วันที่สองของการเดินทางรึเปล่า? ยังคิดอยู่เหมือนกัน เพราะว่าการเดินทางไปยุโรปก็เปรียบเสมือนการเดินทางย้อนเวลา ลิสบอนช้ากว่ากรุงเทพอยู่ 6 ชั่วโมง
จะขอย้อนกลับไปตอนขึ้นเครื่องที่กรุงเทพ 10 ชั่วโมงบนเครื่องคิดไปคิดมาก็ไม่มากมายอะไร เมื่อล้อลอยจาก Runway ข้าพเจ้าก็หลับสนิท น่าจะผ่านไปประมาณชั่วโมงกว่าเมื่อเครื่องบินบินได้ระดับแล้วพนักงานบนเครื่องก็เริ่มเสริฟอาหาร ซึ่งบอกไม่ได้ว่ามื้อไหน เพราะถ้าเทียบกับเมืองไทยก็เป็นเวลาตีสอง ลืมบอกไปว่าไม่มีพนักงานคนไหนพูดภาษาไทยได้เลย ทุกคนเป็น แขก Look หมด ข้าพเจ้าพะอืดพะอมตั้งแต่ก่อนขึ้นเครื่องเพราะว่ายาที่ทานไปมันเสาะท้อง อาหารที่มามื้อแรกกลิ่นชีสแรงมาก ซึ่งปกติแล้้วข้าพเจ้าจะทานได้ ก็เลยลืมตามาดูแล้วก็หลับต่อ
ข้อสังเกต : ตั้งแต่เช็คอินที่สนามบินแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าใครไม่เคยเดินทางไปที่ใดเลยแล้วก็ไม่เคยฟังอะไรเลย ทั้งๆ ที่บางเรื่องคุณสุธรรม์ก็ได้บอกไว้ตั้งแต่วันที่ 12 แล้ว พระเจ้าสร้างมนุษย์ให้มีสองหู และหนึ่งปาก เพื่อให้ฟังมากกว่าพูด ไม่ใช่ความผิดหรือสิ่งที่แปลกถ้าไม่เคยเดินทาง แต่แปลกที่ไม่เคยทำ แต่ไม่ฟัง บนเครื่องทุกอย่างเป็นสองภาษา คือภาษาตุรกีและภาษาอังกฤษ ในความคิดเห็นของข้าพเจ้าแล้ว ยิ่งถ้าไม่ใช่ภาษาที่ถนัด ก็ควรจะตั้งใจฟังมากขึ้นเป็นสองเท่า ทุกอย่างที่พนักงานบนเครื่องพูดเป็นเรื่องสำคัญ จะมีกี่คนที่ทราบว่าระยะเวลาตอนเครื่องขึ้นและลง Runway มีความเสี่ยงมากที่สุด อุบัติเหตุที่อาจจะเกิดได้นั้น มากกว่าร้อยละ 90 เกิดขึ้นในระยะเวลานั้น อีกประการหนึ่งคือ การไปยังที่ที่ไม่เคยไป ป้ายและการสังเกตเป็นเรื่องสำคัญ
กลับมาต่อกันที่เรื่องร่าเริงดีกว่า อาหารมื้อที่สองในเครื่อง ข้าพเจ้าก็ไม่สามารถทานได้ เนื่องจากยังง่วงอยู่ตลอดเวลา สรุปว่าหลับประมาณ 9 ชั่วโมงในเครื่อง ตุรกีเวลาช้ากว่าเมืองไทย 5 ชั่วโมง เมื่อไปถึงสนามบินที่อิสตันบูล ต้องผ่านช่องตรวจ boarding pass เพื่อเข้าไปในพื้นที่สำหรับการขึ้นเครื่องต่อไปยังลิสบอน ตอนที่เช็คอินที่สุวรรณภูมินั้น ข้าพเจ้าก็ได้รับ boarding pass 2 ใบแล้ว แต่ใบที่ต้องใช้เพื่อต่อไปยังลิสบอนนั้นยังไม่ได้บอก Gate และเวลาที่จะต้องต่อเครื่อง ต้องไปรอดูที่อิสบูลอีกที เมื่อเข้าไปรอแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้เดินชมสนามบินที่นั่น มีร้านขายของปลอดภาษีและร้านอาหาร สิ่งที่ประทับใจเมื่อไปถึงที่นั่นคือ ในสนามบินมีร้านเบอร์เกอร์คิง ถ้าเป็นร้านนี้ธรรมดาก็ไม่แปลก เบอร์เกอร์คิงร้านนี้จ้างพนักงานคนหนึ่งที่มีแขนข้างเดียว แขนอีกข้างหนึ่งเขามีแค่สูงกว่าข้อศอกนิดหนึ่ง ดูแล้วก็น่าจะเป็นพิการแต่กำเนิดเพราะว่าแขนที่พิการนั้นลีบเล็ก เขาทำงานอย่างคล่องแคล่ว ข้าพเจ้าก็หิวแล้วเนื่องจากบนเครื่องไม่ได้ทานอะไรเลยนอกจากน้ำเปล่า เลยฉลองเบอร์เกอร์คิงที่ตุรกีซะ ไปเดินดูร้านอื่นๆ เมนูเป็นภาษาตุรกี อ่านไม่ออกและก็ดูแล้วส่วนใหญ่เป็นเนื้อวัว เพิ่มเติมอีกนิดนึง คือประเทศตุรกีเป็นประเทศมุสลิม จึงไม่มีเนื้อหมูขาย ถ้าจำไม่ผิด ไม่ให้นำเนื้อหมูและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากหมูเข้าประเทศด้วย
จากนั้นพี่นก (หัวหน้าไกด์) ก็เดินมาบอกว่า Boarding คือ ไปเตรียมตัวขึ้นเครื่องเวลาสี่ทุ่มครึ่ง (เวลาที่ตุรกี) เครื่องออกประมาณห้าทุ่มครึ่ง สรุปว่ามีเวลาเกือบ 3 ชั่วโมง
นั่งเครื่องต่ออีกสามชั่วโมงห้าสิบนาทีก็ถึงลิสบอน เป็นวันที่ 14 พ.ค.เวลา ประมาณบ่ายสองโมงกว่าๆ ผ่านพิธีการเรียบร้อย ก็ออกมาข้างนอก เจอน้องผู้หญิงคนไทยคนหนึ่งมารอรับที่สนามบินลิสบอน ชื่อ น้องตาล มีรถโค้ชรอให้ทั้งคณะเอากระเป๋าขึ้นรถกัน อากาศดีมาก มีแดด อุณหภูมิประมาณ 16 องศา เมื่อทุกคนขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว พี่นกแนะนำว่าคุณลุงคนขับรถชื่อ "มานูแอล" ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้เลย ส่วนน้องตาลมาฝึกงาน จริงๆ แล้วน้องตาลได้ทุนหลวงมาเรียนภาษาโปรตุกีส แต่อยากลองมาฝึกงานเป็นไกด์ทัวร์จึงมาร่วมด้วย กลุ่มของข้าพเจ้ายังมีไกด์ท้องถิ่นมาช่วยอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ วันนี้ไกด์ท้องถิ่นชื่อมาเรีย ตามข้อกำหนดของประเทศโปรตุเกสนี้ จะต้องมีไกด์ท้องถิ่น ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นอาชีพควรจะอนุรักษ์หรือรักษาไว้เพื่อชนชาติของตนเอง ถึงแม้ว่าคุณนกจะเคยอยู่โปรตุเกสและมาหลายรอบแล้วแต่ก็ต้องมีไกด์ท้องถิ่นด้วย ไกด์ท้องถิ่นจะเป็นผู้ซื้อตั๋วเข้าชมสถานที่และอธิบายถึงประวัติศาสตร์ความสำคัญของสถานที่นั้นๆ ก่อนที่จะปล่อยให้ทุกคนไปถ่ายรูป
สถานที่แรกที่ข้าพเจ้าได้ไปชมเรียกว่า หอคอยเบเล็ม ตอนสร้างใหม่ๆ ปีค.ศ.1515 หอคอยนี้อยู่ใจกลางแม่น้ำ ห่างจากฝั่งไป 200 เมตร แต่ปัจจุบันอยู่ริมฝั่ง สร้างเพื่อเป็นป้อมรักษาการณ์เมื่อเรือของโปรตุเกสเดินทางกลับมาจากการสำรวจโลก สถานที่ต่อไปมหาวิหารเจอโรนิโม (Jeronimos Monastry) ใช้เวลาสร้าง 70 ปี
ความรู้ทั่วไปก็คือ โปรตุเกสเป็นประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์ คาทอลิกที่เคร่งมาก มหาวิหารนี้สร้างขึ้นจากความศรัทธาของกษัตริย์องค์หนึ่ง ซึ่งทรงให้งบประมาณที่มาจาก 10% ของกำไรที่ได้จากการขายพริกไทย พริกไทยนี้ก็ได้มาจากการเดินทางไปค้นพบอินเดีย และนำพริกไทยและเครื่องเทศต่างๆ มาจากอินเดีย กษัตริย์องค์นี้เลยมีชื่อเล่นว่า Pepper King วิหารนี้เคยเป็นที่พักของพระถึง 100 องค์ มีหน้าที่เพื่อสวดภาวนาให้การเดินทางของนักเดินเรือต่างๆ ปลอดภัยและค้นพบโลกใหม่ วิหารนี้ยังเป็นที่ฝังศพของนักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่ของโปรตุเกส ชื่อ วาสโก ดา กามา
วันที่สองของข้าพเจ้าจบลงที่อาหารโปรตุเกสมืื้อแรก และเข้าพักที่โรงแรมในตัวเมืองลิสบอน ลืมบอกไปว่า คนโปรตุเกสเรียกว่า "ลิสบัว (Lisboa)"
ขอเม้าท์เรื่องอาหารนิดนึง ที่นี่เน้นเกลือเป็นส่วนผสมอย่างมากในอาหารของเขา มื้อแรกเป็นอาหารจีนที่เค็มที่สุดในชีวิตตั้งแต่เคยทานมา และก็จะเค็มต่อไปทุกๆ วัน ซึ่งพี่นกบอกว่าเค็มขนาดที่รัฐบาลต้องออกกฎหมายควบคุมความเค็มของอาหาร เพราะว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก
ความรู้เรื่องสหภาพยุโรปที่มีผลกระทบต่อประเทศโปรตุเกส : โปรตุเกสเพิ่งหลุดออกจากการปกครองของเผด็จการไม่ถึงร้อยปี เมื่อเข้าสู่สหภาพยุโรปแล้ว ทุกอย่างในโปรตุเกสก็แพงขึ้น คนแก่ไม่เข้าใจว่าเกิดประโยชน์อะไรกับการเข้าร่วม โปรตุเกสยืมเงินมาจากสหภาพมากมายในการพัฒนาประเทศ เมื่อเข้าร่วมก็เกิดข้อบังคับเพิ่มขึ้น เช่น คนที่ขับรถโค้ชนั้นจะต้องขับได้สัปดาห์ละไม่เกินกี่วันจำไม่ได้ แต่ถ้าขับติดต่อกันเป็นเวลากี่ชั่วโมงก็ต้องพักเท่านั้นนาที เป็นต้น
คนเรามีสองหู หนึ่งปากจริงๆ ด้วย
ง้วงคงต้องหัดฟังมากขึ้นแล้วล่ะครับ