พิจารณา ดร.ท่านนี้ให้ดี เบี่ยงเบนประเด็น หลอกผลการศึกษาว่าไม่มีผลคัดค้าน
สุดท้ายโดนชาวบ้านโห่ ....แล้วมาลงข่าวแก้ตัว ที่ตัวเอง สร้างการมีส่วนร่วมแบบไหน
ชาวบ้านเขารู้ดี
การมีส่วนร่วมของประชาชนในโครงการภาครัฐ
คอลัมน์ ระดมสมอง
โดย ดร.กรินท์ ลิมาภรณ์วณิชย์
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4106
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02edi03180552&day=2009-05-18§ionid=0212
"ใครไม่เอานิคมอุตสาหกรรมบ้าง...ยกมือขึ้น...โห่...ไม่เอา...เราไม่เอา"
ภาพและเสียงการคัดค้านของชาวบ้านในพื้นที่ต่อโครงการพัฒนาจากภาครัฐโครงการหนึ่งยังอยู่ในความทรงจำ หากทบทวนความรู้สึกและความคิดในขณะนั้นว่า ในฐานะผู้ดำเนินการศึกษาจะรู้สึกอย่างไร บอกได้ว่ามี 2 ช่วงอารมณ์ ช่วงแรกยินดีที่เห็นภาคประชาคม ชุมชน และชาวบ้าน ลุกขึ้นมาต่อสู้และเลือกสิ่งที่เขาต้องการให้กับท้องถิ่น
ต่อมาคือ ความลังเลว่า นี่ ! เป็นการมีส่วนร่วมที่เราคาดหวังแล้วจริงหรือ เพราะเมื่อดำเนินการประชุมและเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ได้ซักถามจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไม่เป็นอย่างที่คิดว่าจะเป็นการมีส่วนร่วมอย่างมีคุณภาพ เพราะจากประชาชนที่มาประชุมกว่า 400 คน กลับมีคนที่ลุกขึ้นมาแสดงความเห็นไม่กี่คน และดูเหมือนจะพยายามเชื่อมโยงออกไปนอกประเด็น มีการพูดหรือให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนกับข้อเท็จจริง สร้างความเข้าใจผิดและคอยปลุกระดมความคิดให้เกิดการต่อต้านเป็นสำคัญ ชาวบ้านที่เข้าร่วมประชุมบางคนดูเหมือนมีท่าทีและความคิดที่แตกต่างออกไปก็ไม่ได้รับการเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น
มาถึงตรงนี้จึงรู้สึกได้ว่า นี่คงไม่ใช่การมีส่วนร่วมในแบบที่สังคมไทยต้องการ
การคัดค้านหรือการชุมนุมเรียกร้อง มีรูปแบบที่แตกต่าง หลายพื้นที่มีความเป็นเอกภาพ มีจุดยืนชัดเจนว่าเป็นความร่วมมือร่วมใจของคนในท้องถิ่น เป็นเสียงของผู้เรียกร้องและเดือดร้อนอย่างแท้จริง ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ให้การตอบรับกับการแสดงออกเหล่านั้นอย่างยุติธรรม ดังเห็นได้จากการตัดสินคดีของศาลปกครองระยองที่มีผลให้ประกาศพื้นที่ระยองเป็นเขตควบคุมมลพิษ หรือกรณีศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จ่ายค่าเสียหายให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า นับจากนี้การพัฒนาโครงการใดๆ หากภาคประชาชนในพื้นที่และในภาพรวมไม่เห็นชอบก็จะไม่สามารถดำเนินโครงการต่อไปได้
|
|
การเติบโตของสังคมไทยภายใต้ยุคเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัย รวดเร็ว ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้สะดวก จนบางครั้งมีข้อมูลมากจนเกินไป ถึงกับแยกไม่ออกว่าข้อมูลส่วนใดเป็นข้อเท็จจริง ส่วนใดคลาดเคลื่อนไป สิ่งที่ท้าทายต่อไปของสังคมไทยก็คือ ทำอย่างไรให้การมีส่วนร่วมเกิดขึ้นอย่างมีคุณภาพ และผู้ได้รับผลประโยชน์เป็นภาคประชาชนหรือผู้ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง มิใช่เป็นการแสวงหาหรือปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มคนบางกลุ่มที่แฝงมาในรูปของการมีส่วนร่วม อันเป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ที่ดีของรัฐธรรมนูญปี 2550
การตั้งคำถามด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนในโครงการพัฒนาต่างๆ เปลี่ยนจากความจำเป็นของการมีส่วนร่วม เป็นทำอย่างไรให้การมีส่วนร่วมเป็นไปอย่างมีคุณภาพ จึงต้องหันกลับมาทบทวนถึงกระบวนการหรือระดับของการมีส่วนร่วม (ดังแสดงในรูป) ที่มีอยู่ 5 ระดับ (นิยามของ International Association for Public Participation) คือ 1.การแบ่งปันข้อมูลข่าวสาร (information) 2.การรับฟังความคิดเห็น (consultation) 3.การเกี่ยวข้องมีบทบาท (involvement) เปิดโอกาสให้เข้ามาร่วมทำงานและแสดงความเห็นอย่างเต็มที่ 4.การร่วมมือร่วมแรง (collaboration) เข้ามาร่วมทำงานและนำความต้องการมาพัฒนาเป็นแนวทางการดำเนินงาน อาทิ คณะที่ปรึกษาภาคประชาชน (citizen advisory committees) การตัดสินใจแบบมีส่วนร่วม (participatory decision-making) และ 5.การเสริมพลังอำนาจให้ประชาชน (empowerment) มีบทบาทสำคัญทั้งความต้องการ ความเห็น และการตัดสินใจจะถูกนำไปปฏิบัติอย่างเต็มที่ในการดำเนินงาน อาทิ การลงประชามติ (referendum)
ปัจจุบันโครงการของภาครัฐส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับที่ 1 หรือ 2 อาทิ โครงการศึกษาและสำรวจออกแบบทางเชื่อมผืนป่ามรดกโลก บนทางหลวงหมายเลข 304 ตอน อ.กบินทร์บุรี-อ.ปักธงชัย โครงการศึกษาความเหมาะสมของการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมฯเพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ ขณะที่บางโครงการพยายามสร้างในระดับที่ 3 โดยอาศัยรูปแบบของการสัมมนาเชิงปฏิบัติการหรือการประชุมกลุ่มย่อย อาทิ โครงการวางและจัดทำผังภาคและผังประเทศ โครงการศึกษาความเหมาะสมการพัฒนาพื้นที่ลุ่มต่ำน้ำท่วมเพื่อการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยา
ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่าการมีส่วนร่วมในระดับที่ 3 ในบางโครงการยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากคนส่วนใหญ่ยังต้องการความรู้ความเข้าใจให้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของชาวบ้านต่อการมีส่วนร่วม รูปแบบการนำเสนอความต้องการของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมและสามารถสอดประสานกับกระบวนการทำงานต่างๆ ได้
ปัญหาและอุปสรรคโดยทั่วไป ส่วนหนึ่งเกิดจากโครงการไม่สามารถนำเสนอให้ประชาชนเข้าใจได้อย่างชัดเจน ขณะเดียวกันคนส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสทำความเข้าใจหรือรับรู้ข้อมูลโครงการนั้นๆ มาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโครงการเหล่านั้นมีลักษณะเฉพาะหรือความซับซ้อนที่แตกต่างจากวิถีชีวิตที่เป็นอยู่ในการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน จึงเป็นสิ่งที่กระทำได้ยาก ส่วนหนึ่งจะต้องเป็นหน้าที่ของผู้ดำเนินโครงการเองที่จะต้องหาวิธีถ่ายทอดให้เข้าใจได้ง่าย และแน่นอนว่า ต้องหาแนวทางที่จะเพิ่มช่องทางการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้เข้าถึงประชาชน ตลอดจนการให้ความรู้และข้อมูลต่างๆ เพื่อสร้างความเข้าใจของประชาชนให้มากยิ่งขึ้น
จากประสบการณ์ในโครงการศึกษาความเหมาะสมของการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ (southern seaboard development project) ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พบประเด็นในลักษณะคล้ายกัน โดยข้อเท็จจริงโครงการดังกล่าวเป็นเพียงการศึกษาความเป็นไปได้และศักยภาพของพื้นที่ในเบื้องต้น ซึ่งต้องการให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบข้อมูล ข้อเท็จจริง เพื่อการวิเคราะห์ด้วยเหตุและผลอย่างรอบด้านและเกิดการตัดสินใจที่ถูกต้อง หากพิจารณาแล้วเห็นว่าโครงการอาจส่งผลกระทบที่เป็นผลเสียต่อคนในพื้นที่มากกว่าที่จะเป็นประโยชน์ ก็จะได้รวบรวมข้อมูลและข้อคิดเห็นดังกล่าวนำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อพิจารณาต่อไป เพื่อเป็นแนวทางให้กับโครงการต่างๆ ในอนาคต ในด้านการให้ความสำคัญกับการดำเนินงานการมีส่วนร่วม ขณะเดียวกันผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมต้องพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนการตัดสินใจ ทั้งนี้การพัฒนาโครงการต่างๆ ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบต่อพื้นที่ การดำเนินงานจะต้องมีมาตรการมาจำกัดหรือบรรเทาผลเสียให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด ขณะเดียวกันผู้ที่เดือดร้อนต้องได้รับการดูแลเยียวยาอย่างทั่วถึง
ที่กล่าวมามีความตั้งใจให้เกิดการมีส่วนร่วมที่มีคุณภาพและพัฒนาอย่างเป็นลำดับ โดยเฉพาะกลุ่มที่สำคัญคือ ประชาชน ที่ต้องตระหนักถึงหน้าที่ในการติดตามสภาพความเป็นอยู่ การพัฒนาและเปลี่ยนแปลงของสังคม การให้ความสำคัญกับการเข้าไปรับรู้รับทราบข้อมูลโครงการต่างๆ คนเหล่านี้ควรจะได้รับการถ่ายทอดความรู้ในกระบวนการการมีส่วนร่วม เพื่อให้เห็นถึงบทบาทที่สำคัญของตนเองที่มีต่อส่วนรวมในระดับชาติและท้องถิ่นของตน ไปจนถึงการบริโภคข้อมูลข่าวสารให้ถูกวิธี การสร้างระบบความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลเพื่อการตัดสินใจ และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าไปมีบทบาทในการดำเนินการผลักดัน โดยอาศัยการสนับสนุนจากส่วนกลาง
สังคมไทยได้พัฒนามาถูกทางแล้ว เพียงแต่ขั้นตอนต่อไปควรมุ่งเน้นให้เกิดการสร้างรูปแบบการมีส่วนร่วมที่มีคุณภาพเกิดขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาการเข้ามาหาผลประโยชน์แอบแฝงของคนบางกลุ่ม ขณะเดียวกันก็เป็นการสนับสนุนให้กิจกรรมการมีส่วนร่วมในบ้านเมืองเราเติบโตอย่างเต็มที่สมตามเจตนารมณ์ตามรัฐธรรมนูญที่ตั้งไว้
หน้า 37