“ทำความดี กับ ทำความชั่ว อย่างไหนทำได้ง่ายกว่ากัน ?”

            วันนี้ตั้งแต่เช้าจิตของผู้เขียนสั่งสมอารมณ์ต่างๆ จนตามจิตไม่ทันเพราะมีกิจกรรมหลายอย่าง   ตอนเช้าถึงเย็นเข้าค่ายคุณธรรม   รับหน้าที่เป็นพิธีกรในงานนี้  พระอาจารย์ยังไม่มาก็ต้องคอยดูแลนักเรียน  ชั้น ม.๑ และ ม.๔ เกือบ ๗๐๐ คน  ยืนตั้งแต่ ๐๗.๓๐ น.- ๐๙.๓๐ น. จนรู้สึกเมื่อย   แถมเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ต้องสวมแว่นตาอ่านหนังสือต่อหน้าสาธารณชน  นี่แหละความเสื่อมแห่งสังขาร  และทำให้ผู้เขียนได้คำตอบที่เคยสงสัยเมื่อครั้งเป็นเด็กและวัยรุ่นที่รู้สึกรำคาญ บรรดาผู้สูงวัย (สว) ทั้งหลายที่ทำอะไร   อ่านอะไรก็วุ่นวายต้องคอยหาแว่นตา  นี่แหละที่เขาว่า  “เด็กก็คืออดีตของคนแก่  คนแก่ก็คืออนาคตของเด็ก”  

            พระอาจารย์วิทยากรจากวัดชะลอ  จังหวัดนนทบุรี  ท่านก็มีเทคนิคในการสอนเป็นอย่างดี   เรื่องที่สอนก็มีเรื่อง ศีลห้ามนุษยธรรม   สอนเรื่อง  ๕ อ่อน คือ  หัวอ่อน  ปากอ่อน (คำพูด)  มืออ่อน  หลังอ่อน  เข่าอ่อน  เรื่องการมีสติโดยให้นักเรียนเล่นเกม   และให้นักเรียนฝึกคิดวิเคราะห์ในเรื่องต่าง ๆ

            ในช่วงแรกถามนักเรียนว่า    “ทำความดี  กับ ทำความชั่ว อย่างไหนทำได้ง่ายกว่ากัน ?”    นักเรียนส่วนใหญ่ตอบว่า  “ทำความชั่วง่ายกว่า”    พระจึงให้เด็กออกมา  บอกให้ไหว้ เด็กก็ไหว้บอกให้กราบพระ  เด็กก็กราบ  บอกให้ต่อยพระ  เด็กไม่กล้าต่อย    ท่านจึงสรุปว่า “การทำความดีทำได้ง่ายกว่าทำความชั่ว” 

            ตอนบ่ายให้นักเรียนได้ดูหนังสั้นการสู้ชีวิตของลูกหมูป่า  ที่วิ่งหนีเสืออย่างสุดชีวิตไม่ยอมแพ้ต่อชะตากรรม  เสือก็ตามไม่ลดละ  เล่นเอาคนดูหายใจหายคอไม่ทันเพราะลุ้นช่วยลูกหมูป่า  ในที่สุดวิ่งมาได้ระยะหนึ่งลูกหมูป่าก็วิ่งเข้าไปหลบในรูที่ขุดไว้ได้  เสือมุดเข้าไปแค่หัวก็ถอยออกมา   รอดตายอย่างหวุดหวิด.....คนดูพลอยดีใจแทนลูกหมูป่าด้วย

            ช่วงที่สะเทือนใจที่สุดก็คงเป็นช่วงที่พระอาจารย์ให้ครูซึ่งเหลืออยู่ไม่ถึง ๑๐ คน นั่งเรียงหน้ากระดานข้างหน้า   แล้วให้นักเรียนที่เป็นลูกกำพร้าไม่มีพ่อ  แม่  ออกมากราบครู   นอกนั้นที่เหลือก็ให้กราบลงกับพื้นแล้วก็เปิดเพลงเกี่ยวกับแม่     เนื้อหาเป็นการขอขมาแม่ที่ได้ทำ
ผิดพลาดในเรื่องต่าง ๆ   เด็ก ๆ ก้มกราบไปก็ร้องไห้กันไป  ครูก็พลอยน้ำตาซึมอดคิดถึงแม่ไม่ได้สงสารเด็กกำพร้าหลายสิบคนที่ร้องไห้จนตัวโยน  คงเพราะคิดถึงแม่

โชคชะตาและวิบากกรรมช่างโหดร้ายจริงหนอ   เด็กตัวเล็ก ๆ  พ่อแม่มาด่วนจากหนี
 ไม่มีไออุ่นจากบุพการี  ได้แต่มองคนอื่นเขามีพ่อแม่  หัวใจเด็กเหล่านั้นจะเป็นเช่นไร  คงเจ็บปวด เงียบเหงา  ทุกข์ทรมานไม่น้อย   คงอีกนานนักกว่าเจ้าจะเข้าใจในเรื่องของความไม่เที่ยงแท้ของสรรพสิ่งซึ่งไม่มีใครสามารถหนีกฎธรรมชาตินี้ไปได้พ้น

ตอนเย็น  ออกมาเดินเล่น ชมนกชมไม้เห็นดอกประดู่สีเหลืองดอกเล็ก ๆ กลิ่นหอม
เย็น ๆ ค่อย  ๆ สยายกลีบร่วงหล่นพื้น  ทั้งดอกใหม่ดอกเก่าที่ทับถมจมดิน  ช่างคล้ายกับชีวิตของคนไม่มีผิด  ในที่สุดก็คืนดินเหมือนกันหมด  มีใครบ้างที่หนีพ้น ?  กี่ภพชาติที่เราเวียนว่าย ?

เดินไปเรื่อย ๆ  ไปนั่งคุยกับภรรยาของหัวหน้าคนงานก่อสร้างซึ่งกำลังก่อสร้างอาคารเรียนอยู่ในขณะนี้   คุยแล้วทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อสามีของเขาขึ้นมากเลยจริง ๆ  น้ำเสียงที่ภรรยากล่าวชื่นชมสามีว่า ทำงานดี  ละเอียดถี่ถ้วน  อะไรไม่ดี  ให้รื้อทำใหม่ “ บอกว่าเดี๋ยวเสียชื่อทำแล้วต้องทำให้ดี”  ภาพผู้ชายผิวดำ ร่างท้วม  ไว้ผมยาวแล้วก็ดัดหยิกหยอยทั้งศีรษะ  ขี่รถมอเตอร์ไซค์ ฮาเล่ย์   ชอบเปิดเพลงเพื่อชีวิตเสียงดัง รบกวนครูที่อยู่บ้านพักใกล้ ๆ บ้านพักคนงาน  จนใคร ๆ ต่างเอือมระอา   ดูเขาไม่สุงสิงกับใคร  ตั้งใจทำงาน  บ่อยครั้งก็ทะเลาะกับคนงานเสียงดังให้ได้ยินบ่อย ๆ  เพราะคนงานทำงานไม่ถูกใจ  บ่อยครั้งที่รู้สึกขัดตากับทรงผมของเขา  และมีความรู้สึกในเชิงลบ  นี่กระมังที่ว่า  “สิ่งที่เห็นจริง  อาจไม่ใช่ของจริง”    “ ถ้าดูคนที่รูปร่างหน้าตาอาจต้องสูญเสียเสนาบดี”     นี่คือข้อคิดที่ทำให้เราต้องสังวรระวังในการตัดสินผู้อื่นมากขึ้น