ใช้สารสะเดาอย่างไรไม่ให้เป็นพิษ

ส่งเสริมการใช้สารสกัดจากพืชทดแทนสารเคมีในการกำจัดแมลงศัตรูพืชมานาน ได้รับคำถามเสมอว่า สารสกัดที่ได้จากสะเดา หรือ สะเรียม ทำให้ผักใบเหลืองจึงทำให้ไม่กล้าใช้ และไม่อยากใช้ในที่สุด เรื่องนี้ย่อมมีเหตุ จึงอยากอธิบายก่อน ว่า สะเดาเป็นพืชท้องถิ่นที่มีอยู่ทั่วไป ดอก และยอดอ่อน ออกตามฤดูกาลใช้บริโภค ส่วนใบ และเมล็ด ใช้กำจัดเห็บ เหา และใช้เป็นสารไล่แมลงมาช้านานแล้ว โดยมากเกษตรกรมักใช้ใบเพราะมีมาก หาง่าย ส่วนเมล็ดหายาก ออกแค่ปีละครั้ง ใบใช้ตำ หรือโขลกให้ใบซ้ำ ก่อนนำลงแช่นำไว้ 1 คืน แล้วนำน้ำไปฉีดพ่นเป็นสารไล่แมลง ไม่ปรากฏว่าใบสะเดามีพิษทำให้พืชผัก หรือพืชชนิดใดใบไหม้ หรือใบเหลืองมาก่อน จึงวางใจได้ แต่ที่ทำให้พืชผักบางชนิดใบเหลือง หรือแห้ง เป็นการใช้เมล็ดสะเดาตากแห้งมาบด และนำไปแช่นำเพื่อฉีดพ่นแมลง ที่เป็นเช่นนี้เพราะในเมล็ดสะเดานอกจากจะมีสารที่มีฤทธิ์ในการป้องกันกำจัดแมลงมากที่สุดแล้ว ยังมีน้ำมันสะเดาอีกด้วย นำมันสะเดานี้เองเมื่อฉีดพ่นด้วยความเข็มข้นสูงๆ ลงไปบนพืช โดยเฉพาะพืชที่มีนวลใบ เช่น คะน้า กะหลำปลี บล็อคโคลี่ หอมแบ่ง หอมแดง หอมจีน มักทำให้พืชแสดงอาการเหลือง สลด แต่หากไม่รุนแรงมากจะฟื้นภายใน 2-3 วัน ฉนั้นเกษตรกรที่ต้องการนำสะเดามาใช้ในการฉีดพ่นพืชผักจึงควรปฏิบัติดังนี้เพื่อป้องกันการเหลืองจากพิษของนำมันสะเดา 1.หากใช้เมล็ดสะเดาบดแช่นำฉีดพ่นควรใช้ในอัตราที่ถูกต้อง คือ เมล็ดสะเดาบด 1 กก./น้ำ 20 ลิตร 2.ควรผสมสารจับใบทุกครั้งในการฉีดพ่น หรือ ใช้นำยาล้างจานแทนได้ ในอัตรา 2-3 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร 3.ควรฉีดพ่นสะเดาในเวลาเย็น เพื่อ ลดการแผดเผาของแสงแดด ซึ่งจะทำให้น้ำมันสะเดาร้อนและเป็นพิษต่อใบพืชรุนแรงขึ้น 4.หรือ ใช้สารสกัดสะเดาสำเร็จรูป ซึ่งในขณะนี้เมืองไทยมี 2-3 บริษัทที่มีคุณภาพ ซึ่งได้สกัดเอาน้ำมันสะเดาออกจากเมล็ดไว้แล้ว จึงไม่เป็นพิษต่อใบพืช การใช้สารสกัดจากพืชต้องใช้ด้วยความรู้ และความเข้าใจจึงจะประสบผลสำเร็จที่ดีครับ ลองดูนะครับ.......