การเดินทางในวันพรุ่งนี้ เราต้องแยกกับพี่ตู่และพี่ปุ๊ เนื่องจากพี่ปุ๊ไม่สามารถใช้ตั๋วยูเรลพาสไปในสาธารณรัฐสโลวะเกีย ต้องซื้อตั๋วเพิ่ม ส่วนเราใช้ยูเรลพาสสามารถใช้ได้โดยไม่เสียเงินเพิ่ม จึงคิดว่าการได้เที่ยวและเห็นอีกประเทศหนึ่งน่าจะเป็นกำไรของการเดินทาง แต่เราก็ไม่มีการวางแผนหรือแผนที่ท่องเที่ยวของประเทศนี้ไว้ พี่ตู่จะไปถึงนครปรากก่อนเรา และไดเมีเวลาเที่ยวปรากมากกว่า ส่วนเราจะผ่านไปทางเมืองSzop เมืองชายแดนของฮังการี เข้าไปสโลวะเกียผ่านเมืองGalanta แล้วจึงไปนครบราติสลาวา เมืองหลวงของสโลวะเกีย ที่ครั้งหนึ่งเคยรวมอยู่กับเช็กเป็นประเทศเช็กโกสโลวะเกีย
วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน 2551 ตื่นสายต้องออกจากที่พักอย่างเร่งรีบ ซื้อตั๋วเมโทรจากคนขายแบบเที่ยวเดียวราคาแพงกว่าเดิมแต่ขิมกับขลุ่ยไม่ต้องเสีย เมื่อวานนี้คนขายอีกคนบอกว่าต้องเสีย (ตั๋ววันราคา 1550 ฟอรินท์ต่อคน) พี่ตู่แยกไปปรากก่อน นั่งเมโทรไปที่สถานีBudapest Keletipu-Bratislava hl. เพื่อนั่งรถไฟสาย EC170ไปที่เมืองบราติสลาวา (Bratislava) ตั้งแต่เวลา 09:30 น. ผ่านไป 24 กม.ถึงเมือง VAC ไปอีก 56 กม. ถึงเมืองSturovo อีก 44 กม. ถึงเมืองNam Zamky และอีก 91 กม.ถึงนครบราติสลาวาในเวลาเวลา 12:12 น. ใช้เวลาเดินทาง 2:42 ชั่วโมง
เส้นทางจากบูดาเปสต์ไปบราติสลาวาก็คล้ายๆกับเส้นทางเมื่อวานที่ทางรถไฟตัดผ่านทุ่งหญ้าเขียวขจี ต้นไม้ใบหญ้าเขียวชะอุ่ม เป็นพื้นที่ชนบทที่ยังคงงดงามด้วยธรรมชาติ ทุ่งข้าวโพดและแปลงข้าวบาร์เล่ย์ การชมทัศนียภาพสองข้างทางในยามเช้าให้ความเพลิดเพลินจนลืมความเบื่อหน่ายจากระยะเวลาเดินทาง 215 กิโลเมตรไปได้ แถมไปด้วยการงีบหลับพักเอาแรงไว้เดินทางได้เป็นพักๆ การงีบหลับแบบไม่ตั้งใจหลับนี้ถือเป็นการพักผ่อนที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก เด็กๆก็คุยกันบ้าง เถียงกันบ้าง หลับไปบ้าง แต่ดูแล้วเด็กๆไม่สนใจทัศนียภาพริมทางมากนัก
รถไฟถึงที่หมายล่าช้าไปเล็กน้อย ลงจากรถได้ก็ลากกระเป๋าออกมาขอแผนที่จากศูนย์การท่องเที่ยวแล้ว แลกเงินสกุลสโลวะเกีย เป็น Slovak koruny (21.05 SKK ต่อ US Dollar) ตรวจสอบตารางรถไฟที่จะไปต่อนครปราก ฝากกระเป๋าเดินทางไว้ที่สถานีรถไฟ เป็นระบบคนรับฝากไม่ใช่แบบตู้เก็บของ แล้วเดินออกไปเที่ยวทางด้านหน้าสถานีรถไฟ อากาศร้อน แดดจ้า ถนนที่เดินออกไปขนานกับเส้นทางรถราง มีร่มไม้ใหญ่และที่นั่งทั้งสองข้างของถนนให้ผู้คนได้นั่งพักคลายความร้อนและเหนื่อยล้า เดินได้สักพักเราก็เลือกม้านั่งในร่มเงาไม้ใหญ่ต้นหนึ่งนั่งกินอาหารกลางวันที่จัดเตรียมมาด้วยอย่างเอร็ดอร่อย บรรจุเสบียงใส่กระเพาะอาหารก่อนเดินเที่ยวต่อ
สาธารณรัฐสโลวะเกีย (Slovak Republic) เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทะเลในยุโรปกลาง มีอาณาเขตทิศตะวันตกติดกับออสเตรีย ทิศตะวันตกเฉียงเหนือติดกับเชค ทิศใต้ติดกับฮังการีและทิศตะวันออกติดกับโปแลนด์และยูเครน มีเมืองที่มีสิ่งก่อสร้างสไตล์โกธิคและบาร็อค สวนสาธารณะแห่งชาติ 9 แห่ง ถ้ำมากมาย และเมืองหลวงที่เป็นเขตเมืองที่มีชีวิตชีวาและเก็บรักษาสถาปัตยกรรมและขนบประเพณีท้องถิ่นไว้อย่างดีและมีปราสาทจำนวนมาก แบ่งประเทศออกเป็นสโลวะเกียตะวันตก (บราติสลาวา ดานูบและแอ่งที่ราบลุมน้ำตอนล่าง) สโลวะเกียกลาง (บังสกาบิสติกา เขตทำเหมืองยุคกลางและสวนสาธารณะแห่งชาติ) และสโลวะเกียตะวันออก (โคซิกี้ พรีซอฟ เทือกเขาและปราสาท) หน้าร้อนอากาศจะอบอุ่นและแดดจัด หน้าหนาวอากาศหนาวเย็น เมฆปกคลุม ชื้นและหิมะตก
สโลวะเกียมีปราสาทยุคกลางที่สร้างบนหินจำนวนมากประมาณ 180 ปราสาทและซากปรักพัง ได้ชื่อว่าเป็นประเทศแห่งปราสาทและถ้ำ (มากกว่า 3,000ถ้ำ) ทั้งถ้ำหินปูนโบราณ ถ้ำน้ำแข็งเป็นต้น รวมประเทศเป็นเชคโกสดลวะเกียเมื่อ ค.ศ. 1918 และกลายเป็นคอมมูนิสต์ภายใต้อาณัติของโซเวียตหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จนปี ค.ศ. 1989 หลังโซเวียตล่มสลายจึงได้เป็นอิสระอีกครั้งหนึ่ง แม้จะมีความเหมือนหลายอย่างแต่ก็มีความแตกต่างที่แยกแยะได้ ชาวเช็กส่วนมากเชื่อในอเทวนิยม (Atheist) ส่วนชาวสโลวักเป็นคาทอลิก ทำให้สภาผู้แทนของชาวเช็กและสโลวะเกียตัดสินใจอย่างสันติภาพแยกเช็กโกสโลวะเกียออกเป็น 2 ประเทศอิสระต่อกันในปีใหม่ของ ค.ศ. 1993
ว่ากันว่าด้วยปัจจัยทางการเมือง ประวัติศาสตร์และสภาพภูมิประเทศทำให้สโลวะเกียมีความยากลำบากในการพัฒนาเศรษฐกิจการตลาดแบบสมัยใหม่ตามแบบประเทศเพื่อนบ้านในยุโรปตะวันออก แต่ก็สมัครเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรปและNATOในปี ค.ศ. 2004 และจะใช้เงินสกุลยูโรในปีใหม่ปี 2009 นี้ ภาษาที่ใช้เป็นภาษาสโลวักที่คล้ายๆกับภาษาเชคและโปลิช กล่าวง่ายๆว่าถ้าเข้าใจสโลวักคุณก็จะเข้าใจโปลิชหรือเช็ก ก็คล้ายๆภาษาลาวกับภาษาไทยนั่งเอง ปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีประชากรราว 5.4 ล้านคน แบ่งการปกครองเป็น 8 เขต (regions) คือ Banskobystricky, Bratislavsky, Kosicky, Nitriansky, Presovsky, Trenciansky, Trnavsky, Zilinsky
เราทั้ง 5 กำลังนั่งทานอาหารอยู่ในนครบราติสลาวา ที่มีประวัติความเป็นมาเก่าแก่ยาวนาน เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของสโลวะเกีย มีประชากรราว 450,000 คน ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่ยังคงเก็บความงดงามทางประวัติศาสตร์ของโบสถ์ บ้านและพระราชวังตามแบบโกธิค บาร็อกและเรเนซองส์ ถนนหินก้อนกลมๆ น้ำพุและร้านอาหารที่น่ารื่นรมย์ กับบรรยากาศสมัยใหม่ เป็นศูนย์กลางการปกครอง วัฒนธรรมและเศรษฐกิจของประเทศ เป็นที่ตั้งของทำเนียบประธานาธิบดี รัฐสภา และหน่วยงานภาครัฐต่างๆ และยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย พิพิธภัณฑ์ โรงละคร หอศิลป์ และสถาบันอื่นๆที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการศึกษา รวมทั้งสำนักงานใหญ่ของสถาบันทางธุรกิจและการเงินขนาดใหญ่ของสโลวาเกียจำนวนมาก แบ่งการปกครองเป็น 5 อำเภอ (Districts) คือ Bratislava I, I, III, IV, V
บราติสลาวาในอดีตมีชื่อภาษาเยอรมันว่า Pressburg เคยเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรฮังการีภายใต้ Habsburg monarchy ระหว่าง พ.ศ. 2079-2326 ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสโลวาเกียบน 2 ฝั่งของแม่น้ำดานูบ มีอาณาเขตติดกับออสเตรียและฮังการี จึงเป็นเมืองหลวงแห่งเดียวในโลกที่มีอาณาเขตติดต่อกับ 2 ประเทศ เมืองนี้และเวียนนาเป็นเมืองหลวง 2 แห่งที่ตั้งอยู่ใกล้กันมากที่สุดในยุโรป โดยอยู่ห่างกันไม่ถึง 60 กิโลเมตร
หลังกินอาหารกลางวันและนั่งพักขาเกือบชั่วโมง เราก็ออกเดินกันต่อโดยการเดินเรียบไปตามถนนสายใหญ่ที่มีรถราวิ่งไม่มากนัก รถรางวิ่งผ่านไปมาเป็นระยะ ริมถนนมีร่มไม้ให้พอแฝงกายหลบความแรงของแดดได้บ้าง เดินไปจนสุดถนนเป็นลานกว้างด้านซ้ายเป็นที่พักของประธานาธิบดี (Grassalkovich Palace or Presidential Palace) เคยเป็นพระราชวังฤดูร้อนสไตล์บาร็อกตอนปลาย มีสวนแบบฝรั่งเศส ในสวนนี้มีแถวต้นไม้ที่ปลูกโดยบุคคลที่มีชื่อเสียงของโลกเช่น กษัตริย์ฮวน คาร์ลอส ของสเปน เป็นต้น
เราเดินตรงต่อไปเข้าไปย่านศูนย์กลางเมืองเก่าแม้จะเล็กแต่ก็มีเสน่ห์น่าเที่ยวชม เข้าเขตเมืองเก่าเดินบนทางที่ไม่กว้างนักปูลาดด้วยหิน อาคารเก่าๆขนาบสองข้าง ผ่านทางประตูไมเคิล (Michael Gate) อาคารสูงสวย สองฟากเต็มไปด้วยคาเฟ่ บาร์และร้านอาหารร้านเล็กๆเรีนงรายไปเป็นระยะๆแบบนอกอาคาร มีร้านขายของที่ระลึก ร้านขายเสื้อผ้าตามแฟชั่น ผ่านพิพิธภัณฑ์ยา แกลลอรีสโลวัก แกลลอรีบราติสลาวา มิลานโดปมิวเซียม พิพิธภัณฑ์ชาติสโลวักและพิพิธภัณฑ์ประจำเมือง
เดินไปบริเวณลานกว้างHlavne namesti ที่มีผู้คนมาเดินเที่ยวกันขวักไขว่ ซื้อโค๊กและและน้ำดื่ม ชมของที่ระลึก ชมพระราชวังที่กลายเป็นที่ทำงานของนายกเมือง (Primate's Palace) ชมน้ำพุแห่งแรกของบราติสลาวาที่สร้างสมัยกษัตริย์แม็กซิเลียนแห่งฮังการี เมื่อปี ค.ศ. 1527 ชมอาคารที่ว่าการเมืองเก่าที่อยู่ถัดจากวังไพรเมท ที่จัตุรัสไพรมาเซี่ยน 3 แต่เข้าชมด้านในไม่ได้เพราะปิดซ่อมแซมจนถึงปี 2010 ชมโรงละครแห่งชาติสโลวัก (Slovak National Theatre) ที่จัตุรัส Hviezdoslavovo สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1886 เป็นอาคารหลังคาโดมสีขาว สวยโดดเด่น
เดินไปตามถนนที่ผ่านด้านหน้าโรงละครไปจนถึงริมฝั่งน้ำดานูบ ลำน้ำสายใหญ่ที่มีเรือยอร์ชและเรือขนส่งวิ่งผ่านไปมา สองฝั่งน้ำเป็นทิวไม้ร่มรื่น มีร้านอาหารอยู่ตามแนวฝั่ง มองเห็นสะพานแปลกที่สร้างขึ้นไม่นาน (The New Bridge) ทอดข้ามแม่น้ำ เป็นโครงสร้างรูปจานบินที่เป็นร้านอาหารที่เข้าไปชมทิวทัศน์เหนือย่านเมืองเก่าได้ มีเสียงจุดพลุดังเป็นระยะๆ น้องขลุ่ยกลัวเสียงดัง งอแง จึงเดินวกกลับไปตามถนนเส้นเล็กๆไปจนถึงลานข้างโบสถ์เซนต์อลิซาเบท (Church of St. Elisabeth) หรือ The Blue Church สร้างเสร็จเมื่อ ค.ศ. 1913 ที่ถนนBezručova
ลานจตุรัสกว้างเป็นที่ชุมนุมของนักท่องเที่ยว มีแผงเป็นร้านขายของที่ระลึกน่ารัก มีรูปปั้นทหารยืนเฝ้ายามอยู่แต่ไม่เห็นรูปปั้นปาปารัสซีที่นักท่องเที่ยวชอบไปถ่ายรูปด้วย ซื้อของที่ระลึก นั่งพักบนเก้าอี้ที่จัดไว้พร้อมมีรูปปั้นคนโผล่มาจากดิน สักพักก็เดินวกกลับมไปชมความงามของวิหารเซนต์มาร์ติน (St. Martin's Cathedral) วิหารหลังใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดของบราติสลาวา ตั้งตระหง่านอยู่ใกล้ทางขึ้นปราสาทบราติสลาวา เป็นอาคารปูนทาสีเหลืองอ่อน หลังคาสีส้ม มีอาคารหอคอยสูงหลังคาทรงแหลมสีเขียว ทำให้มองเห็นได้ไกล เราไม่ได้แวะเข้าไปชมความงามภายในเพราะเวลาไม่เอื้ออำนวย ด้วยหวังจะขึ้นไปชมความงามของปราสาทบนยอดเขาที่มองเห็นอยู่ไม่ไกล
เดินไปตามถนนขึ้นเนินเขามองเห็นปราสาทบราติสลาวา (Bratislava Castle) ปราสาทหลังคาสีส้มทาสีเหลืองอ่อน แต่ทราบว่าไม่สามารถเข้าชมได้เพราะปิดซ่อมจนถึงปี ค.ศ. 2011 มีเนินเขาด้านหลังปราสาท (Slavín) ที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์เหนือเมืองได้ทั้งหมด และเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์สถานแห่งชัยชนะของการสู้รบของโซเวียตในสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อดูเวลาแล้ว เราไม่สามารถทำเวลาได้พอที่จะไปชมใกล้ๆ จึงรีบเดินวกข้ามสะพานเหนือถนนกลับไปทางโบสถ์หลังใหญ่ (St. Clare's Church) สไตล์โกธิคที่ถนน Klariská street ในบริเวณเขตเมืองเก่า ใกล้ๆจตุรัสใหญ่ที่พักของประธานาธิบดี แล้วเดินกลับทางเดิมผ่านถนนใหญ่ที่มองเห็นอาคารวิทยุสโลวัก (Slovak Radio Building) อาคารสูง 60 เมตรสมัยคอมมิวนิสต์ตัดกับธนาคารชาติ (Slovak National Bank) ที่อยู่ตรงข้ามกัน
เหลืออีกครึ่งชั่วโมงจะถึงเวลารถไฟออกเดินทางไปปราก เราต้องรีบเดินท่ามกลางอากาศและแดดร้อนจัด ขาเริ่มล้า เด็กๆก็เหนื่อยมากเพราะเดินตลอด ร่ำๆจะงอแง ขอนั่งพัก แต่เวลาไม่มีแล้ว ก็ต้องอดทนเดินกลับมาที่สถานีรถไฟแล้ว ไปเอากระเป๋าเดินทางที่ฝากไว้ ไปที่ชานชาลา เด็กๆเริ่มดูชานชาลากันป็นแล้ว ขึ้นรถไฟ EC278 จากบราติสลาวาไปปราก (Bratislava hl. St.–Praha hl.n.) ในเวลา 16:15 น.รถไฟค่อนข้างเก่าพาเราผ่านไป 64 กม. เข้าสู่เมืองKuty เมืองชายแดน แล้วเข้าสู่ดินแดนของเชคทางเมืองBleclav ที่ห่างออกไปแค่18 กม. อีก 59 กม. เข้าสู่เมืองBrno Hl. N. และไปอีก 91 กม. เข้าสู่เมือง Ceska Trebora ต่อไปอีก 60 กม.จอดที่สถานี Pardubicc Hl. N. ต่อไปอีก 42 กม. เข้าเมือง Kolin และวิ่งต่อไปอีก 62 กม. เข้าสู่สถานี Praha hl.n. ของนครปราก ในเวลา 20:33 น.
เส้นทางที่ผ่านไปในพื้นที่ชนบท ที่มีทั้งทุ่งหญ้า แปลงเพาะปลูกข้าวโพดและข้าวบาร์เล่ย์ ภูเขาสูงต่ำสลับกันไปมาและต้นไม้ใหญ่น้อยชูช่อใบเขียวชอุ่มรับความอบอุ่นของฤดูร้อน ผมนั่งมองทิวทัศน์แล้วก็งีบหลับไปเป็นระยะๆ ส่วนเด็กๆพอขึ้นรถได้ก็หมดแรง หลับไปเช่นกัน รถไฟวิ่งไม่เร็วและจอดเป็นระยะๆ มีช่วงหนึ่งที่จอดเพราะตำรวจรถไฟไล่จับขโมยบนรถไฟ ทำให้ถึงสถานีช้าไปพอควร ใช้เวลา 4:18 ชั่วโมงก็ถึงที่หมาย
เดินลงจากรถไฟผ่านร้านแลกเปลี่ยนเงินตรา ไปแลกเงินเสียค่านายหน้าไป 90 Kc (1 ยูโร แลกได้ 22 CzK) ได้ธนบัตรมาแล้วต้องไปซื้อของเพื่อแลกเงินเหรียญมาหยอดตู้ซื้อตั๋วเมโทร (ค่าตั๋ว 75 นาที 26Kc ถ้า 20 นาที 18 Kc ส่วนตั๋ว 1 วัน ราคา 700 CzK) ซื้อตั๋วแล้วลงลิฟต์ลงไปสถานีรถไฟใต้ดินที่ชันมาก มีสามสายคือA (สีเขียว) B (สีเหลือง)และC (สีแดง) ต้องขึ้นสายCไปลงที่สถานีFlorene แต่ไปขึ้นผิดด้าน เลยต้องนั่งย้อนกลับมาใหม่ แล้วลงต่อสายBมาลงที่สถานีKarlovo namesti เดินไม่นานก็ถึงโรงแรมที่พักHostel Center เข้าที่พักจองไว้สองห้อง 6 เตียงเป็นแบบห้องคู่ (Private Twin Ensuit ในราคา 6 คนๆละ 12.19 ยูโร) พี่ตู่มาถึงก่อนแล้ว
เราจองไว้สองห้องสำหรับ 5 คน แต่เด็กๆไม่ยอมแยกห้องจึงใช้แค่ห้องเดียวนอนรวมกัน แต่ก็ต้องจ่ายครบทั้งสองห้อง ห้องค่อนข้างเล็ก ในห้องมีสามเตียง สภาพดี สะอาด พนักงานสาวสวยชาวเช็ก อัธยาศัยดีมาก ทานอาหารเย็นในห้องเสร็จแล้วก็นอนพักผ่อน ไม่ได้เดินเที่ยวเพราะดึกมากแล้ว
พิเชฐ บัญญัติ(Phichet Banyati)
บ้านพักโรงพยาบาลบ้านตาก อ.บ้านตาก จ.ตาก
เขียนจากบันทึกประจำวันของวันที่ 29 มิถุนายน 2551 เวลา 22.35 น. (บราติสลาวา)
23 พฤษภาคม 2552