ใจร้อนเป็นเด็กไปได้

         ผมตื่นกลางดึก ความรู้สึกแรกถามตัวเองว่า ทำไมที่นอนมันแข็งจัง แต่พอลืมตาเห็นสิ่งที่อยู่รอบตัวอย่างเลือนลาง ก็รู้ว่านอนพื้นหิน มีเพียงผ้าขาวม้าปูนอน ไม่มีผ้าห่ม หมอนที่หนุนหัวก็เป็นย่ามยัดใบไม้แห้ง เสียงแมลงกลางคืนที่กรีดเสียงยามค่ำเงียบกริบ คงมีเพียงเสียงน้ำไหลเซาะหินเบาๆ

         กองไฟที่สุมไว้ปากถ้ำมอดแล้ว ผมนอนตะแคงแล้วมองไกลออกไปนอกถ้ำ เห็นท้องฟ้าแต่งแต้มด้วยดาวระดาษดื่นระยิบระยับ ขอบฟ้าสีเทาหม่นตัดกับทิวไม้ที่มืดมิด สูงบ้างต่ำบ้าง พลันผมก็เกิดความสงสัยตัวเองว่า ผมมานอนกลางป่าอย่างนี้ถูกต้องหรือไม่

         ผมสลัดความสงสัยออกจากความคิด ไม่อยากหาคำตอบ จึงหลับตาพยายามนึกแต่เพียงว่า อีกไม่นานก็สว่างแล้ว

         ผมลืมตาขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ผมตกใจมาก รอบตัวผมไม่มีใครเลยสักคน ใจชื้นเมื่อเห็นกองสัมภาระยังอยู่ แต่ปืนไม่มีเลยแม้แต่กระบอกเดียว พวกเขาไปไหนนะ เป็นไปได้หรือที่เขาทิ้งผม

         "ตื่นนานแล้วหรือครู" เสียงหนึ่งดังขึ้นทางปากถ้ำ ขณะที่ผมหันรีหันขวาง ผมดีใจมากรีบหันมาทางเสียง พ่อเหรียญนั่นเอง แกเดินถือปืนมาคนเดียว

         "เพิ่งตื่นครับ" ผมรีบตอบ "แล้วคนอื่นไปไหนละครับ"

         "ไปซุ่มยิงสัตว์ ที่มันจะลงมากินน้ำ" พ่อเหรียญตอบ แล้วหยุดสักพักก็พูดต่อ "ไม่ได้ยินเสียงปืน เดี๋ยวก็คงมา" แล้วแกก็มานั่งยองๆ จัดสัมภาระของแก

          ผมลุกขึ้นคว้าผ้าขาวม้า เดินออกจากถ้ำ พอพ้นปากถ้ำสัมผัสแรกคือความหนาวเย็น ผมเข้าใจทันทีว่า ถ้ำให้ความอบอุ่นมากทีเดียว ผมไปที่ลำธาร พอถึงตั้งใจจะวักน้ำขึ้นมาดื่ม แต่เมื่อมือจุ่มลงไปในน้ำ ผมต้องรีบชักมือกลับคืน น้ำเย็นมากเหมือนน้ำแช่น้ำแข็ง ผมจึงได้เพียงอมเกลือที่นำมาด้วย แล้วใช้นิ้วชี้แทนแปรงสีฟัน ถูๆ ห้าหกครั้ง แล้วกัดฟันวักน้ำบ้วนปาก น้ำเย็นมากเหมือนอมน้ำแข็งไม่มีผิด เรื่องอาบน้ำตัดไปได้เลย แม้แต่ล้างหน้าผมก็ล้างเพียงลวกๆ แค่นี้ผมก็หนาวจนต้องใช้ผ้าขาวม้าห่อตัว

            ผมกลับเข้ามาในถ้ำ เอาใบไม้แห้งที่ยัดเข้าไปในย่ามออก แล้วจัดของใส่ย่าม ซึ่งมีดินปืน กระสุนปืน แก๊ป เปลือกมะพร้าวที่ขยี้จนอ่อน ข้าวเหนียวที่เกือบแห้งและแจ่วปลาร้า

            ผมจัดของใกล้จะเสร็จ ทิดมีกับชาวบ้านอีกสามคนก็กลับมา 

            "ผมเห็นรอยหมูป่าฝูงนั้นแล้ว พวกมันนอนอยู่ไม่ไกลจากเราเท่าไหร่" ทิดมีบอก

            "เห็นตัวมันไหมครับ" ผมถามด้วยความตื่นเต้น

            "มันออกหากินตั้งแต่เช้ามืดแล้ว ไปไม่ทันมันหรอก" ทิดมีตอบ พร้อมกับก้มลงคว้าสัมภาระ แล้วเดินดุ่มๆ ออกไปคนละทางกับทางที่เราเข้ามาเมื่อวาน พ่อเหรียญ อัญญาสอน ชาวบ้านอีกสองคนและผมต่างก็คว้าสัมภาระเดินตามทิดมีในทันที

            เพียงประมาณสามสิบนาที เราก็เห็นป่าบริเวณหนึ่งมีรอยเท้าหมูป่าเกลื่อนกลาด เป็นวงกว้างประมาณสองงาน ต้นไม้เล็กๆ หลายต้นถูกหมูป่าขุดเพื่อกินรากไม้ มีรอยหมูนอนหลายรอย มีอยู่ที่หนึ่งต้นไม้เล็กๆ ถูกเหยียบหลายต้น รอยเท้าหมูทั้งสี่เท้าลากเป็นทางยาว ผมยืนพิจารณาพักหนึ่ง ทิดมีเห็นจึงมาบอกผมเบาๆ ว่า หมูมันทะเลาะกัน และบอกอีกว่าหมูฝูงนี้มีไม่ต่ำกว่าห้าสิบตัว

            ทิดมีพาพวกเราเดินตามฝูงหมูป่าจนสาย จึงหยุดพักกินข้าวเช้า นั่นคือข้าวเหนียวที่เกือบแห้งและแจ่วปลาร้า พวกเรานั่งกินเงียบๆ ใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาทีก็ออกเดินต่อ

           ป่าแถบนี้เป็นป่าโปร่งบนภูเขาที่มีดินปนหิน บางแห่งก็เป็นลานหินกว้าง ดังนั้น บางที่เราก็ไม่เห็นรอยหมูป่า การติดตามรอยจึงค่อนข้างจะลำบาก

          จนประมาณบ่ายสองโมง ขณะที่เราเดินเงียบๆ ทิดมีซึ่งเดินหน้าหลายก้าวก็หยุด และให้สัญญาณพวกเราตีวงกว้าง ส่วนเขาจะย่องตรงเข้าไปยิงก่อน ผมรู้ทันทีว่าพวกเราอยู่ใกล้หมูป่าฝูงใหญ่แล้ว จึงพยายามเงี่ยหูฟังสรรพสำเนียงต่างๆ ก็ได้ยินเสียงหมูขู่กันดังแว่วๆ จากด้านหน้า

           ผมตื่นเต้นมาก รีบเดินย่องๆ ให้เงียบที่สุด ตามอัญญาสอนไป ส่วนพ่อเหรียญ และชาวบ้านอีกสองคนเดินแยกไปด้านหนึ่ง

           อัญญาสอนพาผมเดินอ้อมฝูงหมูป่าที่ได้ยินแต่เสียงขู่กันเบาๆ ซึ่งบริเวณที่ฝูงหมูป่าอยู่นั้นเป็นป่าค่อนข้างทึบ อุดมสมบูรณ์ มันจึงขุดหารากไม้กินกันอย่างเพลิดเพลิน โดยไม่ทราบว่าภัยกำลังจะมาถึงตัว

           เดินสักพักหนึ่ง อัญญาสอนให้ผมหาที่ยืนดักยิงหมูก่อน ส่วนแกเดินต่อไปอีก โดยเดินเป็นวงโค้ง หาจุดที่คะเนว่าพวกเราได้ตีวงล้อมฝูงหมูป่าแล้ว

           ผมมองดูทำเลที่คิดว่าดีที่สุด ก็เห็นต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งยืนต้นอยู่โดดเดี่ยว ด้านที่หันไปทางที่ฝูงหมูป่า ค่อนข้างโล่ง มองเห็นได้ดีในระยะสิบห้าวา ผมเลือกยืนอยู่ใต้ต้นไม้ต้นนี้ วางสัมภาระลงข้างตัว ตรวจสอบแก๊ปปืนไม่เปียกไม่ชื้น ดินปืนมีที่ปากท่อส่งประกายไฟ แสดงถึงความพร้อมที่จะยิง ผมพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลายครั้ง จนความตื่นเต้นหายไป สายตามองไปข้างหน้า ด้านหลังผมเป็นต้นไม้ใหญ่ ผมจึงไม่จำเป็นต้องหันไปดูด้านหลัง

           เสียงปืนลูกซองดังขึ้นก้องป่าสองนัดติดต่อกัน แทบว่าจะเป็นเสียงเดียว ฉับพลันป่าที่อยู่ด้านหน้าผมไกลออกไปเกือบร้อยเมตรก็ดังโครมครามด้วยเสียงหมูป่าร้องและวิ่งอย่างตื่นตระหนก ผมจ้องไปที่เสียงนั้น ก็เห็นกิ่งไม้ไหวเป็นทางมาหาผม ผมรีบง้างนกและยกปืนขึ้น หมูป่าตัวใหญ่ตัวหนึ่งวิ่งอย่างสุดชีวิต เยื้องไปทางซ้ายมือของผม ผมวาดปากกระบอกปืนตาม พอมันมาห่างผมเพียงห้าก้าว ผมเล็งไปที่ปลายจมูก แล้วกลั้นใจเหนี่ยวไกปืน

            เสียงปืนแก๊ปของผมคำรามก้อง พร้อมกับร่างของหมูป่าตัวใหญ่ล้มฮวบ ตัวไถไปกับพื้นดินเกือบสองเมตร ตามความเร็วที่มันวิ่งมา

            ความรู้สึกผมขณะนั้นมีทั้งตื่นเต้น ดีใจ ภาคภูมิใจ ผมนึกถึงภาพถ่ายที่เคยเห็น มีคนเขายิงกวางได้เขายืนเอาเท้าข้างหนึ่งเหยียบที่คอกวาง มือถือปืนและยิ้มอย่างผู้พิชิต ผมจะไปทำอย่างเขาบ้าง แต่พอเห็นร่างของมันที่นอนนิ่ง เลือดสีแดงข้นไหลออกจากต้นคอย้อยลงดิน ก็ล้มเลิกความคิด พอดีอัญญาสอนร้องตะโกนถามขึ้น

           "ได้ไหมครู" ผมก็ตะโกนตอบว่า "ได้  ตัวใหญ่ด้วย ยาวสองศอก"

           "ครูอะไรวะ  ยิงปืนแม่นจังโว้ย..." อัญญาสอนตะโกนสวนกลับมา

            หลังจากนั้น พ่อเหรียญก็หิ้วลูกหมูที่อายุไม่กี่เดือนมาหาผม และทิดมีบ่นอู้มาแต่ไกลด้วยมือเปล่า จับใจความได้ว่า แกกำลังจะยิงหมูป่าตัวใหญ่ ก็พอดีเสียงปืนดังขึ้น ในขณะที่แกจะเหนี่ยวไก หมูป่าตัวนั้นมันจึงทะยานรอดพ้นกระสุนแกไปได้อย่างหวุดหวิด ซึ่งเจ้าของปืนที่ยิงคนแรกคือพ่อเหรียญนั่นเอง

            "ใจร้อนเป็นเด็กไปได้" แกบ่นอุบ ในขณะที่พ่อเหรียญก็บอกว่า แกกลัวหมูมันจะรู้ตัววิ่งหนีก่อนเลยยิงโดยที่ไม่รู้ว่าทิดมีกำลังจะยิง