ขอบคุณ คุณก้ามกุ้งที่ติดตามบันทึกครับ

ตอบคำภามครับ

1.เท่าที่ทราบระยะที่เมล็ดสะเดาจะมีสารอะซาดิแรกติน และสารอื่นที่มีฤทธิ์ไล่และกำจัดแมลงกว่า 50 ชนิด สูงสุดคือ ช่วงลูกสุกแก่ สีเหลืองที่ค้างต้น วิธีการเก็บที่ถูกต้องคือ เก็บขณะลูกแก่ค้างต้น ไม่ปล่อยให้ร่วงหล่นลงดิน เพราะจะมีเชื้อราบางชนิดทำให้สารธรรมชาติเหล่านั้นสลายตัวลดลงไป ลูกสะเดาที่เก็บแล้วต้องรีบขัดเปลือกออก และนำเมล็ดที่ได้ตากแดดให้แห้ง ไม่เกิน 2 แดด เก็บในถุงตาข่ายพลาสติกที่ไม่เก็บความชื้น และเก็บในห้องเย็น ไว้ได้ประมาณ 1 ปีครับ ส่วนเมล็ดสะเดาดิบก็สามารถใช้ได้แต่มีสารที่มีฤทธิ์ไล่แมลงน้อยกว่าครับ การใช้อาจใช้ในปริมาณที่มากว่าการใช้เมล็ดสะเดาแห้ง เช่น 2-3 กก./นำ 20 ลิตรครับ

2.ในทุกส่วนของต้นสะเดา ส่วนที่มีสารที่มีฤทธิ์ในการไล่-กำจัดแมลงมาก คือ เมล็ด ราก เปลือก ใบ ตามลำดับครับ การใช้ใบก็จะมีฤทธิ์กำจัดแมลงน้อยกว่าเมล็ดครับ ดังนั้นหากหาเมล็ดไม่ได้จะใช้ใบสะเดาแทนก็ควรใช้ในปริมาณที่มากกว่าเมล็ดเช่นเดียวกับการใช้เมล็ดดิบครับ

3.หากต้นควินินที่คุณก้ามกุ้งพูดถึง หมายถึงต้นควินินที่ใช้รักษาไข้จับสัน(มาลาเรีย) นั้น เท่าที่ทราบขณะนี้ยังไม่เคยมีการทดลองนำมาใช้ในการกำจัดแมลงครับ อาจเป็นเพราะควินินขึ้นในป่าลึกหายาก แต่ตอนที่ผมทำงานที่ อ.แม่สะเรียง เคยใช้เปลือกต้นควินินมาเป็นส่วนผสมในร่วมกับ บอระเพ็ด หางไหล กากยาสูบ สะเดา ในการควบคุม แมลงบั่วที่ทำให้ข้าวเป็นหลอดหอมครับ ได้ผลดีระดับหนึ่ง แต่ที่ดีมากว่า คือ ลดการเกิดโรคใบไหม้ครับ อาจเป็นผลจากควินินก็ได้นะครับ(ไม่รับรอง)