หมอบ้านนอกไปนอก(96): ชีวิตเสี่ยงสูง


ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ทำมาหากินอาชีพอะไร ย่อมหลีกหนีความเสี่ยงของชีวิตไปไม่พ้น คนที่ไม่ประมาทพยายามลดความเสี่ยงในชีวิตลง ก็จะปลอดภัยมากขึ้น การมองไปข้างหน้า การแลหาอดีตแล้วรู้จักใช้จุดแข็งของออดีตขับเคลื่อนปัจจุบันไปสู่อนาคตจึงเป็นการลดความเสี่ยงของชีวิตอย่างดีที่สุดโดยเฉพาะการบริหารบ้านเมืองเพื่อประชาชน ต้องมองการณ์ไกลและลดความเสี่ยงระยะยาว

การนอนในห้องรวมกับคนแปลกหน้าเป็นเรื่องลำบากใจพอสมควร ที่พักในมิวนิคราคาค่อนข้างสูง เราเลือกแบบประหยัดก็เลยเจอสภาพแบบนี้ ดูเอ้ค่อนข้างกังวลมากเหมือนกัน ส่วนเด็กๆไม่คิดมาก ขิมนอนกอดพ่อ ขลุ่ยนอนกับแม่ ส่วนพี่แคนนอนคนเดียว เตียง 8 เตียง รู้จักกันแค่ 6 คน แต่ก็คิดเชิงบวกว่าเป็นอีกประสบการณ์หนึ่ง การเดินทางในต่างแดนกับภรรยาลูกอายุ 6 ปี 7 ปีและ 11 ปี ก็ถือว่าเสี่ยงไม่น้อยเหมือนกัน ทั้งเรื่องขโมยขโจร การเจ็บป่วย การพลัดหลงกันในพื้นที่ต่างชาติต่างภาษา การถูกหลอกลวง เป็นต้น ในฐานะหัวหน้าครอบครัวก็พยายามระแวดระวังอย่างเต็มที่

วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม 2551 รีบตื่นตีห้ากว่าๆเดินลากกระเป๋าสาวเท้าออกจากที่พักไปขึ้นเมโทรสาย 6 แล้วต่อสาย 2 ถึงสถานีรถไฟMunichen Hbf เช็คตารางรถไฟ แวะซื้อของกินในห้างสรรพสินค้าในสถานีรถไฟที่มีขนาดใหญ่คล้ายๆสนามบิน ขึ้นรถไฟสายEC81 ตอน 7:30 น. เป้าหมายคือเมืองอินส์บรูก (Innsbruck) ออสเตรีย จากMunchen Hbf ระยะทาง 65 กม.ถึงเมือง Rosenheim ไปอีก 34 กม.ถึงKufstein ไป 13 กม.ถึง Worgl และ 25 กม.ถึงJenback และแค่ 35 กม.ก็ถึงปลายทางInnsbruck

อินส์บรูก เป็นเมืองหลวงของรัฐหรือแคว้นทิโรล (Tyrol) ตั้งแต่ ค.ศ. 1429 และในศตวรรษที่ 15 กลายเป็นศูนย์กลางการปกครองและวัฒนธรรมของจักรพรรดิมักซิมิเลี่ยนที่ 1 อยู่ในหุบเขาลุ่มน้ำอินน์ (Inn Valley) โอบล้อมด้วยเทือกเขาแอลป์ เป็นจุดชมเทือกเขาแอลป์ได้งดงามมากเพราะอยู่ใกล้มิวนิคและทางตอนเหนือของอิตาลี เป็นเมืองขึ้นชื่อในเรื่องกิจกรรมกีฬาโดยเฉพาะสกี มีนักศึกษาราว 25,000 คนในสองมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยอีกหลายแห่ง เมืองเล็กๆนี้ทำรายได้ด้านการท่องเที่ยวสูงมาก

ราว 9 โมง ลงจากรถไฟ ฝากกระเป๋าเดินทางไว้ที่สถานีรถไฟ เรากลับมาอยู่ในแผ่นดินออสเตรียอีกครั้ง ในเมืองใหญ่อันดับ 5 ที่มีประชากรราว 1.2 แสนคน ออกเดินเที่ยวเป้าหมายอยู่ที่ย่านเมืองเก่าริมน้ำอินน์ จากด้านหน้าสถานีรถไฟเข้าไปซื้อแผนที่ที่ศูนย์ข้อมูล (i) ไม่แจกฟรี เดินไปตามถนนบริ๊กซ์เน่อ เข้าสู่ถนนเมอร์เน่อ (มีคำว่า ชเตรเช่อ หรือ strasse ต่อท้าย แปลว่าถนน) สำเนียงคล้ายๆภาษาเยอรมัน ผ่านอาคารเก่าสามชั้นหลังงามศิลปะบาร็อกชั้นสูงที่เป็นที่ทำการสภานิติบัญญัติของรัฐ (Old Federal State Parliament) พระราชวังกษัตริย์ทิโรลที่สร้างค.ศ. 1725 เดินต่อไปจนถึงถนนใหญ่มาเรีย เทเรเซียน ผ่านเสาเซนต์แอนน์ (St. Anne’s Column) สร้างค.ศ.1704 โดยมติของรัฐสภาเพื่อเป็นที่ระลึกถึงชัยชนะการต่อต้านการบุกรุกของชาวบาวาเรียนเมื่อปีค.ศ. 1703 เป็นจุดชมสำคัญของถนนสายนี้

เดินไปจนจดถนนสายกราเบนต่อไปตามถนนเฟรดเดอริก ที่สองข้างเรียงรายไปด้วยอาคารเก่าสไตล์บาร็อกที่ยังคงอยู่ในสภาพดี ทางเท้าสองข้างถนนเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่เดินไปมา ผ่านพิพิธภัณฑ์ยา ผ่านซิตี้ทาวน์ (City Town) อาคารทรงสูง หลังคาโดมสีเขียวอมฟ้าสร้างเมื่อค.ศ. 1440 สามารถขึ้นไปชมทิวทัสน์เหนืออินส์บรูกได้ แต่เราไม่ได้ขึ้นไป เดินต่อไปผ่านHelblinghaus บ้านในเมืองสไตล์โกธิกสมัยศตวรรษที่ 15 ที่โดดเด่นด้วยลายปูนปั้นสมัยบาร็อกตอนปลาย  เดินไปจนถึงบ้านหลังคาทอง (Golden roof) ไฮไลต์ของเมืองนี้ สร้างปี 1420 โดยกษัตริย์เฟรดเดอริกที่ 4 เป็นที่ประทับของราชวงศ์ทิโรล กษัตริย์มักซิมิเลียนที่ 1 ได้สร้างเพิ่มระเบียงที่มีหลังคาคลุมด้วยแผ่นทองแดงหุ้มทด้วยองคำ 2657 แผ่น มีภาพวาดลายปูนเปียกเหนือหน้าต่างและมีตราประจำราชวงศ์ประดับอยู่ ภายในอาคารเป็นพิพิธภัณฑ์คลังสมบัติของนกษัตริย์มักซิมิเลียนที่ 1

เดินต่อไปจตุรัสดอมพลัทซ์ชมความงามของวิหารเซนต์เจมส์ (St. James’ Cathedral) อาคารเก่าทรงบาร็อกผสมโกธิก หลังคาและโดมหลังคาสีเขียวและหอนาฬิกาสูงด้านหน้า มองตัววิหารเลยไปด้านหลังเป็นทิวทัศน์อันงดงามของเทือกเขาแอลป์ที่เป็นฉาก ดูงดงามและสดชื่นในวันฟ้าใส กับปุยเมฆขาว เดินตัดไปถนนเฮอซ็อกออตโต้ติดริมแม่น้ำ ลัดเลาะลงมาชมOttoburg-Golden Adler อาคารอยู่อาศัยสไตล์โกธิกถัดจากกำแพงเมืองสร้างปี 1494 ด้านหน้าเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์การต่อสู้เพื่ออิสรภาพของชาวทิโรล

เดินต่อไปชมความงามของลำน้ำอินน์บนสะพาน รับสายลมเย็นกลางแดดจ้าสักพัก ก็เดินวกกลับ ใกล้เวลารถไฟเที่ยวต่อไป รีบเดินชมความงามแบบผ่านๆของImperial palace สร้างปี 1460 ผ่านCourt Church ที่สร้างโดยกษัตริย์เฟอร์ดินานที่ 1 รีบเดินกลับทางถนนมิวเซียมตัดเข้าถนนบรูเน็กเกอร์ กลับมาที่สถานีรถไฟ สังเกตว่าเด็กๆล้ากันมากพอควร

เวลา10:26 นั่งรถไฟจากอินซ์บรูกต่อไปที่เวโรน่า (Verona) ต้องสำรองที่นั่ง แต่มาถึงกระชั้นชิด ไม่มีเวลาสำรองแล้วโดดขึ้นรถไฟไปก่อนเลย คนตรวจตั๋วคนแรกผ่านไปไม่มีปัญหา พอเข้าเขตอิตาลีตรวจอีกครั้งโดนเตือนว่าคราวหน้าให้สำรองก่อน วิวสวยมากตามเส้นทางที่ผ่าน เวโรนาเป็นเมืองเล็กๆตอนเหนือของอิตาลี ตั้งอยู่กลางระหว่างมิลานกับเวนิส เวโรนาเป็นบ้านเกิดของจูเลียต หลายคนมาเที่ยวที่นี่เพื่อไปดูระเบียงที่โรมิโอปีนเข้าไปหาจูเลียต แต่เราไม่มีเวลาพอที่จะเที่ยวที่นี่เพราะจำกัดด้วยตารางรถไฟ

ลงที่เวโรน่าแล้วต่อรถไฟไปเวนิส ต้องเสียค่าสำรองที่นั่งคนละ 5 ยูโร ชมทิวทัศน์สองข้างทางที่มีแอ่งน้ำ ที่ราบทุ่งหญ้า โอบล้อมด้วยทิวเขาสูงของเทือกเขาแอลป์ ผ่านไร่องุ่น ปราสาทใหญ่น้อยบนเขา หมู่บ้านเล็กๆ งดงามเกินบรรยาย ฟ้าครึ้มไม่มีแดด เด็กๆหลับๆตื่นๆไปกันหลายรอบ ตื่นมาก็เถียงกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง ดีกันบ้าง แล้วก็วาดรูปกัน เด็กๆออกอาการเบื่ออย่างเห็นได้ชัดเพราะนั่งรถไฟติดต่อกันนาน ระยะทางและเวลาเดินทางรวม 4 ชั่วโมงกว่า

ผมนั่งชมทิวทัศน์ไปอย่างเพลิดเพลินและก็งีบหลับไปเป็นพักๆ แต่ก็ระมัดระวังมากพอควร ผมกับครอบครัวกำลังก้าวเข้ามาในดินแดนอิตาลีที่ขึ้นชื่อมากในเรื่องขโมย ผมใส่สแจ๊กเก็ตที่เก็บของสำคัญๆไว้แนบอยู่กับตัว กระเป๋าสตางค์ เงินสดและบัตรเครดิตถูกแยกออกจากกันหลายจุด เป้สะพายหลังที่มีคอมพิวเตอร์พกพาและกล้องวีดีโอวางอยู่ไม่คลาดสายตา แม้จะหลับมือก็ยังคงเกาะเกี่ยวไว้

มีคนรู้จักหลายคนเล่าและเตือนว่าไปเที่ยวอิตาลีให้ระวังขโมยกระเป๋าสตางค์หรือของมีค่า บ่อยครั้งที่กระเป๋าเดินทางวางไว้ห่างตัวแล้วถูกขโมยไปรื้อค้น พี่จุ๋มเพื่อนนิด้าที่เคยเป็นผู้อำนวยการท่องเที่ยวไทยในโรมเคยเล่าให้ฟังว่ามีเพื่อนคนหนึ่งมาเที่ยว ขณะลงจากรถถูกกระชากกระเป๋าถือจนตัวเองล้มกระแทกพื้นและถูกลากไปจนบาดเจ็บ พี่ต๊ะเพื่อนที่ทำงานที่ สสจ.ตากเคยเล่าว่าตอนไปดูงานของคณะนักบริหารระดับสูงที่โรมพี่คนหนึ่งก็โดนขโมยกล้องจากกระเป๋าไปโดยไม่รู้ตัว พี่ๆหลายคนที่มาเรียนที่แอนท์เวิปแล้วไปเที่ยวอิตาลีก็เคยโดนล้วงกระเป๋าสตางค์ไป ทั้งที่พยายามระมัดระวังแล้วก็เผลอจนได้และไม่ได้เดินทางกับเด็กๆเหมือนผม ที่ต้องพะวักพะวงหลายอย่าง ผมเองก็เตือนภรรยาและลูกๆให้ระแวดระวังกันอย่างมาก หลายคนยกให้การเที่ยวอิตาลีเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง แต่หลายคนก็เสี่ยงเพราะความสวยงามของสถานที่

มาคิดดูแล้ว การเที่ยวต่างแดนคือการผจญภัย อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ถ้ากลัวมากก็ไม่ต้องไปเที่ยว ก็เสี่ยงโชคเสี่ยงดวงกันไป ชีวิตเสี่ยงสูงแบบนี้เป็นแค่ช่วงสั้นๆ แต่ผมมาคิดว่าชีวิตของแพทย์เองก็ถือเป็นชีวิตเสี่ยงสูงเช่นกัน จากสถิติในวิจัยหลายชิ้นบอกว่าอายุเฉลี่ยของแพทย์ไม่มากเพราะชีวิตต้องทำงานหักโหม เครียด เจอกับสิ่งที่ผิดปกติ กดดันและผจญกับความคาดหวังของสังคมสูง ผมนั่งวิเคราะห์ดูว่าความเสี่ยงในชีวิตของแพทย์ที่นอกเหนือไปจากชีวิตของคนปกติก็มีตั้งแต่การต้องผจญกับเชื้อโรคร้ายนานาชนิดที่อาจติดต่อมาสู่ตนเองได้ เช่นมีแพทย์หรือพยาบาลติดเชื้อวัณโรคปอดจากผู้ป่วย หรืออาจถูกมีดบาด เข็มตำแล้วรับเชื้อจากผู้ป่วยผ่านทางเลือดเช่น เอดส์ ตับอักเสบบีหรือซี

แพทย์ต้องทำงานหนัก อยู่เวรอดหลับอดนอนแล้วไม่ได้พักช่วงกลางวันเพราะต้องออกมาตรวจคนไข้อีก ไม่เหมือนวิชาชีพอื่นเช่นพยาบาลที่อยู่เวรแบบ 8 ชั่วโมงก็ได้พัก ทำให้มีโอกาสเกิดความผิดพลาดได้ง่าย เช่นขับรถหลับใน หรือให้การรักษาที่ผิดพลาดจนเกิดผลเสียแก่คนไข้ แล้วถูกคนไข้ฟ้องร้อง เรียกค่าเสียหายจำนวนมาก และแม้จะรักษาไม่ผิดพลาด รักษาอย่างถูกต้องแต่หากคนไข้แพ้ยาหรือผลการรักษาไม่เป็นไปตามที่ผู้ป่วยหรือญาติคาดหวัง ก็มีสิทธิ์ถูกฟ้องได้เช่นกัน ทั้งๆที่ไม่มีอะไร 100 % ในทางการแพทย์ นั่นคือแม้จะดูว่าเป็นโรคง่ายๆ แต่ก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนหรืออันตรายที่คาดไม่ถึงแก่ผู้ป่วยได้ นับวันอัตราการฟ้องร้องแพทย์ก็ยิ่งสูงขึ้นไปทั่วทุกมุมโลก และนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่แย่ลงระหว่างแพทย์กับคนไข้ การสื่อสารที่ดีต่อกันน่าจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้

ยิ่งคดีอาญาถึงต้องติดคุกด้วยแล้ว วงการแพทย์จะถูกปรับตัวขนานใหญ่เพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์เหล่านี้ เช่นต้องให้การตรวจรักษาอย่างครอบคลุมมากเกินไปเพื่อป้องกันความผิดพลาดว่าทำไมไม่ทำนั่น ไม่ทำนี่ เกิดเป็นเวชศาสตร์แบบป้องกันตนเอง (Defensive Medicine) ซึ่งไม่ดีมากๆทั้งต่อแพทย์ ผู้ป่วย สังคมและประเทศชาติเพราะเราจะใช้ทรัพยากรมหาศาลในเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์และไม่คุ้มค่า ไม่เหมือนกับเวชศาสตร์ป้องกัน (Preventive Medicine) ที่ดีมากเพราะเน้นป้องกันไม่ให้เจ็บป่วย จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพลงได้ เท่าที่ดูแล้วค่าเสียหายที่เรียกร้องกันนั้นถ้าแพทย์อยู่โรงพยาบาลชุมชนเล็กๆทำงานจนเกษียณก็ยังได้เงินเดือนไม่ถึงครึ่งของค่าฟ้องร้องเลย แพทย์ถ้าจะรวยก็ต้องขยันออกแรงทำงานหนักด้วยตัวเอง จะใช้เงินลงทุนแล้วให้คนอื่นที่ไม่ใช่แพทย์มาทำแทนไม่ได้

นั่งคิดไปเพลินๆจนเวลา 17:05 น. ก็ถึงเวนิส (Venice) รถไฟพาเราข้ามสะพานไปลงที่ลงที่สถานีซานตาลูเซีย บนเกาะ ไม่ใช่บนแผ่นดินใหญ่ ตรวจสอบตารางรถไฟของวันรุ่งขึ้นแล้ว ซื้อตั๋วเรือเมล์ เสียค่าตั๋วคนละ 16 ยูโร (เด็กอายุเกิน 4 ปีเสียเท่าผู้ใหญ่) ผมเคยมาเวนิสกับพี่ตู่แล้วครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อช่วงหนาวที่ผ่านมา คราวนี้มาหน้าร้อน อ่านเพิ่มได้ที่ http://gotoknow.org/blog/practicallykm/162929 ตอนนั้นจ่ายเงินแค่คนเดียวรู้สึกไม่มาก พอจ่ายทีนึง 5 คนก็มากเหมือนกัน คอยเรือที่ท่าแล้วลงเรือเบอร์ 1 คนแน่นพอควร อากาศยามบ่ายแก่ๆ แดดอ่อนๆ ไม่ร้อนแรงเหมือนเวลากลางวัน รับกับลมเย็นที่พัดมาตามแรงวิ่งของเรือ

แสงส่องกระทบหลังคาอาคารหลังเก่าที่งดงาม ทำให้อาคารเหล่านั้นมีความงดงามและโดดเด่นด้วยคุณค่าที่มีมานาน นั่งชมวิวสองฝั่งน้ำ ชี้ให้ลูกๆดูอาคารเก่าหลายร้อยปี พิพิธภัณฑ์ กอนโดล่าสีดำลำงามกับชายมาดแมนที่ถือพายอยู่ท้ายเรือ เรือบรรทุกที่ขนของสัมภาระแล่นผ่านไปมา เรือแท๊กซี่ลำงามจอดรอผู้โดยสารอยู่ที่ท่าน้ำ ยามเรือแล่นไปมากระแสน้ำก็หมุนเกลียวระลอกคลื่นรับแสงแดดตกกระทบให้แวววาวงดงาม ชีวิตบนนครกลางน้ำแห่งนี้ที่สืบต่อมาหลายชั่วอายุคนยังคงมีวิถีชีวิตที่ไม่เปลี่ยนไปนัก ใช้เรือชนิดต่างๆแทนรถรา เพราะไม่มีถนนให้วิ่ง มีแต่คลองใหญ่คลองน้อยให้สัญจรไป

เราลงจากเรือที่สถานีซานตามาเรีย เดินตามถนนแคบๆลัดเลาะไปตามซอกตึกไปข้ามคลองน้อยสองสะพานจนถึงที่พักโรงแรมซานมาริโซ (San Maurizio) ห้องเดี่ยวสี่เตียง ราคา 100 ยูโร ต้องจ่ายเป็นเงินสดเท่านั้น เช็คอินเข้าพัก คุยกับพนักงานพักใหญ่กว่าจะเข้าใจกันเพราะเราต้องจ่ายเงินให้พี่ตู่ไปก่อน พี่ตู่ยังมาไม่ถึง พนักงานสาวสวย ท่าทางใจดี แต่พูดอังกฤษไม่ค่อยได้ ถึงคุยกันไม่ค่อยร็เรื่องแต่ก็ไม่หงุดหงิด ห้องพักสภาพดี สะอาด เป็นตึกเล็กๆเก่าๆสองชั้นดูคลาสสิกมาก ห้องนอนเป็นสัดส่วนแต่ใช้ห้องน้ำห้องอาบน้ำร่วมกันกับห้องอื่นๆที่มีไม่กี่ห้อง

แม้แดดจางไปแล้วแต่การเดินลากกระเป๋าและตากลมร้อนมาทั้งวัน ทำให้เราต้องพักผ่อนและอาบน้ำก่อนให้ร่างกายสดชื่น กินอาหารเย็นข้าวสวยไก่ย่าง น้ำพริก ไข่ต้มอร่อยมาก แล้วออกไปเดินเที่ยวย่านซานมาร์โค ชมความงามของวิหารซานมาร์โค ขนาบสองข้างด้วยตึกโปรคูเรตีเอ เว็คคีเอ (Procuratie Vecchie) กับตึกโปรคูราติเอ นัวเว (Procuratie Nuove) วังเก่าของนโปเลียน (ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์โคร์เร่) ข้างวิหารติดริมคลองใหญ่เป็นวัง (Palazzo Ducale) ของดยุคผู้ครองนครสร้างในศตวรรษที่ 9 กลางจัตุรัสมีหอนาฬิกาสูงใหญ่ เดินออกมาริมคลองใหญ่เรียบคลองชมทัศนียภาพริมน้ำและร้านขายของที่ระลึกจนถึงสะพานถอนหายใจ (Ponte de Sospiri) เป็นปูนทึบเชื่อมอาคารสองหลัง เดินเล่นรับลมชมทิวทัศน์ริมคลองใหญ่

เก็บภาพถ่ายยามเย็นจนความมืดก้าวเข้ามา จากแสงอาทิตย์เปลี่ยนเป็นแสงไฟประดับประดาตามตึกรามบ้านช่อง ลงล่องเรือชมทิวทัศน์ยามเย็นตอนสองทุ่มกว่าๆ เรือที่วิ่งไปมาพลุกพล่านน้อยลง นกนางนวลบินกลับรัง กอนโดล่าถูกเจ้าของพายเข้าเก็บในที่ดุจจูงควายเข้าคอก ระลอกคลื่นระริกไหวตามลมและแรงวิ่งของเรือตัดกับแสงไฟที่สาดส่องเข้ามา ไม่ว่าจะแสงอาทิตย์หรือแสงไฟให้ความงดงามได้เช่นกัน ลงจากเรือที่สะพานริอัลโต ขึ้นไปชมบนสะพานเก่าแล้วเดินชมตัวเมืองไปตามถนนเล็กๆที่คับคั่งไปด้วยร้านค้าและผู้คน เป็นตรอกเล็กตรอกน้อยที่สว่างไสวไปทั่ว ล่อตาล่อใจให้เพลิดเพลินดุจไม่สนใจว่าค่ำคืนก้าวมาแล้ว เราเดินชมไปเรื่อยๆไปจนถึงจตุรัสซานมาร์โค ชมวิหารยามค่ำคืนแล้วเดินวกกลับที่พัก

มาเจอกับพี่ตู่ที่เพิ่งมาถึง ขลุ่ยไปคุยกับป้าปุ๊และลุงตู่อย่างสนิทสนมและดีใจที่ได้เจอกัน ทั้งๆที่เพิ่งไม่เจอกันแค่วันเดียวเอง คุยกันได้แป๊บหนึ่งก็กลับห้องพัก พรุ่งนี้เราจะแยกทางกันเที่ยวคนละทิศ แม้จะอยู่เวนิสไม่นานแต่ผมก็สุขใจที่ได้พาภรรยามาเที่ยวสมความตั้งใจ และหลับใหลไปด้วยความอ่อนเพลีย 

พิเชฐ  บัญญัติ (Phichet Banyati)

เขียนจากบันทึกประจำวันที่ 3 กรกฎาคม 2550 เวลา23.05 น. (เวนิส)

24 พฤษภาคม 2552

หมายเลขบันทึก: 263014เขียนเมื่อ 24 พฤษภาคม 2009 21:52 น. ()แก้ไขเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2019 12:41 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (2)

มาอ่านบทความ สำหรับคนชอบเที่ยว แต่ยังไม่มีโอกาส

และเป็นกำลังใจให้ที่ๆไปทุกๆที่ ขอให้พบ และมีแต่คนดี

ไม่มีคนผิดศีลผ่านเข้ามาให้ซีเรียส

และขอให้น้องเล็กๆเที่ยวให้สนุกนะคะ

รอดูภาพด้วยค่ะ

ขอบคุณค่ะ

 

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี