราะการรวมกลุ่มออมทรัพย์เมื่อปี พ.ศ.2539 นั้น ได้ก่อให้เกิดการรวมตัวของผู้คนต่างที่ต่างทางอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก เรียกได้ว่า เป็นก้าวแรกที่สำคัญที่นำมาสู่การรวมตัวในกิจกรรมอื่นๆ ต่อมา

พันธมิตรทั้ง 6 กับเครือข่ายออมทรัพย์สำโรงใต้ กลุ่มออมทรัพย์บางฝ้าย ที่ก่อตัวขึ้นเป็นรูปเป็นร่างใหม่อีกครั้ง ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่ายพระนครเขื่อนขันธ์ ซึ่งเป็นเครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์ในเขตจังหวัดสมุทรปราการ ขณะเดียวกัน กลุ่มออมทรัพย์บางฝ้ายก็ขยับขยายฐานการทำงานไปสู่การสร้างกลุ่มออมทรัพย์อื่นๆ ในละแวกใกล้เคียง จากกลุ่มออมทรัพย์บางฝ้าย ขยายไปสู่การเกิดกลุ่มออมทรัพย์บางหัวเสือ และกลุ่มออมทรัพย์ศูนย์เด็กเล็กปู่เจ้าสมิงพราย

โดยเป้าหมายของการขยายผลในครั้งนี้ มุ่งหวังเพื่อที่จะช่วยเหลือพี่น้อง เพื่อนพ้องคนอื่นๆ แต่ขณะเดียวกัน ก็พบว่า การเป็นเครือข่ายกันของกลุ่มออมทรัพย์ต่างๆ นั้นจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการทำงาน ประกอบกับการเป็นสมาชิกกับเครือข่ายนครเขื่อนขันธ์ ประสบปัญหาในเรื่องขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม และพิธีกรรมทางศาสนาที่ไม่ตรงกัน ทำให้เกิดความคิดที่จะแยกตัวออกมาจัดตั้งเครือข่ายของตัวเอง ซึ่งเงื่อนไขสำคัญในการจัดตั้งเครือข่ายนั้น คือ จำนวนกลุ่มของเครือข่ายที่ต้องมีกลุ่มตั้งแต่ 6 กลุ่มขึ้นไป ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการทำงานขยายกลุ่มจากหนึ่งกลายเป็นสาม และจากสามกลายเป็นสี่ จนกระทั่งขยายเกิดกลุ่มออมทรัพย์จำนวน 6 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มออมทรัพย์บางฝ้าย กลุ่มออมทรัพย์บางหัวเสือ กลุ่มออมทรัพย์ศูนย์เด็กเล็กปู่เจ้าสมิงพราย กลุ่มออมทรัพย์ 4 ส.พัฒนา กลุ่มออมทรัพย์บางฝ้าย 999 พัฒนา และกลุ่มออมทรัพย์ชุมชนพิทักษ์ธรรม 79

โดยกลุ่มออมทรัพย์ทั้ง 6 กลุ่มนั้นมีการรวมตัวเกาะกันในการทำงานอย่างใกล้ชิด เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มพี่กลุ่มน้องที่คอยช่วยเหลือกันและกัน และในเวลาต่อมาพันธมิตรทั้ง 6 ก็แยกตัวจากเครือข่ายนครเขื่อนขันธ์ และจัดตั้งเครือข่ายของตนเองขึ้นมา อุดมศักดิ์ จันทร์สิน "ในเวลานั้น กลุ่มมีการเชื่อมโยงการทำงานกับเครือข่ายนครเขื่อนขันธ์ ที่เป็นเครือข่ายของกลุ่มออมทรัพย์ โดยในการรวมกลุ่มกับเครือข่ายนครเขื่อนขันธ์นี่เองทำให้ภายในกลุ่มเริ่มมีการพูดคุยกันถึงความแตกต่างกันของกลุ่มกับเครือข่าย ในหลายด้านทั้งวิถีชีวิต วัฒนธรรม ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ในเครือข่ายนครเขื่อนขันธ์นั้นเป็นมุสลิม ความคิด วิถีปฎิบัติก็แตกต่างกัน โดยกำนันเครือวัลย์ มีวัฒนะ ก็ได้ปรึกษากับแกนนำและนักวิชาการประกอบการตัดสินใจซึ่งมองว่า เราเองก็น่าจะมีเครือข่ายของเราเอง เพื่อให้ชาวบ้านมีเงินออม มีสวัสดิการชุมชน ที่จะช่วยเหลือกันในพื้นที่ ออมเงินแล้วเวลาที่ชาวบ้านเดือดร้อน เขาจะได้มีเงินช่วยเหลือตัวเองได้ จากจุดดังกล่าวทำให้กลุ่มเริ่มคิดที่จะแยกตัวออกมา

ประกอบกับในช่วงปี พ.ศ.2541 ชาวบ้านเราเดือดร้อนกันมาก ที่ว่าเดือดร้อนก็เพราะเป็นหนี้ การปล่อยกู้ เงินกู้แขกระบาดหนักทั่วพื้นที่ ซึ่งเงินกู้พวกนี้ดอกเบี้ยสูงมาก แล้วชาวบ้านจะทำอย่างไร คิดกันไปคิดกันมา เลยตัดสินใจแยกกลุ่มออกมา แล้วจัดตั้งเครือข่ายขึ้นโดยเรียกว่า เครือข่ายออมทรัพย์เทศบาลสำโรงใต้จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2542 โดยมีการคัดเลือกตัวแทนจากแต่ละกลุ่มมาทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการเครือข่าย การมีเครือข่ายก็คือการรวมเงินกัน เพื่อที่จะช่วยเหลือชาวบ้าน ให้ชาวบ้านกู้และคิดดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้เขาอยู่ได้"

 "เครื่องมือการทำงาน งานศพคือหัวใจสำคัญ" และจากบทเรียนที่เคยล้มลุกคลุกคลานมาก่อนของกลุ่มออมทรัพย์บางฝ้าย ทำให้กลุ่มออมทรัพย์บางฝ้ายและกลุ่มออมทรัพย์บางหัวเสือ ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะสร้างความเข้าใจให้แก่ชาวบ้าน เพื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่ม โดยในการสร้างความเข้าใจนั้น มุ่งเน้นสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อที่จะทำให้ชาวบ้านได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่จะทำให้มองเห็นประโยชน์จากการรวมมีกลุ่มออมทรัพย์ แกนนำของกลุ่มออมทรัพย์ทั้งสองเองก็ต้องคิดค้น หาเครื่องมือมากมายในการทำงานนี้ จนกระทั่งกลุ่มออมทรัพย์ทั้งสองได้มีโอกาสไปเรียนรู้จากต่างชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องสวัสดิการจากครูชบ ยอดแก้ว ที่จังหวัดสงขลา ซึ่งทำให้แกนนำกลุ่มเกิดประกายไฟ ประกายความคิดที่จะนำเอารูปแบบการจัดการสวัสดิการกลับไปปรับใช้ในพื้นที่ของตัวเอง

"กองทุนสวัสดิการช่วยเหลือผู้เสียชีวิต" คือ เครื่องมือสำคัญที่กลุ่มใช้ในการขยายผล ขยายฐานสมาชิก กำนันเครือวัลย์  มีวัฒนะ ที่ปรึกษาเครือข่ายออมทรัพย์สำโรงใต้ และประธานกลุ่มออมทรัพย์บางหัวเสือ และอุดมศักดิ์ จันทร์สิน ประธานกลุ่มออมทรัพย์บางฝ้าย-ไทยสมุทร  "เรามีกองทุนสวัสดิการช่วยเหลือผู้เสียชีวิตวันละบาท เวลาคนตายที่ไหน เราก็ไปร่วมงาน เราไปช่วยเหลือเจ้าภาพ ช่วยเหลือสมาชิกของเรา พอคนที่ไปงานศพ เห็นว่ากลุ่มไปร่วมงานแล้วให้เงินช่วยเหลือจริงๆ เขาก็เห็นประโยชน์ เรียกว่าเห็นกันต่อหน้าไปเลย พอเป็นแบบนี้ คนก็อยากเข้ามาร่วมกับกลุ่มออมทรัพย์ อยากเป็นสมาชิก

โดยกำหนดให้สมาชิกออมเงินวันละหนึ่งบาท เมื่อครบ 6 เดือนก็นำเงินมาฝากเข้ากองทุนจำนวน 180 บาท ออมเงินกองทุนช่วยเหลือผู้เสียชีวิตเป็นเวลา 1 ปี ก็ได้รับเงินตอบแทนขั้นต่ำแล้วจำนวน 9,000 บาทซึ่งหมายความว่าจะได้รับเงินช่วยเหลือถึง 25 เท่าของเงินออม (ในตอนเริ่มต้น ปัจจุบันมีการปรับเกณฑ์การช่วยเหลือใหม่เพื่อความยั่งยืน และยุติธรรมต่อสมาชิกทุกคน) ซึ่งเป็นการช่วยเหลือสมาชิกได้จริงนอกจากจะออมเงินเข้ากองทุนสวัสดิการช่วยเหลือผู้เสียชีวิตแล้ว เราก็เพิ่มความมั่นใจให้กับสมาชิก ทำให้เขาเชื่อมั่นได้ว่า เขาไม่ได้เอาเงินมาฝากอย่างเดียว แต่กลุ่มออมทรัพย์สามารถช่วยเหลือเงินให้เขาได้ ทำให้เกิดกลุ่มออมทรัพย์เพิ่มขึ้นจากเดิม 6 กลุ่ม เปิดเพิ่มอีก 14 กลุ่ม รวมเป็น 20 กลุ่ม โดยการเข้าเป็นสมาชิกถือหุ้นอย่างน้อย 2 หุ้น หุ้นละ 10 บาท ค่าธรรมเนียมแรกเข้า 20 บาท (จ่ายครั้งแรกครั้งเดียว) เมื่อฝากครบ 3 เดือนก็จะสามารถกู้ยืมเงินได้ โดยกู้เงินได้คนละ 500-3,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปีเมื่อฝากครบ 6 เดือนจะสามารถกู้ยืมเงินได้คนละ 5,000-20,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปี เรียกเงินกู้ประเภทสามัญ เมื่อฝากครบ 12 เดือน จะสามารถกู้เงินได้คนละ 25,000-50,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10-12 ต่อปี เรียกเงินกู้ประเภทสามัญพิเศษ" หลังจากเริ่มมีชาวบ้านเห็นประโยชน์จากกลุ่มออมทรัพย์ โดยเฉพาะการเห็นประโยชน์จากการมีกองทุนช่วยเหลือผู้เสียชีวิต ที่ทำให้ชาวบ้านเห็นว่าหากเป็นสมาชิกแล้ว ยามเสียชีวิตครอบครัวจะได้รับประโยชน์จริงๆ ได้รับเงินช่วยเหลือ ทำให้ชาวบ้านสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์กลุ่มต่างๆ ของเครือข่ายออมทรัพย์เทศบาลสำโรงใต้ ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ.2543 เครือข่ายออมทรัพย์เทศบาลสำโรงใต้ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "เครือข่ายออมทรัพย์สำโรงใต้"

"อดเพื่อออม ดีกว่าออมยามอด" กระบวนการจัดการออมทรัพย์ของเครือข่ายเป็นไปภายใต้เงื่อนไขของแต่ละกลุ่ม แต่ละกลุ่มออมทรัพย์จึงมีวิธีการเก็บเงินออมทรัพย์ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของสมาชิกในกลุ่ม ภายใต้จุดมุ่งหมายที่จะรักษาและขยายฐานของเครือข่ายออมทรัพย์สำโรงใต้ให้มั่นคง แข็งแรง และอยู่ได้

ทั้งนี้ เครือข่ายออมทรัพย์สำโรงใต้ ได้รับการสนับสนุนเงินและการกู้เงินจากองค์กรต่างๆดังนี้ การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสหรือผู้ยากไร้ในชุมชน เช่น เด็ก ผู้ว่างงาน คนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้อรัง ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารออมสิน ผ่านสำนักงานกองทุนเพื่อสังคม ( SIP เมนู5) จำนวน 3.7 ล้านบาท เงินจำนวนนี้ให้เครือข่ายบริหารจัดการเพื่อวัตถุประสงค์ สนับสนุนเรื่องการศึกษา, การพัฒนาอาชีพ, การสร้างอาชีพ, การให้เงินเพื่อยังชีพแก่ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้อรัง และ คนพิการ ปัจจุบันเงินที่ได้รับการสนับสนุนมา คงเหลือไว้เป็นทุนหมุนเวียน จำนวนประมาณ 2,000,000 บาท

การช่วยเหลือชาวบ้านที่โดนเอาเปรียบจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงถึงร้อยละ 20-30 บาทต่อเดือนของการกู้ยืมเงินนอกระบบ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า เงินกู้แขก หรือการกู้เงินพวกหัวปิงปอง(มอเตอร์ไซค์) ที่ทำให้ชาวบ้านบางรายต้องหลบหนีซ่อนตัว หรือบางรายถึงกับโดนทำร้าย ทุบตี เครือข่ายได้กู้เงินจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี จำนวน 4,990,000 บาท มาให้การช่วยเหลือโดยคิดดอกเบี้ยกับชาวบ้านที่กู้ร้อยละ 6 ต่อปี (ร้อยละ 1 ให้ พอช. ร้อยละ 1 ให้เครือข่าย ร้อยละ 1 ให้กลุ่มออมทรัพย์ ร้อยละ 3 นำจัดสวัสดิการสมาชิกและคณะกรรมการ) ปัจจุบันใช้หนี้ครบทุกบาททุกสตางค์แล้ว

การต่อยอดกองทุนสวัสดิการช่วยเหลือผู้เสียชีวิต ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันสวัสดิการองค์กรชุมชน (อสช.) เป็นจำนวนเงิน 50,000 บาท การปฏิบัติงานของเครือข่ายที่กล่าวข้างต้น จึงเป็นอีกส่วนที่สำคัญที่ทำให้ชาวบ้านเริ่มเห็นความสำคัญของกลุ่มออมทรัพย์ เห็นความแตกต่างจากการกู้ยืมเงินจากแขก และเข้ามาเป็นสมาชิกมากขึ้น จากเดิมเริ่มต้นสมาชิกแต่ละกลุ่มมีเพียง 20 คนเท่านั้นเอง ก็ขยายเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันนี้ กลุ่มออมทรัพย์บางฝ้าย มีสมาชิก 507 คน กลุ่มออมทรัพย์บางหัวเสือ มีสมาชิก 1,687 คน และกลุ่มออมทรัพย์ศูนย์เด็กเล็กปู่เจ้าสมิงพราย มีสมาชิก 287 คน

ขณะเดียวกัน เมื่อเครือข่ายสามารถสร้างฐานสมาชิกได้ด้วยการเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน เอาตัวอย่างเป็นเครื่องพิสูจน์ จนทำให้การดำเนินการของกลุ่มออมทรัพย์ 6 กลุ่มแรกเข้าที่เข้าทางแล้วนั้น ทางเครือข่ายออมทรัพย์สำโรงใต้ก็ยังขยายฐานงานไปสู่การสร้างกระบวนการเรียนรู้ ขยายกลุ่มออมทรัพย์ในพื้นที่ต่างๆ ในละแวกใกล้เคียง โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง หรือ พชม.

กำนันเครือวัลย์  มีวัฒนะ ที่ปรึกษาเครือข่ายออมทรัพย์สำโรงใต้ และประธานกลุ่มออมทรัพย์บางหัวเสือ "พอเราเป็นเครือข่าย เราก็ได้เงินสนับสนุนจาก SIF เอาเงินมาบริหารเครือข่าย ทำเรื่องการศึกษา ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยเรื้องรัง และอาชีพ เริ่มค้นหาผู้เดือดร้อนในแต่ละกลุ่ม รวมทั้งนอกกลุ่มด้วย และเข้าช่วยเหลือ เช่น ผู้พิการ ซึ่งกลุ่มออมทรัพย์จะให้เงินช่วยเหลือ 500 บาท ส่วนเรื่องการสนับสนุนเรื่องอาชีพ นั้นเราให้กู้หมุนเวียนร้อยละ 2 บาทต่อปี ส่วนหนึ่งเราก็ให้สมาชิกกู้ และอีกส่วนหนึ่งเราก็ให้ฟรี ช่วยเหลือกันและกัน

สิ่งที่เครือข่ายทำนั้น ส่งผลทำให้กิจกรรมของเครือข่ายเคลื่อนไป เราเริ่มมีสมาชิกหน้าใหม่ๆ เข้ามา จากเริ่มแรกเลยสมาชิกแต่ละกลุ่มแทบจะไม่ถึง 20 คน ดีหน่อยก็ 30 คน แต่ตอนนี้สมาชิกเราเพิ่มขึ้นเป็นร้อย เกิดการขยายต่อ หรือใครเป็นญาติพี่น้องใครก็เริ่มบอกต่อ ปากต่อปาก ชักชวนกันเข้ามา ถ้าไม่เข้ากลุ่มออมทรัพย์เดิมที่มีอยู่แล้ว เราก็เข้าไปช่วยจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ให้ เกิดคน เกิดกลุ่ม และเครือข่ายเองก็โตขึ้นด้วย

หากจะถามว่า ทำไมเครือข่ายทำได้ ก็เป็นเพราะเราทำให้สมาชิกมั่นใจเรื่องหนี้ เราปล่อยกู้ให้เขาเห็น ว่าเราให้กู้จริง เรามีกฎ มีสัญญาการกู้ มีคนค้ำ โดยที่สมาชิกคนหนึ่งมีสิทธิค้ำประกันการกู้ยืมเงินได้ 2 คนเรามีคณะกรรมการคอยดูแล จุดจริงๆ คือ ความเดือดร้อน ชาวบ้านเขาเดือดร้อน เราอยากจะช่วยกันจริงๆ เขาไปกู้แขก ก็เสียดอกร้อยละ 20 แต่ถ้ามาเป็นสมาชิกเรา เราคิดร้อยละ 1 บาทต่อเดือนต่อร้อยละ 12 ต่อปี และเรายังมีวิธีการคิดเรื่องการส่งเงิน การประเมินติดตามที่เป็นมิตรมากกว่า สิ่งที่เราคาดหวัง คือเราอยากให้สมาชิกที่เดือดร้อน หรือกลุ่มไม่ต้องกู้ยืมเงินแขก เสียดอกเบี้ยแพงๆ แต่ไม่ได้อะไรกลับมา สู้มายืมเงินกลุ่ม เงินเครือข่าย เสียดอกเบี้ยต่ำ แถมเงินดอกเบี้ยต่างๆ ยังคืนกลับสู่ชุมชน สู่ตัวสมาชิกเองด้วย"

ปัจจุบัน เครือข่ายออมทรัพย์สำโรงใต้ มีสมาชิกกลุ่มจำนวน 15 กลุ่มออมทรัพย์ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางหัวเสือ  ตำบลบางหญ้าแพรก  ตำบลสำโรง  ตำบลสำโรงกลาง  ตำบลสำโรงใต้ โดยมีสมาชิก ดังนี้
กลุ่มออมทรัพย์บางฝ้าย 507 คน
กลุ่มออมทรัพย์บางหัวเสือ 1,687 คน
กลุ่มออมทรัพย์ศูนย์เด็กเล็กปู่เจ้าสมิงพราย 287 คน
กลุ่มออมทรัพย์ 4 ส พัฒนา 205 คน
กลุ่มออมทรัพย์ชุมชนพิทักษ์ธรรม 79 226 คน
กลุ่มออมทรัพย์ไทยสมุทร 2 356 คน
กลุ่มออมทรัพย์ร่วมใจสามัคคี 208 คน
กลุ่มออมทรัพย์บัวงาม 93 คน
กลุ่มออมทรัพย์สินอุดม 333 คน
กลุ่มออมทรัพย์แสงทองแสงธรรม 881 คน
กลุ่มออมทรัพย์พลังสามัคคี 282 คน
กลุ่มออมทรัพย์ฉัตรทิพย์พัฒนา 150 คน
กลุ่มออมทรัพย์สยามพัฒนา 2000 212 คน
กลุ่มออมทรัพย์อาสาพัฒนา 158 คน
กลุ่มออมทรัพย์รวมพลังใหม่ 220 คน
รวมสมาชิกทั้งหมด                                  5,805 คน
เงินสะสม ณ กุมภาพันธ์ 2552              72,620,607 บาท

"เราช่วยเขา เขาก็ช่วยกลุ่มออมทรัพย์" กล่าวได้ว่า วัตถุประสงค์แท้จริงที่ทำให้กลุ่มออมทรัพย์เกิดขึ้นนั้น คือ ความต้องการที่จะช่วยเหลือกันและกัน ช่วยเหลือญาติพี่น้อง ช่วยเหลือเพื่อนบ้าน แก้ปัญหาเรื่องการกู้ยืมเงินนอกระบบที่คิดอัตราดอกเบี้ยสูงมาก โดยในการทำงานของเครือข่ายออมทรัพย์สำโรงใต้นั้นอาศัยกลุ่มออมทรัพย์ที่เป็นสมาชิกเครือข่าย ทั้ง 15 กลุ่มออมทรัพย์เป็นฐานในการทำงานกับสมาชิก ทำการสำรวจข้อมูลต่างๆ ของสมาชิกนำมาสู่การหาแหล่งทุนสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือสมาชิกผู้เดือดร้อน

ไพบูลย์ และวิยะดา นิลเจริญศรี แกนนำกลุ่มออมทรัพย์ชุมชนพิทักษ์ธรรม79 "ในการทำงาน เราก็มีการสำรวจข้อมูล เราทำโครงการสำรวจ ลงพื้นที่จริง สำรวจดูผู้เดือดร้อนเพื่อเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือของเครือข่าย โดยเครือข่ายต้องเอาผู้เดือดร้อนจากแต่ละกลุ่มมารวมกันเพื่อเสนอโครงการกับแหล่งทุนสนับสนุน บางโครงการกว่าเราจะได้สัก 3 ล้าน กรรมการเครือข่ายน้ำตาตกกันไปหลายรอบ กว่าจะได้เงินมาแก้ไขจัดการ เรานอนกันตีสี่ ตีห้า หลายวันเพื่อเร่งทำโครงการนำเสนอ ซึ่งบางโครงการต้องเสนออยู่หลายรอบกว่าจะผ่าน รอบแรกไม่ผ่านก็เสนออีก ทำใหม่เสนอใหม่

ในการสำรวจ บางทีเราเจอผู้เดือดร้อนกว่า 80 คน ซึ่งต้องใช้เงินในการช่วยเหลือจำนวนมาก เราก็ต้องจัดการพิจารณาเป็นรายๆ เงินโครงการรอบแรกไม่สามารถช่วยเหลือได้หมด ก็ต้องไปรอเงินโครงการรอบต่อไป บางรายที่เราช่วยเขาแล้วแต่เขาไม่ช่วยเหลือตัวเอง ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง เราก็ต้องตัดออกแต่คนไหนที่เราช่วยเหลือแล้ว เห็นความเปลี่ยนแปลง เราก็ช่วยกันต่อไปอีก

ในเรื่องวงเงินช่วยเหลือนั้น เครือข่ายไม่ได้ช่วยเหลือเฉพาะคนเป็นหนี้อย่างเดียว เรามองเรื่องอาชีพด้วย เพราะเรามองว่าอาชีพเป็นการช่วยที่ยั่งยืน สมาชิกอยากลงทุนสร้างอาชีพ เราก็ช่วยเหลือเพราะถือเป็นการสร้างคนให้มีคุณภาพดีขึ้น อย่างเช่น สมาชิกกู้ไปสร้างอาชีพ โดยการดาวน์รถมาทำแท็กซี่ บางคนตกงาน เดือดร้อน แต่อยากจะหางาน อยากจะมีรายได้ เราก็ช่วยเหลือเงินสำหรับการลงทุนสร้างอาชีพ เปิดร้านค้าขาย โดยกู้เงินได้ไม่เกิน 20,000 บาท เสียดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี ดอกเบี้ยคงที่ชำระคืนไม่เกิน 24 เดือน กำหนดเวลาให้กู้เงินเพื่ออาชีพ กู้ได้ตลอดปี"

อุดมศักดิ์ จันทร์สิน ประธานกลุ่มออมทรัพย์บางฝ้าย-ไทยสมุทร และ กมล เทียมเมืองแพน ประธานกลุ่มออมทรัพย์ฉัตรทิพย์พัฒนา "เกณฑ์การปล่อยกู้ เราเน้นดูเรื่องความเดือดร้อนของสมาชิก โดยในการจะกู้เงินนั้น แต่ละกลุ่มออมทรัพย์ก็จะมีคณะกรรมการบริหารของกลุ่ม ซึ่งคณะกรรมการกลุ่มก็ต้องรู้จักสมาชิกของตัวเอง เราก็ใช้วิธีการดูแลกันเอง คนรู้จักกันก็ย่อมรู้ว่าใครเป็นอย่างไร รู้ว่าสมาชิกคนไหนนิสัยใจคอเป็นอย่างไร เดือดร้อนจริงมากน้อยเพียงไร เวลาเราให้กู้ เราก็เอาคนที่เดือดร้อนมากที่สุดเป็นหลัก เพราะเรามีงบจำกัดไม่ได้ช่วยทั้งหมดได้ เรียกว่า เราช่วยเขา แต่เขาก็ต้องช่วยตัวเองด้วย และคนไหนที่เราช่วยเหลือแล้ว เขาซื่อสัตย์ รับผิดชอบ ตรงต่อเวลา พอมากู้ครั้งหน้าเราก็ช่วยเขาได้อีก

พอสมาชิกที่กู้ไปส่งเงินตรงตามเวลา ก็ทำให้เกิดเงินหมุนในกลุ่ม ในเครือข่าย เราก็สามารถเอาเงินไปช่วยคนอื่นๆ ได้อีก หากไม่มีเราก็เก็บไว้เป็นเงินทุนเวลาสมาชิกเดือดร้อนคราวต่อไป หรือบางกรณีสมาชิกเดือดร้อนมาก และเรารู้ว่าเขาเป็นอย่างไร เขาตรงเวลา กลุ่มออมทรัพย์ไม่มีเงินพอให้กู้ยืม กลุ่มก็ไปกู้เงินจากเครือข่ายมาให้ เรียกว่า ช่วยกันจริงๆ อาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจ เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ของคนจริงๆ หรือในบางรายที่อาจส่งเงินล่าช้า ไม่ตรงต่อเวลาเราก็จะใช้การเจรจา พูดคุยผ่อนผันกัน เช่น หากต้องส่งเงินกลุ่ม 1,100 บาท แต่เรารู้ว่าเขาเดือดร้อน ก็อาจจะเจรจากันช่วยเหลือเขาโดยให้ส่งดอกเบี้ยแค่ 100 บาท และส่งอีก 100 บาทเพื่อส่งหุ้นของกลุ่มออมทรัพย์

เงินที่เราได้รับการสนับสนุนมานั้น เราต้องส่งดอกเบี้ยคืนเจ้าของเงินร้อยละ 5 ดังนั้นเมื่อเรานำมาให้สมาชิกกู้ยืม เราจึงคิดดอกเบี้ยร้อยละ 12 โดยหลังจากหักดอกเบี้ยที่เราต้องใช้คืนเจ้าของเงินแล้ว ส่วนต่างอีกร้อยละ7 เราจะแบ่งกระจายเป็น 5 ส่วน คือ การศึกษา เพื่อช่วยเหลือเด็กเรียนดี เด็กยากจน เราช่วยเหลือ 500 บาทต่อปีต่อคน ผู้ป่วยเรื้อรัง 500 บาทต่อปี ดูแลคนพิการ ผู้สูงอายุ โดยการซื้ออาหารเสริมให้เดือนละ 200 บาทต่อคน และเมื่อถึงวันงานประเพณีต่างๆ จะมีการมอบของขวัญให้ และเงินสนับสนุนเรื่องอาชีพ"

ประมวล บำรุงสงวน "วิธีการของเรานั้น มันประนีประนอม ยืดหยุ่น หากลองคิดดู...ดอกเบี้ย กำไร เราก็ไม่ได้ แต่เราก็ช่วยเหลือกัน เพราะเรารู้ว่าการกู้เงินแขกโหดมาก ภาพที่เราเห็นเสมอ คือ แขกหรืออาบัง ถีบจักรยานมาเก็บเงิน พอไม่มีก็ต้องหลบ ต้องซ่อน หรือไปกู้เงินพวกหัวปิงปอง บางรายโดนอุ้ม ทั้งเตะ ตีเพื่อทวงหนี้

ขณะที่เราทำงานนั้น เราไม่เคยรวบรัด เราประนอมหนี้ทุกอย่าง สิ่งที่เราทำ ไม่ใช่เรื่องต้องสอนกัน เพราะเราเชื่อว่าจริยธรรมไม่ต้องสอน แต่ละคนต้องคิดได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นเมื่อเราช่วยเขา เขาจะเรียนรู้ว่าเขาจะตอบกลับเราอย่างไร  เราทำงานร่วมกันอย่างพี่น้อง ไม่ว่าจะกลุ่ม คนกู้ คนค้ำ ต่างต้องสัมพันธ์กัน ในส่วนของคณะกรรมการเครือข่ายกว่า 40 คน ก็เกิดการเข้ามามีส่วนร่วมกันทำงาน เราร่วมประชุม ร่วมปรับออกแบบแผนการทำงานเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และเราก็มีระบบตรวจสอบ โปร่งใสในการทำงาน 3 เดือนตรวจบัญชีครั้ง ถ้าเราเห็นปัญหาในแต่ละกลุ่ม ก็ใช้กลไกเครือข่ายในการพยุงกันและกัน ช่วยกัน

"จากก้นแก้ว เติมจนเต็ม.." การเติบโตขึ้นของเครือข่ายออมทรัพย์สำโรงใต้ เป็นคำตอบได้ดีว่า เครือข่ายจะเข้มแข็ง หากฐานกลุ่มออมทรัพย์เข้มแข็ง และฐานรากอย่างกลุ่มออมทรัพย์จะเข้มแข็งได้นั้น ต้องเกิดขึ้นจากกระบวนการการทำงานอย่างมีส่วนร่วม เรียนรู้ร่วม ตระหนักถึงปัญหาร่วมกัน และมองเห็นประโยชน์และคุณค่าร่วมกัน หากย้อนกลับไปยังวันแรกของการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ ในวันและคืนที่แกนนำกลุ่มออมทรัพย์ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาสมาชิกเข้าร่วม จากสมาชิกกลุ่ม 20 เป็น 100 จากสมาชิกเครือข่าย 100 เพิ่มเป็น 200 จนในปีแรกของการก่อตั้งมีสมาชิก 300 คน และต่อมาในปีที่สอง มีสมาชิกเป็น 500 คน และกระทั่งปัจจุบันสมาชิกมีอัตราเพิ่มขึ้น 300 - 600 คนต่อปี  

อุดมศักดิ์ จันทร์สิน "นึกถึงตอนแรกๆ ตอนนั้นเราต้องการสมาชิก เราก็ใช้เรื่องกองทุนสวัสดิการช่วยเหลือผู้เสียชีวิต ทำไปมันก็เหมือนปลูกมะม่วงแล้วไม่ออกดอกผล ไม่มีคนเลย จนเมื่อมีคนตาย มันเห็นผลเลย มีคนเริ่มเข้ามามากขึ้นๆ จากแต่ก่อนอิดออด แต่ตอนนี้มีแต่คนอยากจะเข้ามาเป็นสมาชิก แนวคิด วิธีการที่เราทำเรื่องกองทุน คนที่อื่นก็เอาอย่าง เอาไปใช้บ้าง มันงอกเงยขึ้นจริงๆ"

กมล เทียมเมืองแพน "แรกๆ เราฟังกลุ่มพูด เรารู้สึกว่าเครือข่ายน่าจะโม้มากกว่า จะเอาเงินมาให้เราตั้ง 40,000 - 50,000 ใครจะเชื่อ ไม่มีทาง แต่พอเขามาสนับสนุนให้ตั้งกลุ่มออมทรัพย์ มาให้ข้อมูล มีพี่เลี้ยงจาก พอช. (สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ สำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง เดิม) เข้ามาอบรมให้ความรู้ในการจัดตั้งกลุ่ม การบริหารจัดการ ได้ไปสัมมนา เรียนรู้ในที่ต่างๆ มันเป็นการสร้างคน สร้างคนเพื่อให้เขาไปสร้างคนอื่นต่อ

จากจุดเริ่มต้นจนมาถึงวันนี้ แรกๆ ไม่รักในงานที่ทำ เริ่มทำด้วยความจำเป็น ทำไปทำมาเรารักในงาน เราก็มองเป้าหมายเพื่อที่จะทำให้กลุ่มอยู่ได้ พึ่งพาได้ ปรึกษากันทุกเรื่อง กลุ่มออมทรัพย์ไม่ใช่จัดการแค่เรื่องเงิน แต่โยงไปถึงชีวิต..อาชีพ ครอบครัว คนที่เข้ามาก็คุยกันร่วมกัน เป็นกลุ่มเดียวกัน..มีคุณค่า เราช่วยกันเติมคุณค่านั้นจากก้นแก้ว เติมจนเต็ม เหมือนเราเป็นแก้วที่ก้นว่างเปล่า จนตอนนี้มันเต็มเราก็ไปขยายคนอื่นๆ ต่อ จนเกิดคนที่ทำมากขึ้นๆ หน่วยงานอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานราชการ ท้องถิ่นเอง พอเห็นเราทำงาน เห็นผลงานของเรา เขาก็เริ่มเข้ามาหาเรา มาสนับสนุน

หรืออย่างเรื่องกองทุนสวัสดิการช่วยเหลือผู้เสียชีวิต มันเป็นการทำประกันชีวิตที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าไทยสมุทรประกันภัย หรือเมืองไทยประกันชีวิตเสียอีก อย่างเราทำประกันชีวิตกับบริษัท เขาต้องมาตรวจสอบ ต้องมาพิสูจน์ แต่เราไม่ต้องตรวจสอบ ไม่ต้องตรวจเช็คสุขภาพกัน ตายขึ้นมาก็ไม่ต้องชันสูตร จ่ายเงินทันที มันก็ยืนยันได้ดีถึงสิ่งที่เราทำ"

"ในวันที่ครบ 10 ปี"สำหรับคนทำงานเอง ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า พวกเขาล้วนเป็นดอกผลของกระบวนการกลุ่มออมทรัพย์ กระบวนการของเครือข่ายออมทรัพย์สำโรงใต้ ไม่ว่าจะเริ่มต้นจากใจรักหรือไม่ก็ตามที หากแต่วันนี้ วันที่ครบ 10 ปีของการทำงานของเครือข่ายออมทรัพย์สำโรงใต้...กระบวนการที่เกิดขึ้นสำหรับคนทำงาน แกนนำกลุ่ม กรรมการเครือข่ายทั้งหลายมองว่า นี่ไม่ใช่เพียงงาน แต่เป็นชีวิต สร้างเพื่อนขยายมิตร และที่สำคัญกลุ่มออมทรัพย์และเครือข่ายสามารถเป็นที่พึ่งให้กับสมาชิกได้จริงๆ       

กำนันเครือวัลย์ มีวัฒนะ นับเป็นแกนนำสำคัญที่เป็นทั้งขวัญและกำลังใจสำหรับน้องๆ เพื่อนร่วมงานในเครือข่าย บนรอยทางที่ผ่านมา 10 ปี กำนันหญิงร่างเล็กๆ ได้ริเริ่ม และบุกเบิกจนก่อตั้งเครือข่ายออมทรัพย์สำโรงใต้มาได้ "ความสำเร็จของเรา ถามว่าลดหนี้ได้หรือไม่ คำตอบคือ ลดได้ แต่ก็ยังมีคนที่ยังติดหนี้อยู่ เรียกว่าปัญหามันทุเลาลง ตลอดเวลาการทำงาน เราบริหารจัดการทำงานร่วมกันอย่างพึ่งพิงอิงอาศัย กลุ่มออมทรัพย์เป็นการสร้างนิสัยคน ให้คนรู้จักออม

มานึกๆ ดู คนบางคน เรียกว่าจนจนเข็ด จนจนรู้ว่าจนจริงๆ เป็นอย่างไร แต่พอมีกลุ่ม เขามีเงินเก็บ มีเงินออม เห็นเงินที่มาจากน้ำพักน้ำแรง และทำให้เห็นคุณค่าของกลุ่ม นึกถึงเรา เมื่อเดือดร้อนเราให้กู้ ไม่เดือดร้อนก็มาออมมาเก็บ..เราภูมิใจที่เราทำมาสิบปี บางคนจากไม่มีเงินเลย วันนี้มีเงินเป็นแสน บางคนจากไม่มีเงินเลย ยังต้องกู้บ้างยืมบ้าง แต่ก็มีเงินเก็บเป็นหมื่น สองหมื่น เห็นประโยชน์ของกลุ่มมากกว่าธนาคาร เงินเหลือก็มาฝากกลุ่ม และที่สำคัญ เราได้คนดีเข้ามาช่วยกันทำงาน เข้ามาช่วยกันพัฒนา ทำให้เราเห็นว่าในสังคมมีคนดี คนที่เสียสละมากมาย เป็นความภาคภูมิใจที่สุดแล้ว"

วันนี้..วันที่ครบ 10 ปีของกระบวนการทำงานของเครือข่ายออมทรัพย์สำโรงใต้ มีความสำเร็จ มีดอกผลที่ผลิบานให้ได้ชื่นชม หากแต่..ในก้าวที่ 11 ยังมีอีกหลายสิ่งอย่างที่เครือข่ายเองมุ่งหมายที่จะก้าวไป ...ทั้งการจัดสวัสดิการชีวิตที่บูรณาการ ครบวงจร การจัดการบูรณาการกลุ่มออมทรัพย์ การเชื่อมโยงจากเครือข่ายออมทรัพย์ไปสู่กลุ่มอาชีพ กลุ่มกิจกรรมอื่นๆ เป็นต้น

การจัดการบูรณาการทุนของเครือข่ายออมทรัพย์สำโรงใต้ เป็นอีกหนึ่งบทเรียนของกระบวนการจัดการความรู้ที่น่าสนใจ เพราะเป็นเครือข่ายที่จัดการแก้ไขปัญหาการเงินของตนเองได้อย่างเป็นระบบ มีกลไก วิธีการในการเชื่อมร้อยกันและกัน จำนวนสมาชิกเกือบ 6,000 คน เงินสะสม 70 กว่าล้าน คงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างง่ายดายนัก แต่นี่เป็นเครื่องยืนยันถึงการทำงานอย่างหนักของกลุ่มออมทรัพย์ทุกๆ กลุ่มที่รวมกันในนามเครือข่ายออมทรัพย์สำโรงใต้ มูลค่าเป็นเครื่องยืนยันที่ทำให้คนจากต่างที่ที่แวะเวียนไปเรียนรู้ที่เครือข่าย อยากเรียนรู้และเอาอย่างทำตาม

แต่สิ่งสำคัญมากกว่าที่ซ่อนในมูลค่านั้น คือ คุณค่าที่อบอวลไปทั่ววงสนทนา คุณค่าของคนที่พัฒนาศักยภาพตัวเองจากการทำงาน คุณค่าของชุมชน ผู้คนต่างที่ต่างทางที่มาร้อยรวมกัน คุณค่าของมิตรภาพที่หว่านเพาะเต็มพื้นที่ และคุณค่าของจิตใจที่มุ่งหมายอยากจะทำให้ผู้อื่นมีความสุข หลุดพ้นจากความทุกข์...สาระสำคัญของการจัดการบูรณาการทุน ไม่ใช่เพียงแค่การจัดการเงิน แต่เป็นการร่วมและปันทุกข์ระหว่างกัน การแบ่งปันทุกข์อาจทำให้ความทุกข์ทุเลาลง