หางนกยูงสยายกลีบร่วงลาดินอีกแล้ว

 

                       

 

                     ยามใดที่ผู้เขียนรู้สึกอ่อนล้า....มักจะทอดสายตามองไปที่นอกหน้าต่าง  หรือไม่ก็เดินเล่นบริเวณอาคารเรียนชั้นสามมองไปบริเวณสวนไทรที่อยู่เบื้องล่าง   ได้เห็นนกนานาชนิดร้องเพลงขับขานส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้ว      นกส่วนใหญ่ก็มักอยู่กันเป็นคู่ ๆ  ตามธรรมชาติ  ธรรมดาของสัตว์    จะมีนกสักกี่ตัวที่ปรารถนาอยู่เพียงลำพังเพื่อค้นพบอิสระเสรีของชีวิต   สามารถบินไปได้ไกลที่สุดไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง    นกสองตัวที่ผูกขากันไว้  จะบินไปไกลสู่ฝั่งฝันอย่างไรได้ ?

 

                         วันนี้สายตาผู้เขียนไปสะดุดที่ดอกหางนกยูงที่เริ่มผลิบานร่วงหล่นจากต้นดั่งบทเพลงแห่งกาลเวลาที่ขับขานไม่รู้จบ    ผู้เขียนอดคิดถึง ศิลปากรไม่ได้        เมื่อครั้งที่เป็นนักศึกษาก็มักนั่งอยู่ใต้ต้นไม้เพื่ออ่านหนังสือเป็นประจำ   ชีวิตวนเวียนเปลี่ยนผัน    ภาพของอาจารย์ที่เคยดูแลผู้เขียนในอดีต   กลายเป็นตัวผู้เขียนที่คอยดูแลนักเรียนต่าง ๆ  ในเวลาต่อมา      ชีวิตไม่แน่นอนจริง ๆ       ใครเลยจะรู้ว่าเด็กกะโปโล  ปอน ๆ   ลูกแม่ค้าจน ๆ  จะมีวันนี้ได้          ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ล้วนเกิดจากความมานะพยายาม  อดทน  ต่อสู้กับอุปสรรคแห่งชีวิตทั้งสิ้น

 

                              ชีวิตที่ผ่านมาในวันนี้    ถามว่ามีความสุขไหม ?   ผู้เขียนไม่เคยมองเห็นความสุขที่แท้จริงของชีวิต      รู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับการต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นการเรียนหรือการทำงานเพื่อจะไปสู่จุดหมายของชีวิตที่ท้ายที่สุดก็พบแต่ความว่างเปล่า    หากแต่พยายามบอกกับตัวเองเสมอว่า   นกเกิดมาเพื่อบิน   ใช่ว่ามันอยากจะบิน  แต่มันก็ต้องบินให้ไกลที่สุด ถึงที่สุด    คนเราเกิดมาเพื่อทำความดีใช่ว่าจะอยากทำความดี  แต่ก็ต้องทำให้ดีที่สุด

                     หางนกยูงสยายกลีบร่วงลาดินอีกแล้ว   ีแล้วปีเล่ามันจะรู้สึกเบื่อหน่ายหรือเปล่าผู้เขียนไม่รู้    หากแต่มันก็ยังคงทำหน้าที่ของมันโดยไม่ท้อถอย    จนกว่าชีวิตจะหาไม่    ผู้เขียนเองก็คงต้องต่อสู้และทำหน้าที่ของตนต่อไปเพื่อมิให้อายต้นไม้......